ข้อมูลทั่วไป

Amazon RDS คืออะไร

Amazon Relational Database Service (Amazon RDS) เป็นบริการที่ได้รับการจัดการที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่า ใช้งาน และปรับขนาด ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ในระบบคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย บริการนี้จะมอบความจุที่คุ้มค่าและปรับขนาดได้ พร้อมกับจัดการงานการดูแลระบบฐานข้อมูลที่ใช้เวลานาน ปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระเพื่อที่จะสามารถพุ่งความสนใจไปยังแอปพลิเคชันและธุรกิจของคุณได้อย่างเต็มที่

Amazon RDS จะช่วยให้คุณเข้าถึงขีดความสามารถของฐานข้อมูล MySQL, MariaDB, Oracle, SQL Server หรือ PostgreSQL ที่คุ้นเคย ซึ่งหมายความว่าโค้ด แอปพลิเคชัน และเครื่องมือที่ขณะนี้คุณใช้อยู่แล้วกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ควรที่จะทำงานกับ Amazon RDS ได้อย่างราบรื่น Amazon RDS สามารถสำรองข้อมูลในฐานข้อมูลของคุณโดยอัตโนมัติและอัปเดตซอฟแวร์ฐานข้อมูลของคุณให้ทันกับเวอร์ชันล่าสุด คุณจะได้รับประโยชน์จากความยืดหยุ่นที่ช่วยให้สามารถปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลหรือความจุพื้นที่จัดเก็บที่เกี่ยวข้องกับอินสแตนซ์ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ Amazon RDS ยังทำให้สามารถใช้การจำลองแบบได้อย่างง่ายดายเพื่อเสริมสร้างความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูล พัฒนาความคงทนของข้อมูล หรือปรับขนาดให้เกินกว่าข้อจำกัดความจุของอินสแตนซ์ฐานข้อมูลเดี่ยวสำหรับปริมาณงานฐานข้อมูลที่อ่านเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ บริการนี้จะเหมือนกันกับ Amazon Web Services ทั้งหมดคือจะไม่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้า คุณเพียงต้องจ่ายค่าทรัพยากรเท่าที่คุณใช้เท่านั้น

กลไกฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ใดบ้างที่ Amazon RDS รองรับ

Amazon RDS รองรับกลไกฐานข้อมูล Amazon Aurora, MySQL, MariaDB, Oracle, SQL Server และ PostgreSQL

Amazon RDS จะจัดการอะไรแทนฉันบ้าง

Amazon RDS จัดการงานที่เกี่ยวข้องกับการตั้งค่าฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ตั้งแต่การจัดเตรียมความจุของโครงสร้างพื้นฐานที่คุณร้องขอ ไปจนถึงการติดตั้งซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล เมื่อฐานข้อมูลของคุณเริ่มทำงานแล้ว Amazon RDS จะดูแลงานด้านการดูแลระบบทั่วไปโดยอัตโนมัติ เช่น การสำรองข้อมูลและการแพตช์ซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนฐานข้อมูลของคุณ เมื่อใช้การติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ เสริม Amazon RDS ยังจะจัดการการจำลองข้อมูลแบบพร้อมกันทั่วทั้ง Availability Zone ด้วยการเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติอีกด้วย

เนื่องจาก Amazon RDS ให้สิทธิ์การเข้าถึงฐานข้อมูลภายในระบบ คุณจะสามารถโต้ตอบกับซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้ตามปกติ ซึ่งหมายความว่าคุณยังคงต้องรับผิดชอบเรื่องจัดการการตั้งค่าฐานข้อมูลที่เป็นของแอปพลิเคชันของคุณโดยเฉพาะ คุณจะต้องสร้างแบบแผนเชิงสัมพันธ์ที่เหมาะกับกรณีการใช้งานมากที่สุด และต้องรับผิดชอบในการปรับประสิทธิภาพเพื่อปรับฐานข้อมูลให้เหมาะสมกับเวิร์กโฟลว์ของแอปพลิเคชัน

ฉันจะเลือกใช้ Amazon RDS หรือ Amazon EC2 ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ AMI เมื่อใด

Amazon Web Services ให้ตัวเลือกฐานข้อมูลจำนวนมากสำหรับนักพัฒนา Amazon RDS ช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มีคุณลักษณะครบถ้วนในขณะที่ลดการจัดการฐานข้อมูล การใช้ AMI ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ของเราบนAmazon EC2ช่วยให้คุณจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ในระบบคลาวด์ได้ มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทางเลือกเหล่านี้ซึ่งอาจทำให้ทางเลือกหนึ่งเหมาะสมกับกรณีการใช้งานของคุณมากขึ้น โปรดดูฐานข้อมูลในระบบคลาวด์กับ AWS เพื่อเป็นแนวทางว่าโซลูชันใดที่เหมาะกับคุณที่สุด

ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน Amazon RDS ได้อย่างไร

ในการสมัครใช้งาน Amazon RDS คุณต้องมีบัญชี Amazon Web Services หากคุณยังไม่มี ให้สร้างบัญชี หลังจากลงชื่อสมัครใช้แล้ว โปรดดูที่เอกสาร Amazon RDSซึ่งมีคู่มือการเริ่มต้นใช้งานของเรารวมอยู่ด้วย

Amazon RDS เป็นส่วนหนึ่งของ AWS Free Tier เพื่อให้ลูกค้า AWS ใหม่สามารถเริ่มต้นใช้บริการฐานข้อมูลที่ได้รับการจัดการในระบบคลาวด์ได้ฟรี

มีตัวเลือกการปรับใช้แบบไฮบริดหรือแบบภายในองค์กรสำหรับ Amazon RDS หรือไม่

มี คุณสามารถเรียกใช้ Amazon RDS แบบในองค์กรโดยใช้ Amazon RDS บน Outposts ได้ โปรดดูคำถามที่พบบ่อยของ Amazon RDS บน Outposts สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ฉันสามารถขอความช่วยเหลือเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมและเริ่มต้นใช้งาน Amazon RDS ได้หรือไม่

ได้ ผู้เชี่ยวชาญของ Amazon RDS พร้อมตอบคำถามต่างๆ และให้การสนับสนุน โปรดติดต่อเรา และคุณจะได้รับการติดต่อกลับจากเราภายในหนึ่งวันทำการเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีที่ AWS สามารถช่วยเหลือองค์กรของคุณ

อินสแตนซ์ฐานข้อมูล

อินสแตนซ์ฐานข้อมูล (อินสแตนซ์ DB) คืออะไร

คุณสามารถนึกถึงอินสแตนซ์ DB เป็นสภาพแวดล้อมฐานข้อมูลในระบบคลาวด์ด้วยทรัพยากรการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บที่คุณระบุ คุณสามารถสร้างและลบอินสแตนซ์ DB, กำหนด/ปรับปรุงคุณลักษณะโครงสร้างพื้นฐานของอินสแตนซ์ DB ของคุณ และควบคุมการเข้าถึงและความปลอดภัยผ่าน AWS Management Console, Amazon RDS API และ AWS Command Line Interface คุณสามารถเรียกใช้อินสแตนซ์ DB ได้ตั้งแต่หนึ่งอินสแตนซ์ขึ้นไป และอินสแตนซ์ DB แต่ละรายการสามารถรองรับฐานข้อมูลหรือสคีมาฐานข้อมูลได้ตั้งแต่หนึ่งรายการขึ้นไป ขึ้นอยู่กับประเภทของกลไล

ฉันจะสร้างอินสแตนซ์ DB ได้อย่างไร

อินสแตนซ์ DB สร้างได้ง่ายๆ โดยใช้ AWS Management Console, Amazon RDS API หรือ AWS Command Line Interface เมื่อต้องการเปิดใช้อินสแตนซ์ DB โดยใช้ AWS Management Console ให้คลิก “RDS” จากนั้นคลิกปุ่ม “Lเปิดใช้อินสแตนซ์ DB” บนแท็บอินสแตนซ์ จากตรงนั่น คุณสามารถระบุพารามิเตอร์สำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณ รวมถึงกลไกจัดการและเวอร์ชัน DB, โมเดลใบอนุญาต, ประเภทของอินสแตนซ์, ประเภทพื้นที่จัดเก็บและจำนวน และข้อมูลประจำตัวผู้ใช้หลัก

คุณยังมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลสำรองของอินสแตนซ์ DB ระยะเวลาการสำรองข้อมูลที่ต้องการ และช่วงเวลาการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา หรือคุณเลือกที่จะสร้างอินสแตนซ์ DB โดยการใช้CreateDBInstance API หรือ คำสั่ง create-db-instance ได้เช่นกัน

ฉันจะเข้าถึงอินสแตนซ์ DB ที่ทำงานอยู่ของฉันได้อย่างไร

เมื่ออินสแตนซ์ DB ของคุณพร้อมให้ใช้งาน คุณสามารถเข้าถึงตำแหน่งข้อมูลของอินสแตนซ์นั้นผ่านคำบรรยายอินสแตนซ์ DB ได้ใน AWS Management Console, DescribeDBInstances API หรือคำสั่ง describe-db-instances การใช้จุดปลายนี้ คุณสามารถสร้างสตริงการเชื่อมต่อที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อโดยตรงกับอินสแตนซ์ DB ของคุณ โดยใช้เครื่องมือฐานข้อมูลหรือภาษาการเขียนโปรแกรมที่คุณชื่นชอบ ในการอนุญาตคำขอของเครือข่ายไปยังอินสแตนซ์ DB ที่กำลังทำงานอยู่ คุณจะต้องให้สิทธิ์การเข้าถึง คุณสามารถดูคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสร้างสายอักขระการเชื่อมต่อและเริ่มต้นใช้งานได้ที่คู่มือการเริ่มต้นใช้งานของเรา

ฉันสามารถเรียกใช้อินสแตนซ์ DB ด้วย Amazon RDS ได้เป็นจำนวนเท่าไร

จากค่าเริ่มต้น ลูกค้าจะได้รับอนุญาตให้มีอินสแตนซ์ DB สำหรับ Amazon RDS ได้สูงสุด 40 รายการ ซึ่งในทั้ง 40 รายการนั้น สามารถเป็นอินสแตนซ์ Oracle หรือ SQL Server DB ได้สูงสุด 10 รายการภายใต้รุ่น “License Included” โดยทั้ง 40 รายการนั้นสามารถใช้ได้กับ Amazon Aurora, MySQL, MariaDB, PostgreSQL และ Oracle ภายใต้รุ่น “BYOL” โปรดทราบว่า RDS for SQL Server มีขีดจำกัดด้านฐานข้อมูลสูงสุดถึง 100 รายการบนอินสแตนซ์ DB เดียว หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS for SQL Server

หากแอปพลิเคชันของคุณจำเป็นต้องใช้อินสแตนซ์ DB เพิ่ม คุณสามารถส่งคำขออินสแตนซ์ DB เพิ่มได้ผ่านแบบฟอร์มคำขอนี้

