สร้างคลัสเตอร์ฐานข้อมูลที่มีความพร้อมใช้งานสูง

ด้วย Amazon Aurora

ในบทแนะนำสอนการใช้งานนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีการกำหนดค่าคลัสเตอร์ Amazon Aurora เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่มีความพร้อมใช้งานสูง ฐานข้อมูลที่มีความพร้อมใช้งานสูงจะประกอบด้วยโหนดประมวลผลที่ทำซ้ำใน Availability Zone หลายแห่งเพื่อให้สามารถปรับขนาดการอ่านได้มากขึ้นและมีการป้องกันเมื่อเกิดข้อผิดพลาด 

Amazon Aurora เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มี MySQL และรุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ ซึ่งนำเสนอประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูลระดับองค์กรด้วยต้นทุนเพียงเล็กน้อย สำหรับปริมาณงานการผลิตส่วนใหญ่ คุณจะต้องตั้งค่าฐานข้อมูลที่มีความพร้อมใช้งานสูง

ตามค่าเริ่มต้น คลัสเตอร์ Amazon Aurora จะมีอินสแตนซ์ประมวลผลหลักเพียงหนึ่งรายการเท่านั้นที่ดำเนินการอ่าน/เขียน เมื่อเพิ่ม Aurora Replica อย่างน้อยหนึ่งรายการลงในคลัสเตอร์ คุณจะสามารถปรับขนาดการอ่านและมีความพร้อมใช้งานสูงสำหรับคลัสเตอร์ฐานข้อมูลของคุณ หากอินสแตนซ์หลักในคลัสเตอร์ล้มเหลว Aurora จะเสริม Replica ที่มีอยู่โดยอัตโนมัติเพื่อทำหน้าที่เป็นอินสแตนซ์หลักใหม่

โดยทั่วไปแล้ว คุณจะต้องสร้าง Aurora replica ใน Availability Zone (AZ) ที่ต่างจากอินสแตนซ์หลัก วิธีนี้จะทำให้ฐานข้อมูลของคุณสามารถย้ายไปยัง Replica ใน AZ อื่นในกรณีที่โครงสร้างพื้นฐานมีปัญหาใน AZ หลัก

ที่ชั้นพื้นที่จัดเก็บ Aurora จะปกป้องข้อมูลของคุณเสมอ โดยการทำซ้ำข้อมูล 6 วิธีใน AZ 3 แห่ง แต่หากคุณไม่ได้เพิ่ม Aurora Replica ลงในคลัสเตอร์ คุณจะต้องรอให้ Aurora สร้างอินสแตนซ์หลักเข้ามาแทนที่ใหม่ให้คุณ เมื่อตรวจพบข้อผิดพลาด โดยอาจต้องใช้เวลานานขึ้น

บทแนะนำสอนการใช้งานนี้จะใช้ Amazon Aurora ที่เข้ากันได้กับ MySQL คุณจะต้องสร้างคลัสเตอร์ Aurora ผ่าน Amazon RDS Management Console สร้าง Aurora Replica ทดสอบสถานการณ์การย้ายระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด และยกเลิกสภาพแวดล้อมของบทแนะนำสอนการใช้งาน

บทแนะนำสอนการใช้งานนี้ไม่ได้รวมอยู่ใน Free Tier และมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1 USD โดยให้คุณทำตามขั้นตอนในบทแนะนำสอนการใช้งานและยกเลิกทรัพยากรเมื่อสิ้นสุดบทแนะนำสอนการใช้งาน

เกี่ยวกับบทแนะนำสอนการใช้งานนี้
เวลา 10 นาที                                           
ค่าใช้จ่าย ไม่เกิน 1 USD
กรณีการใช้งาน ฐานข้อมูล
ผลิตภัณฑ์ Amazon Aurora, Amazon RDS
ผู้เข้าร่วม ผู้ดูแลฐานข้อมูล นักพัฒนา
ระดับ ปานกลาง
อัปเดตล่าสุด 12 เมษายน 2019