ฉันจะสามารถเรียกใช้ฐานข้อมูลหรือแบบแผนได้เท่าใดภายในอินสแตนซ์ DB หนึ่งรายการ

  • RDS สำหรับ Amazon Aurora: ไม่มีขีดจำกัดที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์
  • RDS for MySQL: ไม่มีขีดจำกัดที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์
  • RDS สำหรับ MariaDB: ไม่มีขีดจำกัดที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์
  • RDS for Oracle: 1 ฐานข้อมูลต่ออินสแตนซ์ ไม่มีขีดจำกัดจำนวนแบบแผนต่อฐานข้อมูลที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์
  • RDS for SQL Server: ฐานข้อมูลสูงสุดถึง 100 รายการต่ออินสแตนซ์ โปรดดูที่นี่: คู่มือผู้ใช้ Amazon RDS for SQL Server
  • RDS for PostgreSQL: ไม่มีขีดจำกัดที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์

ฉันจะนำเข้าข้อมูลไปยังอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ได้อย่างไร

มีวิธีการง่ายๆ หลายวิธีในการนำเข้าข้อมูลไปยัง Amazon RDS เช่น ด้วยยูทิลิตี้ mysqldump หรือ mysqlimport สำหรับ MySQL, Data Pump, Import/Export หรือ SQL Loader สำหรับ Oracle, โปรแกรม Import/Export, Full Backup Files (.bak files) หรือ Bulk Copy Program (BCP) สำหรับ SQL Server หรือ pg_dump for PostgreSQL สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำเข้าและการส่งออกข้อมูล โปรดดูที่คู่มือการนำเข้าข้อมูลสำหรับ MySQL คู่มือการนำเข้าข้อมูลสำหรับ Oracleคู่มือการนำเข้าข้อมูลสำหรับ SQL Server หรือคู่มือการนำเข้าข้อมูลสำหรับ PostgreSQL

นอกจากนี้ AWS Database Migration Service ยังช่วยให้คุณย้ายฐานข้อมูลไปยัง AWS ได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยอีกด้วย

ระยะเวลาบำรุงรักษาคืออะไร อินสแตนซ์ DB ของฉันจะพร้อมใช้งานระหว่างกิจกรรมการบำรุงรักษาหรือไม่

กรอบเวลาการบำรุงรักษา Amazon RDS เป็นโอกาสของคุณที่จะควบคุมเมื่อเกิดการแก้ไขอินสแตนซ์ DB การอัปเกรดเวอร์ชันกลไกฐานข้อมูล และการแพตช์ซอฟต์แวร์ ในกรณีที่มีการร้องขอหรือจำเป็น หากมีการจัดกำหนดการกิจกรรมการบำรุงรักษาในสัปดาห์ที่กำหนด กิจกรรมจะเริ่มต้นขึ้นระหว่างช่วงเวลาการบำรุงรักษาที่คุณระบุ

เหตุการณ์การบำรุงรักษาที่ต้องใช้ Amazon RDS เพื่อทำให้อินสแตนซ์ DB ของคุณออฟไลน์คือการดำเนินการคำนวณขนาด (ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีตั้งแต่เริ่มจนจบ) การอัปเกรดเวอร์ชันกลไกฐานข้อมูล และการแพตช์ซอฟต์แวร์ที่จำเป็น การแพตช์ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นจะได้รับการกำหนดเวลาอัตโนมัติเฉพาะแพตช์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความคงทนเท่านั้น การแพตช์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย (โดยทั่วไปจะเป็นหนึ่งครั้งในทุกๆ สองสามเดือน) และแทบจะไม่ใช้หน้าต่างการบำรุงรักษาของคุณเกินหนึ่งส่วน

หากระหว่างที่สร้างอินสแตนซ์ DB คุณไม่ได้กำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษารายสัปดาห์ที่ต้องการ ระบบจะกำหนดค่าเริ่มต้นให้เป็น 30 นาที หากคุณต้องการแก้ไขระหว่างที่ระบบดำเนินการบำรุงรักษาแทนคุณอยู่ คุณสามารถทำได้โดยการแก้ไขอินสแตนซ์ DB ของคุณใน AWS Management Console, ModifyDBInstance API หรือคำสั่ง modify-db-instance คุณสามารถเลือกให้แต่ละอินสแตนซ์ DB มีระยะเวลาการบำรุงรักษาที่ต้องการแตกต่างกันได้

การเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ สามารถช่วยลดผลกระทบของเหตุการณ์การบำรุงรักษาได้มากขึ้น โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการบำรุงรักษาที่คู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ฉันควรทำอย่างไรหากการสืบค้นของฉันช้า

สำหรับฐานข้อมูลการผลิต เราขอแนะนำให้คุณเปิดใช้งาน Enhanced Monitoring ซึ่งจะให้สิทธิ์การเข้าถึงกว่า 50 เมตริก ทั้ง CPU, หน่วยความจำ, ระบบไฟล์ และดิสก์ I/O คุณสามารถเปิดใช้งานคุณสมบัติเหล่านี้เป็นรายอินสแตนซ์ได้ รวมถึงเลือกเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดได้ (เลือกได้สั้นสุด 1 วินาที) การใช้ CPU ในระดับสูงสามารถลดประสิทธิภาพการสืบค้น และในกรณีนี้ คุณอาจต้องการพิจารณาปรับขนาดคลาสอินสแตนซ์ DB ของคุณ โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบอินสแตนซ์ DB ที่คู่มือผู้ใช้งาน Amazon RDS

หากคุณกำลังใช้ RDS สำหรับ MySQL หรือ MariaDB คุณสามารถเข้าถึงบันทึกการสืบค้นที่ช้าสำหรับฐานข้อมูลของคุณเพื่อตรวจสอบว่ามีการสืบค้น SQL ที่รันช้าหรือไม่ และหากใช่ แสดงว่าคุณลักษณะประสิทธิภาพของแต่ละรายการ คุณสามารถตั้งค่าพารามิเตอร์ DB เป็น "slow_query_log" และค้นหาตาราง mysql.slow_log เพื่อตรวจสอบการค้นหา SQL ที่ดำเนินการช้าได้ โปรดดูที่คู่มือผู้ใช้งาน Amazon RDS เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

หากคุณกำลังใช้ RDS สำหรับ Oracle อยู่ คุณสามารถใช้ Oracle ติดตามข้อมูลไฟล์เพื่อดูว่าการสืบค้นใดที่ทำงานช้าได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลไฟล์การติดตาม โปรดดูที่คู่มือผู้ใช้งาน Amazon RDS

หากคุณกำลังใช้ RDS for SQL Server อยู่ คุณสามารถใช้การติดตามเซิร์ฟเวอร์ SQL ฝั่งไคลเอ็นต์เพื่อระบุการสืบค้นที่ช้าได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลไฟล์การติดตามฝั่งเซิร์ฟเวอร์ โปรดดูที่คู่มือผู้ใช้งาน Amazon RDS

เวอร์ชันของกลไกฐานข้อมูล

Amazon RDS รองรับกลไกฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เวอร์ชันใดบ้าง

โปรดดูรายการเวอร์ชันของกลไกฐานข้อมูลที่รองรับในเอกสารของแต่ละกลไก ดังนี้

Amazon RDS จะแยกระหว่างกลไก DB เวอร์ชัน “หลัก” และ “รอง” อย่างไร

โปรดตรวจสอบหน้าคำถามที่พบบ่อยเพื่อดูรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับหมายเลขเวอร์ชันของแต่ละกลไกฐานข้อมูล Amazon RDS

Amazon RDS ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับการรองรับกลไก DB เวอร์ชันใหม่หรือไม่

Amazon RDS เพิ่มการรองรับกลไกฐานข้อมูลหลักและรองเวอร์ชันใหม่อยู่เรื่อยๆ จำนวนของเวอร์ชันใหม่ที่รองรับจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความถี่และเนื้อหาของส่วนที่เผยแพร่ และแพตช์จากผู้ให้บริการของกลไกหรือองค์กรพัฒนา รวมทั้งผลลัพธ์จากการตรวจสอบและแพตช์เหล่านี้อย่างละเอียดโดยทีมวิศวกรฐานข้อมูลของเรา อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว เราตั้งเป้าที่จะรองรับกลไกเวอร์ชันใหม่ภายใน 5 เดือนนับจากที่พร้อมใช้งานจริง

ฉันต้องทำอย่างไรเพื่อกำหนดว่าอินสแตนซ์ DB ของฉันควรเรียกใช้กลไก DB ที่รองรับเวอร์ชันใด

คุณสามารถระบุเวอร์ชันใดก็ได้ที่กำลังรองรับอยู่ในขณะนี้ (หลักและรอง) เมื่อสร้างอินสแตนซ์ DB ใหม่ผ่านกระบวนการเปิดใช้อินสแตนซ์ DB ใน AWS Management Console หรือใน API CreateDBInstance โปรดทราบว่ามีเพียงกลไกฐานข้อมูลบางเวอร์ชันเท่านั้นที่มีให้บริการในทุกภูมิภาค AWS region

ฉันจะควบคุมได้อย่างไรว่าเวอร์ชันกลไกของอินสแตนซ์ DB ของฉันได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันใหม่ที่รองรับหรือไม่และเมื่อใด

Amazon RDS มุ่งมั่นที่จะทำให้อินสแตนซ์ฐานข้อมูลของคุณทันสมัยอยู่เสมอโดยมอบกลไกฐานข้อมูลที่รองรับเวอร์ชันใหม่กว่าให้กับคุณ หลังจากที่ผู้จำหน่ายหรือองค์กรพัฒนาเผยแพร่กลไกฐานข้อมูลเวอร์ชันใหม่แล้ว ทีมวิศวกรรมฐานข้อมูลของเราจะได้รับการทดสอบอย่างละเอียดก่อนที่จะเปิดให้ใช้งานใน Amazon RDS

เราขอแนะนำให้คุณอัปเกรดอินสแตนซ์ฐานข้อมูลของคุณเป็นเวอร์ชันรองล่าสุด เนื่องจากจะมีการแก้ไขด้านความปลอดภัยและการทำงานล่าสุด การอัปเกรดของเวอร์ชันรองจะมีเฉพาะการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลที่เข้ากันได้กับเวอร์ชันรองก่อนหน้า (ของเวอร์ชันหลักเดียวกัน) ของกลไกฐานข้อมูลเท่านั้น ซึ่งไม่เหมือนกับการอัปเกรดของเวอร์ชันหลัก

หากเวอร์ชันรองที่ออกใหม่ไม่มีการแก้ไขที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า Amazon RDS เราอาจเลือกที่จะไม่เปิดให้ใช้งานเวอร์ชันนั้นใน Amazon RDS ทั้งนี้ หลังจากที่เปิดให้ใช้งานเวอร์ชันรองที่ออกใหม่ใน Amazon RDS เราจะตั้งค่าเวอร์ชันนั้นให้เป็นเวอร์ชันรองที่แนะนำสำหรับอินสแตนซ์ DB ใหม่

หากต้องการอัปเกรดอินสแตนซ์ฐานข้อมูลให้เป็นกลไกเวอร์ชันที่รองรับด้วยตนเอง ให้ใช้คำสั่งแก้ไขอินสแตนซ์ DB บน AWS Management Console หรือ ModifyDBInstance API และตั้งค่าพารามิเตอร์เวอร์ชันกลไก DB ให้เป็นเวอร์ชันที่ต้องการ ซึ่งตามค่าเริ่มต้น ระบบจะดำเนินการอัปเกรดอยู่แล้ว หรือจะอัปเกรดในช่วงของระยะเวลาการบำรุงรักษาถัดไป คุณยังสามารถเลือกที่จะอัปเกรดได้ทันทีโดยการเลือกตัวเลือกดำเนินการทันทีใน Console API

หากเราตัดสินใจให้กลไกเวอร์ชันรองที่ออกใหม่มีการแก้ไขข้อผิดพลาดที่สำคัญเมื่อเทียบกับเวอร์ชันรองที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ เราจะกำหนดเวลาการอัปเกรดอัตโนมัติให้อินสแตนซ์ DB ที่ตั้งค่าการอัปเกรดเวอร์ชันรองอัตโนมัติเป็น “ใช่” โดยการอัปเกรดเหล่านี้จะกำหนดเวลาให้ดำเนินการในช่วงระยะเวลาการบำรุงรักษาตามที่ลูกค้าระบุ

เรากำหนดเวลาก็เพื่อให้คุณสามารถวางแผนต่างๆ โดยยึดจากกำหนดเวลานี้ได้ เนื่องจากระบบต้องหยุดทำงานเพื่ออัปเกรดเวอร์ชันของกลไก DB แม้แต่กับอินสแตนซ์แบบ Multi-AZ ก็ตาม หากคุณต้องการปิดการอัปเกรดเวอร์ชันรองอัตโนมัติ คุณก็สามารถทำได้โดยตั้งการตั้งค่าการอัปเกรดเวอร์ชันรองอัตโนมัติให้เป็น “ไม่”

ในกรณีของ RDS สำหรับ Oracle และ RDS for SQL Server หากการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันรองถัดไปกำหนดให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรุ่นอื่น เราอาจไม่กำหนดเวลาการอัปเกรดอัตโนมัติ ถึงแม้คุณได้เปิดการตั้งค่าการอัปเกรดเวอร์ชันรองอัตโนมัติไว้แล้วก็ตาม จะมีการตัดสินใจว่าจะกำหนดเวลาการอัปเกรดอัตโนมัติหรือไม่ในสถานการณ์นั้นๆ เป็นรายกรณี

เนื่องจากการอัปเกรดเวอร์ชันหลักจะมีความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้อยู่บ้าง จึงจะไม่มีการดำเนินการโดยอัตโนมัติ โดยคุณจะต้องเริ่มดำเนินการเอง (เว้นแต่ในกรณีที่มีการยกเลิกเวอร์ชันหลัก โปรดดูที่ด้านล่าง)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัปเกรดอินสแตนซ์ DB เป็นกลไกเวอร์ชันใหม่ ให้ดูที่คู่มือผู้ใช้งาน Amazon RDS

ฉันสามารถทดสอบอินสแตนซ์ DB ด้วยเวอร์ชันใหม่ก่อนอัปเกรดได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถทำได้โดยสร้างสแน็ปช็อต DB ของอินสแตนซ์ DB ที่มีอยู่ กู้คืนจากสแน็ปช็อต DB เพื่อสร้างอินสแตนซ์ DB ใหม่ จากนั้นจึงเริ่มการอัปเกรดเวอร์ชันสำหรับอินสแตนซ์ DB ใหม่ จากนั้นคุณจะสามารถทดสอบการทำงานกับสำเนาอินสแตนซ์ DB ที่อัปเกรดแล้วได้อย่างปลอดภัยก่อนจะตัดสินใจว่าจะอัปเกรดอินสแตนซ์ DB ดั้งเดิมของคุณดีหรือไม่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคืนค่า Database Snapshot ให้ดูที่ คู่มือผู้ใช้งาน Amazon RDS

Amazon RDS ได้ให้แนวทางในการยกเลิกเวอร์ชันกลไกฐานข้อมูลที่รองรับในขณะนี้หรือไม่

  • เราตั้งใจที่จะสนับสนุนการเผยแพร่เวอร์ชันหลัก (เช่น MySQL 5.6, PostgreSQL 9.6) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปีหลังจากที่ Amazon RDS รองรับในขั้นต้น
  • เรามีความตั้งใจที่จะรองรับเวอร์ชันรอง (เช่น MySQL 5.6.37, PostgreSQL 9.6.1) เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี นับจากที่เริ่มการรองรับโดย Amazon RDS

เราจะยกเลิกกลไกเวอร์ชันหลักและรองเป็นระยะๆ สำหรับเวอร์ชันหลัก การยกเลิกจะเกิดขึ้นเป็นปกติเมื่อเวอร์ชันนั้นได้ขยับไปเป็นการรองรับเพิ่มเติมหรือไม่ได้รับการแก้ไขด้านซอฟต์แวร์หรือการอัปเดตด้านความปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว สำหรับเวอร์ชันรอง การยกเลิกจะเกิดขึ้นเมื่อเวอร์ชันรองมีข้อผิดพลาดหรือมีปัญหาด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรงซึ่งได้รับการแก้ไขในเวอร์ชันรองต่อมาแล้ว

แม้เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ แต่ในบางกรณีเราอาจยกเลิกเวอร์ชันหลักหรือรองเฉพาะบางเวอร์ชันเร็วขึ้น เช่น ในกรณีที่มีปัญหาด้านความปลอดภัย ในสถานการณ์ที่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นซึ่งมีโอกาสเป็นได้ต่ำนั้น Amazon RDS จะอัปเกรดกลไกฐานข้อมูลของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อตอบสนองต่อปัญหานั้น สถานการณ์เฉพาะอาจกำหนดไทม์ไลน์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัญหาที่กำลังแก้ไข

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเลิกใช้งานเวอร์ชันกลไกของ Amazon RDS DB

เมื่อยกเลิกกลไกฐานข้อมูลเวอร์ชันรองใน Amazon RDS เราจะให้เวลาก่อนที่จะเริ่มการอัปเกรดอัตโนมัติสาม (3) เดือนหลังการประกาศ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลานี้ อินสแตนซ์ทั้งหมดที่ยังคงใช้งานเวอร์ชันรองที่เลิกใช้งานแล้ว จะถูกจัดกำหนดการสำหรับการอัปเกรดอัตโนมัติเป็นเวอร์ชันรองที่ได้รับการสนับสนุนล่าสุดในระหว่างช่วงเวลาการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา

เมื่อยกเลิกกลไกฐานข้อมูลเวอร์ชันหลักใน Amazon RDS เราจะให้เวลาคุณเริ่มการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันหลักที่รองรับสูงสุดหก (6) เดือหลังจากที่ประกาศยกเลิก เมื่อระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง อินสแตนซ์ใดก็ตามที่ยังคงใช้งานเวอร์ชันที่ถูกยกเลิกจะได้รับการอัปเกรดอัตโนมัติเป็นเวอร์ชันหลักใหม่ล่าสุดในช่วงระยะเวลาการบำรุงรักษาที่กำหนดเวลาไว้

เมื่อมีเวอร์ชันของกลไกฐานข้อมูลหลักหรือรองที่ไม่ได้รองรับใน Amazon RDS อีกต่อไปแล้ว อินสแตนซ์ DB ใดก็ตามที่เรียกคืนมาจาก Database Snapshot ที่สร้างด้วยเวอร์ชันที่ไม่รองรับดังกล่าวจะได้รับการอัปเกรดโดยอัตโนมัติและในทันทีให้เป็นเวอร์ชันที่กำลังรองรับ

การเรียกเก็บเงิน

ฉันจะถูกเรียกเก็บเงินและเรียกเก็บเงินสำหรับการใช้ Amazon RDS ของฉันอย่างไร

คุณจ่ายเท่าที่คุณใช้ และไม่มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำหรือค่าธรรมเนียมการติดตั้งใดๆ คุณจะถูกเรียกเก็บเงินตาม:

  • ชั่วโมงที่ใช้อินสแตนซ์ DB – เก็บตามคลาส (เช่น db.t2.micro, db.m4.large) ของอินสแตนซ์ DB ที่ใช้ไป เศษเวลาของอินสแตนซ์ DB ที่ใช้ไปไม่ครบชั่วโมงจะคิดค่าบริการเป็นส่วนเพิ่มต่อหนึ่งวินาที โดยคิดค่าบริการขั้นต่ำที่ 10 นาทีหลังจากการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เรียกเก็บค่าบริการได้ เช่น การสร้าง การเริ่ม หรือการแก้ไขคลาสอินสแตนซ์ DB สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านประกาศมีอะไรใหม่ของเรา
  • พื้นที่จัดเก็บ (ต่อ GB ต่อเดือน) – ความจุของพื้นที่จัดเก็บที่คุณได้จัดเตรียมสำหรับอินสแตนซ์ DB หากคุณปรับขนาดความจุของพื้นที่จัดเก็บที่จัดเตรียมไว้ภายในหนึ่งเดือน การเรียกเก็บเงินของคุณจะถูกแบ่งเป็นส่วนๆ
  • คำขอ I/O ต่อเดือน – จำนวนคำขอพื้นที่จัดเก็บ I/O ที่คุณมีทั้งหมด (สำหรับ พื้นที่จัดเก็บ Amazon RDS Magnetic และ Amazon Aurora เท่านั้น)
  • IOPS ที่มีการเตรียมใช้งานต่อเดือน – อัตรา IOPS ที่มีการเตรียมใช้งานโดยไม่คำนึงถึง IOPS ที่ใช้ไป (สำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูล Amazon RDS Provisioned IOPS (SSD) เท่านั้น)
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรอง – พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการสำรองข้อมูลของฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติและ Snapshot ฐานข้อมูลที่ลูกค้าเริ่ม การเพิ่มระยะเวลาการเก็บข้อมูลสำรองหรือการรับ Snapshot ฐานข้อมูลเพิ่มจะช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองที่ฐานข้อมูลของคุณใช้
  • การถ่ายโอนข้อมูล – การถ่ายโอนข้อมูลอินเทอร์เน็ตเข้าและออกจากอินสแตนซ์ DB ของคุณ

หากต้องการดูข้อมูลเกี่ยวกับราคา Amazon RDS โปรดไปที่ส่วนราคาบนหน้าผลิตภัณฑ์ Amazon RDS

การเรียกเก็บเงินอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ของฉันจะเริ่มและสิ้นสุดเมื่อไร

การเรียกเก็บเงินจะเริ่มต้นสำหรับอินสแตนซ์ DB ทันทีที่มีอินสแตนซ์ DB ที่พร้อมใช้งาน การเรียกเก็บเงินจะดำเนินต่อไปจนกว่าอินสแตนซ์ DB จะสิ้นสุดลง ซึ่งอาจเกิดจากการลบหรือเกิดเหตุอินสแตนซ์ขัดข้อง

อะไรเป็นตัวกำหนดชั่วโมงอินสแตนซ์ Amazon RDS ที่เรียกเก็บเงินได้

ชั่วโมงอินสแตนซ์ DB จะถูกเรียกเก็บเงินในแต่ละชั่วโมงที่อินสแตนซ์ DB ของคุณกำลังทำงานอยู่ในสถานะที่พร้อมใช้งาน หากคุณไม่ต้องการให้มีการเรียกเก็บเงินอินสแตนซ์ DB อีกต่อไป คุณจะต้องหยุดหรือลบอินสแตนซ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินสำหรับชั่วโมงอินสแตนซ์เพิ่มเติม ชั่วโมงอินสแตนซ์ DB บางส่วนที่ใช้ไปจะถูกเรียกเก็บเงินโดยเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งวินาทีโดยมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 10 นาทีหลังจากการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เรียกเก็บเงินได้ เช่น การสร้าง เริ่ม หรือแก้ไขคลาสอินสแตนซ์ DB สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านประกาศมีอะไรใหม่ของเรา

ฉันจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับอินสแตนซ์ DB ที่หยุดทำงานอย่างไร

ในขณะที่อินสแตนซ์ฐานข้อมูลของคุณหยุดลง คุณจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับพื้นที่จัดเก็บที่จัดเตรียมไว้ (รวมถึง IOPS ที่จัดเตรียมไว้) และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรอง (รวมถึง Snapshot และการสำรองข้อมูลอัตโนมัติภายในหน้าต่างการเก็บข้อมูลที่ระบุ) แต่ไม่ใช่สำหรับชั่วโมงอินสแตนซ์ DB

เหตุใดพื้นที่จัดเก็บสำรองเพิ่มเติมของฉันจึงมีราคาสูงกว่าพื้นที่จัดเก็บอินสแตนซ์ DB ที่จัดสรรไว้

พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จัดเตรียมไว้สำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณสำหรับข้อมูลหลักจะอยู่ภายใน Availability Zone เพียงเขตพื้นที่เดียว เมื่อฐานข้อมูลของคุณได้รับการสำรองข้อมูลแล้ว ข้อมูลสำรอง (รวมถึงบันทึกธุรกรรม) จะถูกจำลองแบบซ้ำซ้อนตามพื้นที่ใน Availability Zone ต่างๆ เพื่อให้ระดับความทนทานของข้อมูลมากยิ่งขึ้น โดยการจำลองแบบพิเศษที่เกิดขึ้นเพื่อเพิ่มความคงทนของข้อมูลสำรองที่สำคัญของคุณ จะแสดงออกมาเป็นราคาสำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองนอกเหนือจากส่วนที่คุณได้รับการจัดสรรให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ฉันจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับการปรับใช้อินสแตนซ์ DB หลาย AZ อย่างไร

หากคุณระบุว่าอินสแตนซ์ DB ของคุณควรเป็นการปรับใช้หลาย AZ คุณจะถูกเรียกเก็บเงินตามการกำหนดราคาแบบหลาย AZ ที่แสดงไว้ในหน้าการกำหนดราคาของ Amazon RDS การเรียกเก็บเงินหลาย AZ ขึ้นอยู่กับ:

  • ชั่วโมงอินสแตนซ์ DB แบบ Multi-AZ โดยอิงตามคลาส (เช่น db.t2.micro, db.m4.large) ของอินสแตนซ์ DB ที่ใช้ไป เช่นเดียวกับการติดตั้งใช้จริงแบบมาตรฐานใน Availability Zone เดียว เศษเวลาของอินสแตนซ์ DB ที่ใช้ไปไม่ครบชั่วโมงจะคิดค่าบริการเป็นส่วนเพิ่มต่อหนึ่งวินาที โดยคิดค่าบริการขั้นต่ำที่ 10 นาทีหลังจากการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เรียกเก็บค่าบริการได้ เช่น การสร้าง การเริ่ม หรือการแก้ไขคลาสอินสแตนซ์ DB สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านประกาศมีอะไรใหม่ของเรา หากคุณแปลงการใช้งานอินสแตนซ์ DB ระหว่างแบบมาตรฐานกับแบบ Multi-AZ ภายในชั่วโมงหนึ่งๆ คุณจะถูกเรียกเก็บเงินทั้งสองอัตราสำหรับชั่วโมงดังกล่าว
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จัดเตรียมไว้ (สำหรับอินสแตนซ์ DB หลาย AZ) – หากคุณแปลงการใช้งานระหว่าง AZ มาตรฐานกับหลาย AZ ภายในหนึ่งชั่วโมง คุณจะถูกเรียกเก็บเงินด้วยอัตราที่สูงกว่าสำหรับชั่วโมงนั้น
  • คำขอ I/O ต่อเดือน – จำนวนคำขอเก็บข้อมูล I/O ทั้งหมดที่คุณมี การปรับใช้หลาย AZ ใช้คำขอ I/O เป็นจำนวนมากกว่าการใช้งานอินสแตนซ์ DB แบบมาตรฐาน โดยขึ้นอยู่กับอัตราส่วนการเขียน/อ่านฐานข้อมูลของคุณ การใช้งาน I/O ที่เขียนซึ่งเกี่ยวข้องกับการอัปเดตฐานข้อมูลจะเพิ่มเป็นสองเท่าเนื่องจาก Amazon RDS จำลองข้อมูลของคุณไปยังอินสแตนซ์ DB แบบสแตนด์บายแบบซิงโครนัส การใช้งาน I/O ที่อ่านจะไม่เปลี่ยนแปลง
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรอง – การใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองของคุณจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าอินสแตนซ์ DB ของคุณจะเป็นแบบมาตรฐานหรือเป็นการปรับใช้หลาย AZ ก็ตาม ระบบจะดึงข้อมูลสำรองจากสแตนด์บายของคุณเพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของ I/O บนอินสแตนซ์ DB หลัก
  • การถ่ายโอนข้อมูล – จะไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายในการถ่ายโอนข้อมูลที่เกิดขึ้นในการจำลองข้อมูลระหว่างข้อมูลหลักและการสแตนด์บายของคุณ การถ่ายโอนข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเข้าและออกจากอินสแตนซ์ DB ของคุณมีค่าบริการเช่นเดียวกับการปรับใช้มาตรฐาน

ราคาของคุณรวมภาษีหรือไม่

ราคาของเราไม่รวมภาษีและอากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึง VAT และภาษีการขายที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น สำหรับลูกค้าที่มีที่อยู่สำหรับเรียกเก็บเงินประเทศในญี่ปุ่น การใช้บริการของ AWS จะต้องเสียภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่น เรียนรู้เพิ่มเติม

Free Tier

AWS Free Tier สำหรับ Amazon RDS นำเสนออะไรบ้าง

ข้อเสนอ AWS Free Tier สำหรับ Amazon RDSมีอินสแตนซ์ Micro DB แบบ AZ เดียวที่เรียกใช้ MySQL, MariaDB, PostgreSQL, Oracle (โมเดลการให้สิทธิ์การใช้งานแบบ “Bring-Your-Own-License (BYOL)”) และ SQL Server Express Edition ให้ใช้ฟรี Free Usage Tier จะจำกัดไว้ที่ 750 ชั่วโมงอินสแตนซ์ต่อเดือน ลูกค้ายังจะได้รับพื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลสำหรับการใช้งานทั่วไป (SSD) ขนาด 20 GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองขนาด 20 GB ฟรีต่อเดือนอีกด้วย

AWS Free Tier สำหรับ Amazon RDS จะเปิดให้ฉันใช้งานได้ถึงเมื่อไร

บัญชี AWS ใหม่จะได้รับการเข้าถึง AWS Free Tier เป็นเวลา 12 เดือน โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมที่คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AWS Free Tier

ฉันสามารถเรียกใช้อินสแตนซ์ DB ภายใต้ AWS Free Usage Tier สำหรับ Amazon RDS ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถเรียกใช้อินสแตนซ์ Micro DB แบบ AZ เดียวมากกว่าหนึ่งรายการขึ้นไปพร้อมกันได้ และมีสิทธิ์ใช้งานภายใต้ AWS Free Tier สำหรับ Amazon RDS อย่างไรก็ตาม ส่วนใดก็ตามที่ใช้เกินจาก 750 ชั่วโมงอินสแตนซ์ โดยนับรวมทั่วทุกอินสแตนซ์ Micro DB แบบ AZ เดียวของ Amazon RDS และทั่วทุกกลไกฐานข้อมูลและรีเจี้ยนที่เข้าเกณฑ์ จะเรียกเก็บค่าบริการตามราคา Amazon RDS มาตรฐาน

ตัวอย่างเช่น หากคุณเรียกใช้อินสแตนซ์ Micro DB แบบ AZ เดียวสองรายการเป็นเวลา 400 ชั่วโมงต่อรายการภายในหนึ่งเดือน จะเท่ากับว่าคุณมีชั่วโมงอินสแตนซ์ที่ใช้ไปทั้งหมด 800 ชั่วโมง โดยจะใช้งานได้ฟรี 750 ชั่วโมง ระบบจะเรียกเก็บเงินคุณในส่วนของ 50 ชั่วโมงที่เหลือในราคา Amazon RDS มาตรฐาน

ฉันมีสิทธิ์ใช้ AWS Free Tier เพื่อเข้าถึงอินสแตนซ์ Micro DB ของ MySQL, MariaDB, PostgreSQL, Oracle และ SQL Server เป็นเวลา 750 ชั่วโมงอินสแตนซ์สำหรับแต่ละรายการใช่หรือไม่

ไม่ใช่ ลูกค้าที่มีสิทธิ์การเข้าถึง AWS Free Tier สามารถใช้อินสแตนซ์ Micro ได้สูงสุด 750 ชั่วโมงอินสแตนซ์ที่เรียกใช้ MySQL, PostgreSQL, Oracle หรือ SQL Server Express Edition ส่วนใดก็ตามที่ใช้เกินจาก 750 ชั่วโมงอินสแตนซ์ โดยนับรวมทั่วทุกอินสแตนซ์ Micro DB แบบ AZ เดียวของ Amazon RDS และทั่วทุกกลไกฐานข้อมูลและรีเจี้ยนที่เข้าเกณฑ์ จะเรียกเก็บค่าบริการตามราคา Amazon RDS มาตรฐาน

ฉันจะถูกเรียกเก็บเงินอย่างไรเมื่อการใช้งานชั่วโมงอินสแตนซ์เกินสิทธิประโยชน์ Free Tier

คุณจะถูกเรียกเก็บเงินตามราคา Amazon RDS มาตรฐานสำหรับชั่วโมงอินสแตนซ์ที่เกินกว่า Free Tier ให้ โปรดดูรายละเอียดที่หน้าราคาของ Amazon RDS

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายคืออะไร (RI)

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย Amazon RDS ให้ตัวเลือกในการเหมาจ่ายอินสแตนซ์ DB เป็นระยะเวลาหนึ่งหรือสามปี และยังมอบส่วนลดจำนวนมากเมื่อเทียบกับราคาอินสแตนซ์แบบตามความต้องการ (on-demand instance) สำหรับอินสแตนซ์ DB มีตัวเลือกการชำระเงิน RI สามแบบ ได้แก่ ไม่มีค่าบริการล่วงหน้า ชำระเงินล่วงหน้าบางส่วน และชำระล่วงหน้าเต็มจำนวน ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดสรรจำนวนที่คุณจะชำระล่วงหน้าตามราคารายชั่วโมงที่คุ้มค่าและเหมาะสำหรับคุณได้

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายแตกต่างจากอินสแตนซ์ DB แบบตามความต้องการอย่างไร

ในด้านฟังก์ชันการทำงาน อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายและอินสแตนซ์ DB แบบตามความต้องการนั้นไม่ต่างกันเลย ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือวิธีเรียกเก็บเงินอินสแตนซ์ DB ของคุณ ด้วยอินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย คุณจะซื้อแบบเหมาจ่ายหนึ่งหรือสามปี และรับอัตราการใช้งานรายชั่วโมงที่คุ้มค่าและถูกกว่า (เมื่อเทียบกับอินสแตนซ์ DB แบบตามความต้องการ) ตลอดระยะเวลาของสัญญาได้ เว้นแต่ว่าคุณจะซื้ออินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายในรีเจี้ยน ระบบจะเรียกเก็บเงินอินสแตนซ์ DB ทั้งหมดในอัตรารายชั่วโมงตามความต้องการ