1. ลงชื่อสมัครใช้งาน AWS

คุณจะต้องมีบัญชี AWS เพื่อทำตามบทแนะนำสอนการใช้งานนี้ ลงชื่อสมัครใช้งานบัญชี โดยเลือก 'ลงชื่อสมัครใช้งาน AWS' 

ขั้นตอนที่ 2 - เข้าสู่ Amazon RDS Console

Amazon Aurora เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับ MySQL และ PostgreSQL ได้ที่สร้างขึ้นสำหรับระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นกลไกจัดการของ Amazon Relational Database Service (Amazon RDS) ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องเข้าสู่ Amazon RDS Console

เปิด AWS Management Console เพื่อให้คุณเปิดคำแนะนำทีละขั้นตอนนี้ค้างไว้ได้ เมื่อหน้าจอโหลดข้อมูลแล้ว ให้ใส่ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคุณเพื่อเริ่มต้นใช้งาน เลือก บริการ > RDS เพื่อเข้าสู่ RDS Management Console

ขั้นตอนที่ 3 - สร้างคลัสเตอร์ Amazon Aurora

ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องสร้างคลัสเตอร์ Amazon Aurora ที่ประกอบด้วยอินสแตนซ์ฐานข้อมูล Aurora หนึ่งรายการ

ก. ที่มุมขวาบนของ Amazon RDS Console ให้เลือก ภูมิภาค ที่คุณต้องการสร้างอินสแตนซ์ DB จากนั้นเลือก สร้างฐานข้อมูล

ข. ในหน้าเลือกกลไกจัดการ ให้เลือก Amazon Aurora จากนั้นเลือกรุ่นที่คุณต้องการ และ ถัดไป

ค.  ตอนนี้ คุณจะได้กำหนดค่า DB ของคุณ ใช้การตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับประเภทความจุและรุ่นของกลไกจัดการ DB ไว้ตามเดิม ใน คลาสอินสแตนซ์ DB คุณจะต้องเลือกการประมวลผลและความจุของหน่วยความจำของอินสแตนซ์ DB Amazon Aurora จะคิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมงตามประเภทอินสแตนซ์ - สำหรับวัตถุประสงค์ของบทแนะนำสอนการใช้งานนี้ ให้เลือก db.t2.small (1 vCPU, 2 GiB RAM) เพื่อให้คุณคุมค่าใช้จ่ายให้ต่ำอยู่เสมอ

ในการปรับใช้หลาย AZ ให้เลือก ไม่ แม้ Amazon Aurora จะมีการปรับใช้หลาย AZ เป็นตัวเลือกเริ่มต้น บทแนะนำสอนการใช้งานนี้จะอธิบายให้คุณทราบถึงการสร้าง Replica ใน Availability Zone ที่คุณต้องการ 

ง.  ป้อนชื่อสำหรับตัวระบุอินสแตนซ์ของ Database ชื่อผู้ใช้หลักและรหัสผ่าน เลือก ถัดไป

จ.  มีตัวเลือกการกำหนดค่าขั้นสูงมากมายสำหรับ Amazon RDS สำหรับวัตถุประสงค์ของบทแนะนำสอนการใช้งานนี้ ให้ใช้การกำหนดค่าเริ่มต้นไว้ดังเดิม และเลือก สร้างฐานข้อมูล

อาจต้องรอให้อินสแตนซ์ DB พร้อมใช้งานนานหลายนาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคลาสของอินสแตนซ์ DB เลือก ดูรายละเอียดของอินสแตนซ์ DB 

ฉ. อินสแตนซ์ Aurora DB ใหม่จะปรากฏในรายการ ฐานข้อมูล บนคอนโซล RDS อินสแตนซ์ DB จะมีสถานะเป็น กำลังสร้าง จนกว่าอินสแตนซ์จะพร้อมใช้งานและสถานะจะเปลี่ยนเป็น พร้อมใช้งาน หากอีกสักครู่ ยังไม่มีการเปลี่ยนสถานะ ให้รีเฟรชหน้า