ฉันจะสร้างและซื้ออินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายได้อย่างไร

คุณสามารถซื้ออินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายได้ที่ส่วน "อินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย" ของ AWS Management Console สำหรับ Amazon RDS หรือคุณสามารถใช้ Amazon RDS API หรือ AWS Command Line Interface เพื่อแสดงรายการจองที่มีให้ซื้อ แล้วซื้อการเหมาจ่ายอินสแตนซ์ DB

เมื่อคุณซื้อแบบเหมาจ่าย การใช้อินสแตนซ์ DB แบบเหมาจ่ายจะไม่ต่างจากอินสแตนซ์ DB แบบตามความต้องการ เปิดใช้อินสแตนซ์ DB โดยใช้คลาส กลไก และรีเจี้ยนอินสแตนซ์เดียวกันกับที่คุณเหมาจ่าย ตราบใดที่การซื้อแบบเหมาจ่ายของคุณทำงานอยู่ Amazon RDS จะใช้อัตรารายชั่วโมงที่ลดลงซึ่งคุณมีสิทธิ์ใช้งานกับอินสแตนซ์ DB ใหม่

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายครอบคลุมถึงการเหมาจ่ายความจุหรือไม่

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย Amazon RDS จะเปิดให้ซื้อใช้กับภูมิภาคเสียมากกว่าซื้อใช้กับ Availability Zone แห่งใดแห่งหนึ่ง และเนื่องจาก RI ไม่ได้ถูกกำหนดว่าต้องใช้เฉพาะกับ Availability Zone ใด จึงไม่จัดเป็นการเหมาจ่ายความจุ ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าความจุใน Availability Zone แห่งหนึ่งจะถูกจำกัด แต่จะยังคงซื้อแบบเหมาจ่ายภายในภูมิภาคดังกล่าวได้ และจะได้รับส่วนลดสำหรับการใช้งานที่ตรงตามเงื่อนไขซึ่งอยู่ใน Availability Zone ใดก็ตามในภูมิภาคนั้นๆ

ฉันสามารถซื้ออินสแตนซ์เหมาจ่ายได้มากเท่าไร

คุณสามารถซื้ออินสแตนซ์ DB แบบเหมาจ่ายได้สูงสุด 40 อินสแตนซ์ หากคุณต้องการเรียกใช้อินสแตนซ์ DB มากกว่า 40 อินสแตนซ์ โปรดกรอกแบบฟอร์มคำขออินสแตนซ์ DB Amazon RDS

หากฉันมีอินสแตนซ์ DB เดิมที่ต้องการเปลี่ยนเป็นอินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายจะต้องทำอย่างไร

เพียงซื้ออินสแตนซ์ DB แบบเหมาจ่ายด้วยคลาสอินสแตนซ์ DB, กลไก DB, ตัวเลือกแบบ Multi-AZ และโมเดลสิทธิ์การใช้งานเดียวกันภายในภูมิภาคเดียวกับอินสแตนซ์ DB ที่คุณเรียกใช้อยู่และต้องการเหมาจ่าย หากซื้อแบบเหมาจ่ายได้สำเร็จ Amazon RDS จะคิดค่าใช้จ่ายรายชั่วโมงแบบใหม่กับอินสแตนซ์ DB ที่คุณมีอยู่โดยอัตโนมัติ

หากฉันลงทะเบียนสำหรับอินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย ระยะเวลาของอินสแตนซ์จะเริ่มขึ้นเมื่อไร จะเกิดอะไรขึ้นหากระยะเวลาของอินสแตนซ์ DB ของฉันสิ้นสุดลง

หากได้รับคำขอของคุณระหว่างที่กำลังดำเนินการอนุญาตชำระเงิน การเปลี่ยนแปลงราคาที่เกี่ยวข้องกับอินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายจะมีผลใช้งานทันที คุณสามารถติดตามสถานะของการเหมาจ่ายได้ในหน้ากิจกรรมบัญชี AWS โดยใช้ DescribeReservedDBInstances API หรือคำสั่ง describe-reserved-db-instances หากการชำระเงินแบบครั้งเดียวไม่ได้รับการอนุมัติภายในระยะเวลาการเรียกเก็บเงินถัดไป ราคาที่ลดแล้วจะไม่มีผล

เมื่อระยะเวลาการเหมาจ่ายของคุณหมดอายุ อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายของคุณจะเปลี่ยนกลับเป็นอัตราการใช้งานรายชั่วโมงตามความต้องการที่เหมาะสำหรับคลาสและภูมิภาคอินสแตนซ์ DB ของคุณ

ฉันจะควบคุมอินสแตนซ์ DB ที่มีการเรียกเก็บเงินในอัตราแบบเหมาจ่ายได้อย่างไร

การดำเนินการของ Amazon RDS สำหรับการสร้าง การแก้ไข และการลบอินสแตนซ์ DB ไม่ได้แยกระหว่างอินสแตนซ์แบบตามความต้องการและอินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย เมื่อคำนวณการเรียกเก็บเงิน ระบบของเราจะใช้การเหมาจ่ายของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อเรียกเก็บเงินตามอัตราอินสแตนซ์ DB แบบเหมาจ่ายรายชั่วโมงที่ถูกกว่ากับทุกอินสแตนซ์ DB ที่เข้าเกณฑ์

หากฉันปรับขนาดอินสแตนซ์ DB ขึ้นหรือลง จะเกิดอะไรขึ้นกับการเหมาจ่ายของฉัน

การเหมาจ่ายแต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับชุดคุณลักษณะต่อไปนี้ ได้แก่ กลไก DB, คลาสอินสแตนซ์ DB, ตัวเลือกการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ, โมเดลสิทธิ์การใช้งาน และรีเจี้ยน

การเหมาจ่ายกลไก DB และโมเดลสิทธิ์การใช้งานที่เข้าเกณฑ์สำหรับความยืดหยุ่นของขนาด (MySQL, MariaDB, PostgreSQL, Amazon Aurora หรือ Oracle “Bring Your Own License”) จะใช้กับอินสแตนซ์ DB ที่ใช้งานอยู่ทุกขนาดภายในกลุ่มประเภทอินสแตนซ์เดียวกันโดยอัตโนมัติ (เช่น M4, T2 หรือ R3) สำหรับกลไกฐานข้อมูลและรีเจี้ยนเดียวกัน นอกจากนี้ การเหมาจ่ายยังสามารถใช้กับอินสแตนซ์ DB ที่ใช้งานตัวเลือกการติดตั้งใช้งานทั้งแบบ AZ เดียวหรือแบบ Multi-AZ ได้

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณซื้อการเหมาจ่าย db.m4.2xlarge MySQL หากคุณเลือกที่จะปรับขนาดอินสแตนซ์ DB ที่ใช้งานอยู่ให้เป็น db.m4.4xlarge อัตราการลดของ RI นี้จะครอบคลุม 1/2 ของการใช้งานอินสแตนซ์ DB ที่มีขนาดใหญ่กว่า

หากคุณใช้กลไก DB หรือรูปแบบใบอนุญาตที่ไม่เข้าเกณฑ์สำหรับขนาดที่ยืดหยุ่น (Microsoft SQL Server หรือ Oracle "License Included") การเหมาจ่ายแต่ละครั้งสามารถใช้ได้เฉพาะกับอินสแตนซ์ DB ที่มีคุณลักษณะเดียวกันในช่วงระยะเวลาของสัญญา หากคุณเลือกที่จะปรับเปลี่ยนคุณลักษณะใดๆ ของอินสแตนซ์ DB ที่ใช้งานของคุณก่อนสิ้นสุดสัญญาการเหมาจ่าย อัตราการใช้งานรายชั่วโมงของอินสแตนซ์ DB นั้นจะกลับมาเป็นอัตรารายชั่วโมงตามความต้องการ

หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความยืดหยุ่นทางขนาด โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ฉันสามารถย้ายอินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายจากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง หรือจาก Availability Zone หนึ่งไปยังอีกโซนหนึ่งได้หรือไม่

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายแต่ละอินสแตนซ์จะเชื่อมโยงกับภูมิภาคเฉพาะ ซึ่งจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดอายุการเหมาจ่ายและไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม การเหมาจ่ายแต่ละครั้งจะต้องใช้ใน AZ ที่ใช้ได้ภายในภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง

อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายมีให้บริการสำหรับการปรับใช้หลาย AZ หรือไม่

ได้ เมื่อคุณซื้ออินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย คุณสามารถเลือกตัวเลือกแบบหลาย AZ ในการกำหนดค่าอินสแตนซ์ของ DB ที่วางจำหน่ายได้ นอกจากนี้ หากคุณกำลังใช้กลไก DB และโมเดลสิทธิ์การใช้งานที่รองรับความยืดหยุ่นในการใช้ขนาดของอินสแตนซ์แบบเหมาจ่าย อินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายหลาย AZ จะครอบคลุมการใช้งานอิสแตนซ์ AZ DB เดียวสองรายการ

มีอินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายสำหรับ Read Replica หรือไม่

การเหมาจ่ายอินสแตนซ์ DB สามารถใช้กับ Read Replica ได้โดยที่คลาสอินสแตนซ์ DB และภูมิภาคต้องคงเดิม เมื่อระบบของเราประมวลผลใบเรียกเก็บเงินของคุณ ระบบจะใช้การเหมาจ่ายของคุณโดยอัตโนมัติ ดังนั้นอินสแตนซ์ DB ที่เข้าเกณฑ์จะถูกเรียกเก็บเงินด้วยอัตราอินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายรายชั่วโมงที่ต่ำลง

ฉันสามารถยกเลิกการเหมาจ่ายได้หรือไม่

ไม่ได้ คุณไม่สามารถยกเลิกอินสแตนซ์ DB แบบเหมาจ่าย และการจ่ายในครั้งเดียว (ถ้ามี) จะไม่สามารถรับเงินคืนได้ คุณจะต้องชำระเงินต่อไปในทุกๆ ชั่วโมงตลอดระยะเวลาการใช้งานอินสแตนซ์ DB แบบเหมาจ่ายโดยไม่คำนึงถึงการใช้งาน

ัวเลือกการชำระเงินส่งผลต่อใบเรียกเก็บเงินของฉันอย่างไร

เมื่อคุณซื้อ RI ภายใต้ตัวเลือกการชำระล่วงหน้าเต็มจำนวน คุณจะต้องจ่ายเงินตลอดระยะเวลาการใช้งาน RI ในการชำระล่วงหน้าครั้งเดียว คุณสามารถเลือกที่จะไม่จ่ายล่วงหน้าโดยเลือกตัวเลือกไม่จ่ายล่วงหน้า มูลค่าทั้งหมดของ RI ที่ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าจะกระจายไปทั่วทุกๆ ชั่วโมงในระยะสัญญา และคุณจะถูกเรียกเก็บเงินในระยะสัญญาทุกๆ ชั่วโมงโดยไม่คำนึงถึงการใช้งาน ตัวเลือกการชำระเงินล่วงหน้าบางส่วนเป็นการผสมกันของตัวเลือกทั้งหมดล่วงหน้าและไม่มีการชำระล่วงหน้า คุณชำระเงินล่วงหน้าด้วยจำนวนเงินเพียงเล็กน้อย และคุณถูกเรียกเก็บเงินรายชั่วโมงแบบต่ำในทุกๆ ชั่วโมงโดยไม่คำนึงถึงการใช้