ขั้นตอนที่ 4 - สร้าง Aurora Replica เพื่อให้มีความพร้อมใช้งานสูง

อินสแตนซ์ Amazon Aurora ทุกรายการจะมาพร้อมกับการป้องกันข้อมูลที่หนาแน่น คุณสามารถเพิ่มความพร้อมในการประมวลผลโดยการเพิ่ม Read Replica ใน Availability Zone (AZ) อื่นภายในภูมิภาคของ AWS สามารถกระจาย Aurora Replica ได้สูงสุด 15 รายการใน AZ ที่คลัสเตอร์ DB ครอบคลุมภายในภูมิภาค 

ก.  ใน Amazon RDS Console อินสแตนซ์ (ตัวเขียน) หลักในคลัสเตอร์ Aurora ของเราจะบันทึกเป็นรายการใน ฐานข้อมูล เลือกชื่ออินสแตนซ์และบันทึก Availability Zone ใน ระบบเครือข่าย

ข. เลือกปุ่มตัวเลือกสำหรับคลัสเตอร์ และสร้าง Aurora Replica โดยการเลือก การดำเนินการ > เพิ่มตัวอ่าน

ค. เลือก Availability Zone อื่นจากอินสแตนซ์ DB หลักหรือพื้นฐาน สำหรับ ข้อมูลจำเพาะของอินสแตนซ์ ให้เลือกคลาสอินสแตนซ์ที่คล้ายคลึงกันเป็นอินสแตนซ์หลัก (ในตัวอย่างนี้คือ db.t2.small) ดังนั้นเราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในประสิทธิภาพของฐานข้อมูลในกรณที่มีการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด ใน การตั้งค่า ให้ป้อนชื่อเฉพาะสำหรับอินสแตนซ์ DB ของ Aurora read replica

เลือก เพิ่มตัวอ่าน

ง. ในรายการฐานข้อมูล เราจะเห็นว่ากำลังมีการสร้าง Replica ใหม่ด้วยบทบาทของ ตัวอ่าน เลื่อนไปทางขวา จนกระทั่งคุณเห็นคุณสมบัติ หลาย AZ และตอนนี้คุณจะเห็น 2 Zone ที่ระบุว่ามีการกระจายคลัสเตอร์ใน Availability Zone 2 แห่ง (ที่ชั้นประมวลผล) 

คุณได้บรรลุเป้าหมายความพร้อมใช้งานสูงที่ระดับประมวลผลแล้ว เราจะทำการทดสอบต่อไปที่กระบวนการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดของ DB

ขั้นตอนที่ 5 - ตั้งค่าคลัสเตอร์ฐานข้อมูลสำหรับการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

หากต้องการเพิ่มความพร้อมใช้งานสูง คุณสามารถใช้ Aurora Replica เป็นเป้าหมายการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดได้ หากอินสแตนซ์หลักล้มเหลว ระบบจะเลื่อนระดับ Aurora Replica ไปเป็นอินสแตนซ์หลัก Replica จะนำมาใช้สำหรับความสามารถปรับขนาดการอ่านและมีความพร้อมใช้งาน ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องตั้งค่าลำดับความสำคัญของ Aurora Replica ที่จะใช้ในการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

 

ก.  เลือกปุ่มตัวเลือกถัดจากอินสแตนซ์ DB สำหรับตัวอ่านของคุณ และเลือก แก้ไข

ข.  ในระหว่างที่มีการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด Amazon RDS จะเลื่อนระดับ Replica ที่อยู่ในลำดับความสำคัญแรกสุด (เริ่มต้นด้วยระดับ 0) ไปเป็นอินสแตนซ์หลักใหม่ ในตัวอย่างนี้ เราไม่มี Replica เดิมเลย ดังนั้นเราจะตั้งค่า Replica ให้อยู่ในลำดับความสำคัญแรกสุด ใน การเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด ให้เลือก ระดับ 0

หากมีความขัดแย้งระหว่าง Replica 2 รายการขึ้นไปในระดับความสำคัญเดียวกัน Amazon RDS จะเลื่อนระดับ Replica ที่มีขนาดเดียวกันกับอินสแตนซ์หลัก

เลือก ดำเนินการต่อ จากนั้น แก้ไขอินสแตนซ์ DB

ขั้นตอนที่ 6 - ทดสอบการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดของฐานข้อมูล