ฮาร์ดแวร์และการปรับขนาด

ฉันจะกำหนดคลาสอินสแตนซ์ DB และความจุของพื้นที่จัดเก็บเริ่มต้นที่เหมาะกับความต้องการของฉันได้อย่างไร

เพื่อเลือกคลาสอินสแตนซ์ DB และความจุของพื้นที่จัดเก็บเริ่มต้น คุณจะต้องประเมินความต้องการด้านการประมวลผล หน่วยความจำ และพื้นที่จัดเก็บของแอปพลิเคชันของคุณ หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคลาสอินสแตนซ์ DB ที่มีให้ใช้งาน โปรดดูที่คู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ฉันจะปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลและ/หรือความจุของพื้นที่จัดเก็บที่เกี่ยวข้องกับอินสแตนซ์ฐานข้อมูล Amazon RDS ของฉันได้อย่างไร

คุณสามารถปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลและความจุของพื้นที่จัดเก็บที่จัดสรรให้กับอินสแตนซ์ DB ของคุณด้วย AWS Management Console (เลือกอินสแตนซ์ DB ที่ต้องการแล้วคลิกปุ่มแก้ไข), Amazon RDS API หรือ AWS Command Line Interface ทรัพยากรหน่วยความจำและ CPU จะแก้ไขโดยการเปลี่ยนแปลงคลาสอินสแตนซ์ DB ของคุณ และพื้นที่จัดเก็บที่พร้อมใช้งานจะเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณแก้ไขการจัดสรรพื้นที่จัดเก็บของคุณ โปรดทราบว่าเมื่อคุณปรับเปลี่ยนคลาสอินสแตนซ์ DB หรือพื้นที่จัดเก็บที่จัดสรร การเปลี่ยนแปลงที่คุณขอจะใช้ในระหว่างหน้าต่างการบำรุงรักษาที่คุณระบุ หรือคุณสามารถใช้ค่าสถานะ "ใช้ทันที" เพื่อใช้คำขอปรับขนาดของคุณทันที โปรดทราบว่าการเปลี่ยนแปลงระบบที่รอดำเนินการอื่นๆ จะถูกนำไปใช้เช่นกัน

อินสแตนซ์ RDS for SQL Server ที่เก่ากว่าอาจไม่เข้าเกณฑ์สำหรับพื้นที่จัดเก็บที่มีการปรับขนาด ดูที่คำถามที่พบบ่อยของ RDS for SQL Server สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การกำหนดค่าฮาร์ดแวร์สำหรับพื้นที่จัดเก็บ Amazon RDS คืออะไร

Amazon RDS ใช้โวลุ่ม EBS เป็นพื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลและบันทึกการใช้งาน ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่จัดเก็บที่ร้องขอ Amazon RDS จะแยกแถบข้อมูล EBS หลายรายการโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ IOPS สำหรับ MySQL และ Oracle สำหรับอินสแตนซ์ DB ที่มีอยู่ คุณอาจสังเกตเห็นการปรับปรุงความจุ I/O บางอย่างหากคุณขยายขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของคุณ คุณสามารถปรับขนาดความจุพื้นที่จัดเก็บที่จัดสรรให้กับอินสแตนซ์ DB ของคุณได้โดยใช้ AWS Management Console, ModifyDBInstance API หรือคำสั่ง modify-db-instance

หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม ให้ไปที่พื้นที่จัดเก็บสำหรับ Amazon RDS

อินสแตนซ์ DB ของฉันจะยังใช้งานในระหว่างที่ปรับขนาดได้หรือไม่

ความจุที่จัดสรรให้กับอินสแตนซ์ DB ของคุณสามารถเพิ่มขึ้นได้ในขณะที่รักษาความพร้อมใช้งานของอินสแตนซ์ DB อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณตัดสินใจที่จะปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลที่พร้อมใช้งานสำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณขึ้นหรือลง ฐานข้อมูลของคุณจะใช้งานไม่ได้ชั่วคราวในขณะที่คลาสอินสแตนซ์ DB ได้รับการแก้ไข ช่วงเวลาที่ไม่พร้อมใช้งานนี้มักใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และจะเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาบำรุงรักษาสำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณ เว้นแต่คุณจะระบุว่าควรทำการแก้ไขทันที

ฉันจะปรับขนาดอินสแตนซ์ DB ให้เกินคลาสอินสแตนซ์ DB ที่ใหญ่ที่สุดและความจุสูงสุดของพื้นที่เก็บข้อมูลได้อย่างไร

Amazon RDS รองรับคลาสอินสแตนซ์ DB และการจัดสรรพื้นที่จัดเก็บที่หลากหลายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของแอปพลิเคชันที่แตกต่างกัน หากแอปพลิเคชันของคุณต้องการทรัพยากรการคำนวณมากกว่าคลาสอินสแตนซ์ DB ที่ใหญ่ที่สุดหรือพื้นที่จัดเก็บมากกว่าการจัดสรรสูงสุด คุณสามารถใช้การแบ่งพาร์ติชันเพื่อกระจายข้อมูลของคุณไปยังอินสแตนซ์ DB หลายอินสแตนซ์

พื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลสำหรับการใช้ทั่วไป (SSD) Amazon RDS คืออะไร

พื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลสำหรับการใช้ทั่วไป (SSD) Amazon RDS เหมาะสำหรับปริมาณงานหลากหลายรูปแบบที่มีความจำเป็นต้องใช้ I/O ในระดับปานกลาง ด้วยค่าเริ่มต้นจำนวน 3 IOPS/GB และความสามารถในการเพิ่มขึ้นถึง 3,000 IOPS ตัวเลือกพื้นที่จัดเก็บข้อมูลนี้จะให้ประสิทธิภาพการทำงานที่คาดการณ์ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันส่วนใหญ่

พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Amazon RDS Provisioned IOPS (SSD) คืออะไร

พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Amazon RDS Provisioned IOPS (SSD) เป็นตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลที่รองรับด้วย SSD ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพการทำงาน I/O ที่รวดเร็ว คาดการณ์ได้ และต่อเนื่อง ด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูล Amazon RDS Provisioned IOPS (SSD) คุณสามารถระบุอัตรา IOPS เมื่อสร้างอินสแตนซ์ DB และการจัดเตรียม Amazon RDS ที่ระบุอัตรา IOPS สำหรับอายุการใช้งานของอินสแตนซ์ DB พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Amazon RDS Provisioned IOPS (SSD) ได้รับการปรับปรุงเพื่อปริมาณงานของฐานข้อมูล I/O ปริมาณธุรกรรม (OLTP) ที่มีปริมาณมาก หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

พื้นที่จัดเก็บแบบแม่เหล็ก Amazon RDS คืออะไร

พื้นที่จัดเก็บแบบแม่เหล็ก Amazon RDS มีประโยชน์สำหรับปริมาณงานฐานข้อมูลขนาดเล็กที่เข้าถึงไม่บ่อยครั้ง ไม่แนะนำให้ใช้พื้นที่จัดเก็บแบบแม่เหล็กในอินสแตนซ์ฐานข้อมูลการผลิต

ฉันจะเลือกประเภทพื้นที่จัดเก็บข้อมูล Amazon RDS อย่างไร

เลือกพื้นที่จัดเก็บที่เหมาะกับปริมาณงานของคุณ

  • ปริมาณงาน OLTP ที่มีประสิทธิภาพสูง: พื้นที่จัดเก็บ IOPS ที่มีการเตรียมใช้งานของ Amazon RDS (SSD)
  • ปริมาณงานฐานข้อมูลที่มีความต้องการใช้ I/O ในระดับปานกลาง: พื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลสำหรับการใช้ทั่วไป Amazon RDS (SSD)

IOPS ขั้นต่ำและสูงสุดที่ Amazon RDS รองรับคืออะไร

IOPS ที่ Amazon RDS รองรับจะแตกต่างกันไปตามกลไกฐานข้อมูล หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

การสำรองข้อมูลอัตโนมัติและ Database Snapshot

ความแตกต่างระหว่างข้อมูลสำรองอัตโนมัติและ Database Snapshot คืออะไร

Amazon RDS มีสองวิธีที่แตกต่างกันสำหรับการสำรองข้อมูลและกู้คืนอินสแตนซ์ DB การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ และ Database Snapshot ของคุณ

คุณสมบัติการสำรองข้อมูลอัตโนมัติของ Amazon RDS ช่วยให้สามารถกู้คืนอินสแตนซ์ DB ที่จุดเวลาเฉพาะได้ เมื่อเปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติสำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณ Amazon RDS จะทำการบันทึกข้อมูลทั้งหมดของคุณโดยอัตโนมัติในแต่ละวัน (ในช่วงหน้าต่างสำรองที่คุณต้องการ) และเก็บบันทึกการทำธุรกรรม (เมื่อมีการอัปเดตอินสแตนซ์ DB) เมื่อคุณเริ่มต้นการกู้คืนในเวลาเดียว บันทึกการทำธุรกรรมจะถูกนำไปใช้กับข้อมูลสำรองรายวันที่เหมาะสมที่สุดเพื่อกู้คืนค่าอินสแตนซ์ DB ของคุณตามเวลาที่คุณขอ Amazon RDS เก็บข้อมูลสำรองของอินสแตนซ์ DB ในระยะเวลาที่จำกัด และระยะเวลาที่ผู้ใช้ระบุไว้ซึ่งเรียกว่าระยะเวลาการเก็บรักษา โดยค่าเริ่มต้นคือ 7 วัน แต่สามารถตั้งค่าได้สูงสุดถึง 35 วัน คุณสามารถเริ่มต้นการกู้คืนในเวลาเดียวและระบุช่วงเวลาใดๆ ในระยะเวลาเก็บรักษาจนถึงเวลาที่สามารถเรียกคืนล่าสุดได้ คุณสามารถใช้ DescribeDBInstances API เพื่อคืนเวลาที่สามารถกู้คืนล่าสุดของอินสแตนซ์ DB ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาไม่เกินห้านาที หรือคุณสามารถค้นหาเวลาที่สามารถกู้คืนล่าสุดสำหรับอินสแตนซ์ DB โดยเลือกใน AWS Management Console แล้วดูในแท็บ "คำอธิบาย" ในแผงด้านล่างของคอนโซล

Database Snapshot เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้เริ่มต้นและช่วยให้คุณสามารถสำรองข้อมูลอินสแตนซ์ DB ของคุณในสถานะที่รู้จักได้บ่อยเท่าที่ต้องการ จากนั้นให้กู้คืนสถานะเฉพาะดังกล่าวได้ตลอดเวลา Database Snapshot สามารถสร้างได้ด้วย AWS Management Console CreateDBSnapshot API หรือคำสั่ง create-db-snapshot และจะถูกเก็บไว้จนกว่าคุณจะตั้งใจลบออก

ภาพรวมที่ Amazon RDS ดำเนินการเพื่อเปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติสำหรับคัดลอก (ใช้คอนโซล AWS หรือคำสั่ง copy-db-snapshot) หรือสำหรับฟังก์ชันการกู้คืน snapshot คุณสามารถระบุได้โดยใช้ประเภท Snapshot "อัตโนมัติ" นอกจากนี้คุณสามารถระบุเวลาที่มีการถ่าย Snapshot ด้วยการดูฟิลด์ "เวลาที่สร้างโดย Snapshot" ตัวระบุของภาพรวม "อัตโนมัติ" ยังประกอบด้วยเวลา (ใน UTC) ที่ถ่าย Snapshot

โปรดทราบว่าเมื่อคุณทำการกู้คืนไปยังจุดหนึ่งในเวลาหรือจาก Database Snapshot หนึ่ง ระบบจะสร้างอินสแตนซ์ DB ใหม่ขึ้นโดยใช้ตำแหน่งข้อมูลใหม่ (อินสแตนซ์ DB เก่าสามารถลบได้หากต้องการ) การดำเนินการนี้จะช่วยให้คุณสามารถสร้างอินสแตนซ์ DB ได้หลายแบบจาก Database Snapshot เฉพาะหรือในเวลาเดียว

ฉันจะต้องเปิดใช้งานข้อมูลสำรองสำหรับอินสแตนซ์ DB หรือข้อมูลสำรองดังกล่าวสามารถเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ

โดยค่าเริ่มต้น Amazon RDS จะเปิดใช้การสำรองข้อมูลอินสแตนซ์ DB ของคุณแบบอัตโนมัติ โดยมีระยะเวลาเก็บรักษา 7 วัน พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองฟรีถูกจำกัดให้มีขนาดเท่าฐานข้อมูลที่จัดเตรียมไว้ และใช้กับอินสแตนซ์ DB ที่ใช้งานอยู่เท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากคุณมีพื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลที่จัดเตรียมไว้ 100 GB ต่อเดือน เราจะมอบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ที่ 100 GB ต่อเดือนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

หากคุณต้องการแก้ไขระยะเวลาการเก็บข้อมูลสำรองของคุณ คุณสามารถทำได้โดยใช้ Console หรือ CreateDBInstance API (เมื่อสร้างอินสแตนซ์ DB ใหม่) หรือ ModifyDBInstance API (สำหรับอินสแตนซ์ที่มีอยู่) คุณสามารถใช้ API เหล่านี้เพื่อเปลี่ยนพารามิเตอร์ RetentionPeriod ให้เป็นตัวเลขใดก็ได้จาก 0 (ซึ่งจะปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ) ให้เป็นจำนวนวันที่ต้องการ โดยจะไม่สามารถตั้งค่าเป็น 0 ได้ หากอินสแตนซ์ DB เป็นต้นทางของแบบจำลองการอ่าน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลสำรองอัตโนมัติ โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ระยะเวลาสำรองคืออะไรและเหตุใดฉันจึงต้องใช้ ฐานข้อมูลของฉันสามารถใช้ได้ระหว่างระยะเวลาสำรองข้อมูลหรือไม่?

ระยะเวลาสำรองข้อมูลที่ต้องการคือช่วงเวลาที่กำหนดโดยผู้ใช้ในระหว่างที่มีการกู้คืนอินสแตนซ์ DB ของคุณ Amazon RDS ใช้การสำรองข้อมูลเป็นระยะๆ ร่วมกับบันทึกการทำธุรกรรมของคุณเพื่อให้คุณสามารถกู้คืนอินสแตนซ์ DB ของคุณได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาการเก็บรักษาของคุณ ซึ่งทำได้จนถึงเวลาที่สามารถเรียกคืนล่าสุด (โดยปกติจะได้จนถึงเวลาไม่กี่นาทีที่ผ่านมาล่าสุด) ในช่วงระยะเวลาสำรองข้อมูล พื้นที่จัดเก็บ I/O อาจถูกระงับเป็นเวลาสั้นๆ ในขณะที่กระบวนการสำรองข้อมูลเริ่มต้นขึ้น (โดยปกติจะใช้เวลาไม่กี่วินาที) และอาจมีช่วงเวลาแฝงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่มีการหยุดชะงัก I/O สำหรับการใช้งาน DB หลาย AZ เนื่องจากข้อมูลสำรองนั้นมาจากโหมดสแตนด์บาย

การสำรองข้อมูลอัตโนมัติและสแน็ปช็อต DB ของฉันถูกจัดเก็บไว้ที่ใด และฉันจะจัดการการเก็บข้อมูลได้อย่างไร

Amazon RDS Database Snapshot และการสำรองข้อมูลอัตโนมัติจะจัดเก็บไว้ใน S3

คุณสามารถใช้ AWS Management Console, ModifyDBInstance API หรือ คำสั่ง modify-db-instance เพื่อจัดการระยะเวลาที่ข้อมูลสำรองอัตโนมัติของคุณจะถูกเก็บไว้โดยการแก้ไขพารามิเตอร์ RetentionPeriod หากคุณต้องการปิดข้อมูลสำรองอัตโนมัติทั้งหมด คุณสามารถทำได้โดยกำหนดระยะเวลาการเก็บข้อมูลเป็น 0 (ไม่แนะนำ) คุณสามารถจัดการ Database Snapshot ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นผ่านส่วน "Snapshot" ของ Amazon RDS Console หรือคุณสามารถดูรายการ Database Snapshot ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นสำหรับอินสแตนซ์ DB ที่กำหนดโดยใช้ DescribeDBSnapshots API หรือ คำสั่ง db-snapshots แล้วลบ Snapshot ด้วย DeleteDBSnapshot API หรือคำสั่ง delete-db-snapshot

เหตุใดฉันจึงมีสแน็ปช็อต DB แบบอัตโนมัติมากกว่าจำนวนวันในระยะเวลาเก็บรักษาสำหรับอินสแตนซ์ DB ของฉัน

การมี Database Snapshot อัตโนมัติมากกว่าจำนวนวันในระยะเวลาเก็บรักษา 1 หรือ 2 ภาพเป็นเรื่องปกติ สแนปชอตอัตโนมัติพิเศษหนึ่งรายการจะถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถกู้คืนจุดในเวลาใด ๆ ในช่วงเวลาการเก็บรักษา ตัวอย่างเช่น หากกำหนดกรอบเวลาการสำรองข้อมูลเป็น 1 วัน คุณจะต้องใช้สแน็ปช็อตอัตโนมัติ 2 สแน็ปช็อตเพื่อรองรับการเรียกคืนข้อมูลภายใน 24 ชั่วโมงก่อนหน้า คุณอาจเห็นสแนปชอตอัตโนมัติเพิ่มเติม เนื่องจากสแนปชอตอัตโนมัติใหม่จะถูกสร้างขึ้นเสมอก่อนที่จะลบสแนปชอตอัตโนมัติที่เก่าที่สุด

จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลสำรองและสแน็ปช็อต DB ของฉันหากฉันลบอินสแตนซ์ DB ของฉัน

เมื่อคุณลบอินสแตนซ์ DB คุณสามารถสร้างสแน็ปช็อต DB สุดท้ายได้เมื่อลบ หากเป็นเช่นนั้น คุณสามารถใช้สแนปชอตฐานข้อมูลนี้เพื่อกู้คืนอินสแตนซ์ DB ที่ถูกลบในภายหลัง Amazon RDS เก็บข้อมูล Database Snapshot ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมานี้ไว้พร้อมกับ Database Snapshot อื่นๆ ที่สร้างขึ้นเองหลังจากที่ลบอินสแตนซ์ DB แล้ว โปรดดูที่หน้าราคา เพื่อดูรายละเอียดของค่าใช้จ่ายของพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรอง

ข้อมูลสำรองอัตโนมัติจะถูกลบออกเมื่อมีการลบอินสแตนซ์ DB จะมีเพียง Database Snapshot ที่สร้างด้วยตนเองเท่านั้นที่ถูกเก็บไว้หลังจากที่ลบอินสแตนซ์ DB แล้ว

ความปลอดภัย

Amazon Virtual Private Cloud (VPC) คืออะไรและทำงานกับ Amazon RDS อย่างไร

Amazon VPC ช่วยให้คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมของระบบเครือข่ายเสมือนในส่วนแบบส่วนตัวที่แยกกันของ AWS Cloud ได้ ซึ่งคุณสามารถใช้การควบคุมด้านต่างๆ เช่น ช่วงที่อยู่ IP ส่วนตัว ซับเน็ต, ตารางเส้นทาง และเกตเวย์เครือข่าย Amazon VPC ช่วยให้คุณสามารถกำหนดโครงสร้างเครือข่ายเสมือนและปรับแต่งการกำหนดค่าเครือข่ายให้คล้ายกับเครือข่าย IP แบบเดิมที่คุณอาจใช้งานได้ในศูนย์ข้อมูลของคุณเอง

วิธีหนึ่งที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก VPC ได้คือเมื่อคุณต้องการเรียกใช้เว็บแอปพลิเคชันแบบสาธารณะในขณะที่ยังคงรักษาเซิร์ฟเวอร์แบ็กเอนด์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้แบบสาธารณะในซับเน็ตส่วนตัว คุณสามารถสร้างซับเน็ตแบบสาธารณะสำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ของคุณที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และวางอินสแตนซ์ Amazon RDS DB แบบแบ็กเอนด์ของคุณในซับเน็ตแบบส่วนตัวโดยไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Amazon VPC โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon Virtual Private Cloud

การใช้ Amazon RDS ภายใน VPC แตกต่างจากการใช้บนแพลตฟอร์ม EC2-Classic (ไม่ใช่ VPC) อย่างไร

หากบัญชี AWS ของคุณถูกสร้างขึ้นก่อน 2013-12-04 คุณอาจใช้ Amazon RDS ในสภาพแวดล้อม Amazon Elastic Compute Cloud (EC2) Classic ได้ ฟังก์ชันการทำงานพื้นฐานของ Amazon RDS นั้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้ EC2-Classic หรือ EC2-VPC Amazon RDS จะจัดการกับการสำรองข้อมูล การแพตช์ซอฟต์แวร์ การตรวจหาความผิดพลาดโดยอัตโนมัติ แบบจำลองการอ่าน และการกู้คืน ไม่ว่าจะปรับใช้อินสแตนซ์ DB ของคุณภายในหรือภายนอก VPC สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง EC2-Classic และ EC2-VPC โปรดดูเอกสารประกอบ EC2

กลุ่มซับเน็ต DB คืออะไรและเหตุใดฉันจึงต้องการมัน

กลุ่มซับเน็ต DB คือชุดซับเน็ตที่คุณอาจต้องการกำหนดให้กับอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ใน VPC กลุ่มซับเน็ต DB แต่ละกลุ่มควรมีซับเน็ตอย่างน้อยหนึ่งรายการสำหรับทุกๆ Availability Zone ในรีเจี้ยนที่กำหนด เมื่อสร้างอินสแตนซ์ DB ใน VPC คุณจะต้องเลือกกลุ่มเครือข่ายย่อย DB Amazon RDS ใช้กลุ่มเครือข่ายย่อย DB และ Availability Zone ที่คุณต้องการเพื่อเลือกกลุ่มเครือข่ายย่อยและที่อยู่ IP ภายในกลุ่มเครือข่ายย่อยนั้น Amazon RDS สร้างและเชื่อมโยง Elastic Network Interface เข้ากับอินสแตนซ์ DB ของคุณโดยใช้ที่อยู่ IP ดังกล่าว