ก.  เลือกปุ่มตัวเลือกบนอินสแตนซ์เป้าหมาย จากนั้นเลือก การดำเนินการ > การเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด วิธีนี้จะทำให้ระบบเลื่อนระดับ Replica ไปเป็นอินสแตนซ์ (หรือตัวเขียน) หลักใหม่ และอินสแตนซ์ (หรือตัวเขียน) หลักเก่าจะกลายเป็น Read Replica ใหม่

 

ข. เลือก การเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

ค. เวลาที่จะใช้ในการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดจะขึ้นอยู่กับจำนวนกิจกรรมของฐานข้อมูล ณ เวลาที่มีการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด แต่โดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่เกิน 60 วินาที คุณสามารถตรวจติดตามกระบวนการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดได้ใน บันทึกและเหตุการณ์ > เหตุการณ์ล่าสุด

การเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดมีความโปร่งใสในแอปพลิเคชันโดยใช้ตำแหน่งข้อมูล แม้คลัสเตอร์และปลายทางของตัวอ่านข้อมูลจะนำมาใช้เป็น DNS สำหรับฐานข้อมูล แต่การเชื่อมต่ออินสแตนซ์จะยังคงเหมือนเดิมและจะใช้อินสแตนซ์ DB ใหม่โดยอัตโนมัติ 

7. ยกเลิกทรัพยากร

ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องยกเลิกสภาพแวดล้อมคลัสเตอร์ Aurora DB ของคุณ

ข้อสำคัญ: การยกเลิกทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้งานจะช่วยลดต้นทุนและเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด หากไม่ยกเลิกทรัพยากรของคุณ จะทำให้เกิดค่าบริการ

ก. เลือกชื่อคลัสเตอร์ Amazon Aurora ของคุณเพื่อทำการยกเลิก และคลิกที่ชื่อคลัสเตอร์เพื่อแสดงรายการอินสแตนซ์คลัสเตอร์ทั้งหมด เลือกปุ่มตัวเลือกบนอินสแตนซ์ DB สำหรับบทบาทตัวอ่าน และเลือก การดำเนินการ > ลบ

 

ข. ป้อนวลี delete me (ลบฉัน) และเลือก ลบ เพื่อยืนยันการลบของคุณ คุณจะเห็นสถานะเปลี่ยนไปเป็น กำลังลบ


ค. ทำตามขั้นตอน 6ก-ข ซ้ำอีกครั้งด้วยอินสแตนซ์ DB สำหรับตัวเขียน สำหรับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ระบบจะขอให้คุณถ่ายสแนปช็อตครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลบ เนื่องจากส่วนนี้เป็นคลัสเตอร์ DB ทดสอบของคุณ ให้ยกเลิกการเลือกตัวเลือก สร้างสแนปช็อตครั้งสุดท้าย และเลือกยอมรับ ป้อน delete me (ลบฉัน) และเลือก ลบ ขั้นตอนนี้จะเป็นการลบคลัสเตอร์ Aurora รวมถึงพื้นที่จัดเก็บและข้อมูลสำรอง DB ระบบอัตโนมัติทั้งหมด

ขอแสดงความยินดี

คุณได้เรียนรู้วิธีการตั้งค่าคลัสเตอร์ฐานข้อมูล Amazon Aurora ที่มีความพร้อมใช้งานสูงโดยใช้ AWS Management Console แล้ว ตอนนี้ คุณสามารถใช้ประโยชน์ด้านความพร้อมใช้งานสูง ประสิทธิภาพและความคงทนของ Amazon Aurora กับแอปพลิเคชันที่สำคัญของคุณได้แล้ว

บทช่วยสอนนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

ขอบคุณ
โปรดบอกเราว่าคุณชอบอะไร
ขออภัยที่ทำให้คุณผิดหวัง
มีเนื้อหาที่ไม่อัปเดต คลุมเครือ หรือไม่ถูกต้องหรือไม่ โปรดช่วยเราในการปรับปรุงบทช่วยสอนนี้โดยการให้คำติชม