โปรดทราบว่าเราขอแนะนำให้คุณใช้ชื่อ DNS เพื่อเชื่อมต่อกับอินสแตนซ์ DB ของคุณ เนื่องจากที่อยู่ IP พื้นฐานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ (เช่น ระหว่างเกิดข้อผิดพลาด)

สำหรับการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ การกำหนดซับเน็ตสำหรับ Availability Zone ทั้งหมดในรีเจี้ยนจะช่วยให้ Amazon RDS สามารถสร้างสแตนด์บายใหม่ใน Availability Zone อื่นได้หากมีความจำเป็นเกิดขึ้น คุณต้องทำเช่นนี้แม้สำหรับการปรับใช้ AZ เดียว ในกรณีที่คุณต้องการแปลงเป็นการปรับใช้หลาย AZ ในบางจุด

ฉันจะสร้างอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ใน VPC ได้อย่างไร

หากต้องการทราบขั้นตอนที่นำคุณมาสู่กระบวนการนี้ โปรดดูการสร้างอินสแตนซ์ DB ใน VPC ในคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ฉันจะควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายไปยังอินสแตนซ์ DB ของฉันได้อย่างไร

ไปที่ส่วนกลุ่มความปลอดภัยของคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีต่างๆ ในการควบคุมการเข้าถึงอินสแตนซ์ DB ของคุณ

ฉันจะเชื่อมต่ออินสแตนซ์ Amazon RDS DB ใน VPC ได้อย่างไร

อินสแตนซ์ DB ที่ปรับใช้ภายใน VPC สามารถเข้าถึงได้โดย EC2 instance ที่ใช้งานใน VPC เดียวกัน หากปรับใช้ EC2 instance เหล่านี้ในซับเน็ตสาธารณะที่มี Elastic IP ที่เกี่ยวข้อง คุณจะสามารถเข้าถึง EC2 instance ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้

อินสแตนซ์ DB ที่ปรับใช้ภายใน VPC สามารถเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตหรือจากอินสแตนซ์ EC2 ภายนอก VPC ผ่าน VPN หรือโฮสต์ Bastion ที่คุณสามารถเปิดใช้ในเครือข่ายย่อยสาธารณะของคุณหรือใช้ตัวเลือกที่เข้าถึงได้แบบสาธารณะของ Amazon RDS:

  • หากต้องการใช้โฮสต์ Bastion คุณจะต้องตั้งค่าซับเน็ตสาธารณะที่มี EC2 instance ที่ทำหน้าที่เป็น SSH Bastion ซับเน็ตสาธารณะนี้ต้องมีอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และกฎการกำหนดเส้นทางที่อนุญาตให้มีการรับส่งข้อมูลผ่านโฮสต์ SSH ซึ่งจะต้องส่งต่อคำขอไปยังที่อยู่ IP ส่วนตัวของอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ของคุณ
  • หากต้องการใช้การเชื่อมต่อแบบสาธารณะ เพียงสร้างอินสแตนซ์ DB ของคุณโดยตั้งค่าตัวเลือก Publicly Accessible เป็น “ใช่” เมื่อเปิด Publicly Accessible แล้ว ระบบจะสามารถเข้าถึงอินสแตนซ์ DB ใน VPC ได้อย่างสมบูรณ์ภายนอก VPC ตามค่าเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องกำหนดค่า VPN หรือโฮสต์ Bastion เพื่อให้สามารถเข้าถึงอินสแตนซ์ของคุณได้

คุณยังสามารถตั้งค่าเกตเวย์ VPN ที่จะขยายเครือข่ายองค์กรของคุณไปยัง VPC ของคุณ และอนุญาตให้เข้าถึงอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ใน VPC นั้นได้ โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon VPC สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

เราขอแนะนำให้คุณใช้ชื่อ DNS เพื่อเชื่อมต่อกับอินสแตนซ์ DB ของคุณ เนื่องจากที่อยู่ IP พื้นฐานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ (เช่น ระหว่างเกิดข้อผิดพลาด)

ฉันสามารถย้ายอินสแตนซ์ DB ที่มีอยู่ภายนอก VPC ไปยัง VPC ได้หรือไม่

หากอินสแตนซ์ DB ของคุณไม่อยู่ใน VPC คุณสามารถใช้ AWS Management Console เพื่อย้ายอินสแตนซ์ DB ของคุณไปยัง VPC ได้อย่างง่ายดาย โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS คุณยังสามารถถ่ายภาพสแน็ปช็อตของอินสแตนซ์ DB ของคุณภายนอก VPC และกู้คืนไปยัง VPC โดยระบุกลุ่มซับเน็ต DB ที่คุณต้องการใช้ หรือคุณสามารถดำเนินการ "กู้คืนไปยังจุดเวลาหนึ่ง" เช่นกัน

ฉันสามารถย้ายอินสแตนซ์ DB ที่มีอยู่จากภายใน VPC ไปยังภายนอก VPC ได้หรือไม่

ไม่รับรองการโยกย้ายอินสแตนซ์ DB จากภายในสู่ภายนอก VPC ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ไม่สามารถกู้คืน DB Snapshot ของอินสแตนซ์ DB ภายใน VPC ไปยัง VPC ภายนอกได้ เช่นเดียวกับฟังก์ชัน "กู้คืนไปยังจุดเวลาหนึ่ง"

ฉันควรใช้มาตรการป้องกันอะไรบ้างเพื่อให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันของฉันสามารถเข้าถึงอินสแตนซ์ DB ใน VPC ได้

คุณมีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขตารางเส้นทางและ ACL ของระบบเครือข่ายใน VPC ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าอินสแตนซ์ DB ของคุณสามารถเข้าถึงได้จากอินสแตนซ์ไคลเอ็นต์ของคุณใน VPC

หลังจากการเปลี่ยนระบบ EC2 instance และอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ไคลเอ็นต์ของคุณอาจอยู่ใน Availability Zone ที่แตกต่างกันสำหรับการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ คุณควรกำหนดค่า ACL ของระบบเครือข่าย เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถสื่อสารข้าม AZ ได้

ฉันสามารถเปลี่ยนกลุ่มซับเน็ต DB ของอินสแตนซ์ DB ของฉันได้หรือไม่

คุณสามารถอัปเดตกลุ่มเครือข่ายย่อย DB ที่มีอยู่เพื่อเพิ่มเครือข่ายย่อยได้มากขึ้นสำหรับ Available Zone ที่มีอยู่หรือสำหรับ Availability Zone ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาตั้งแต่สร้างอินสแตนซ์ DB การลบเครือข่ายย่อยจาก DB Subnet Group ที่มีอยู่อาจทำให้ไม่สามารถใช้อินสแตนซ์ได้ถ้าใช้งานอยู่ใน AZ เฉพาะที่ถูกลบออกจากกลุ่มเครือข่ายย่อย คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

บัญชีผู้ใช้หลักของ Amazon RDS คืออะไร และแตกต่างจากบัญชี AWS อย่างไร

เพื่อเริ่มใช้ Amazon RDS คุณจะต้องมีบัญชีนักพัฒนา AWS หากคุณยังไม่มีก่อนที่จะลงชื่อสมัครใช้ Amazon RDS คุณจะได้รับแจ้งให้สร้างใหม่เมื่อคุณเริ่มขั้นตอนการลงชื่อสมัครใช้ บัญชีผู้ใช้หลักแตกต่างจากบัญชีนักพัฒนา AWS และใช้เฉพาะภายในบริบทของ Amazon RDS เพื่อควบคุมการเข้าถึงอินสแตนซ์ DB ของคุณเท่านั้น บัญชีผู้ใช้หลักคือบัญชีผู้ใช้ฐานข้อมูลภายในระบบที่คุณสามารถใช้เพื่อเชื่อมต่อกับอินสแตนซ์ DB ของคุณได้ คุณสามารถระบุชื่อผู้ใช้หลักและรหัสผ่านที่คุณต้องการเชื่อมโยงกับอินสแตนซ์ DB แต่ละรายการเมื่อคุณสร้างอินสแตนซ์ DB ได้ เมื่อคุณสร้างอินสแตนซ์ DB ของคุณแล้ว คุณสามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลโดยใช้ข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้หลัก จากนั้น คุณยังอาจต้องการสร้างบัญชีผู้ใช้เพิ่มเติมเพื่อให้คุณสามารถจำกัดบุคคลที่สามารถเข้าถึงอินสแตนซ์ DB ของคุณได้อีกด้วย

ผู้ใช้หลักได้รับสิทธิ์อะไรบ้างสำหรับอินสแตนซ์ DB ของฉัน

สำหรับ MySQL สิทธิ์เริ่มต้นสำหรับผู้ใช้หลัก ได้แก่ สร้าง วาง อ้างอิง เหตุการณ์ เปลี่ยนแปลง ลบ ดัชนี แทรก เลือก อัปเดต สร้างตารางชั่วคราว ล็อกตาราง เรียกใช้ สร้างมุมมอง แสดงมุมมอง เปลี่ยนแปลงงานประจำ สร้างงานประจำ ดำเนินการ เรียกใช้ สร้างผู้ใช้ ประมวลผล แสดงฐานข้อมูล ให้ตัวเลือก

สำหรับ Oracle ผู้ใช้หลักจะได้รับบทบาท “dba” ผู้ใช้หลักจะรับช่วงสิทธิ์ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาท โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS สำหรับรายการของสิทธิ์ที่จำกัดและทางเลือกที่สอดคล้องกันในการดำเนินงานด้านการดูแลระบบที่อาจต้องใช้สิทธิ์เหล่านี้

สำหรับ SQL Server ผู้ใช้ที่สร้างฐานข้อมูลจะได้รับบทบาท "db_owner" โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS สำหรับรายการของสิทธิ์ที่จำกัดและทางเลือกที่สอดคล้องกันในการดำเนินงานด้านการดูแลระบบที่อาจต้องใช้สิทธิ์เหล่านี้

การจัดการผู้ใช้กับ Amazon RDS มีความแตกต่างกันหรือไม่

ไม่มี ทุกอย่างทำงานตามที่คุณคุ้นเคยเมื่อใช้ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่คุณจัดการด้วยตนเอง

โปรแกรมที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลของฉันสามารถเข้าถึงฐานข้อมูล Amazon RDS ได้หรือไม่

ได้ คุณต้องเปิดความสามารถในการเข้าถึงฐานข้อมูลของคุณทางอินเทอร์เน็ตโดยกำหนดค่ากลุ่มความปลอดภัย คุณสามารถอนุญาตการเข้าถึงเฉพาะ IP ที่ระบุ, ช่วง IP หรือเครือข่ายย่อยที่ตรงกับเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลของคุณเองได้

ฉันสามารถเข้ารหัสการเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันและอินสแตนซ์ DB โดยใช้ SSL/TLS ได้หรือไม่

ได้ ตัวเลือกนี้ได้รับการรองรับบนกลไก Amazon RDS ทั้งหมด

Amazon RDS จะสร้างใบรับรอง SSL/TLS สำหรับแต่ละอินสแตนซ์ DB เมื่อมีการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสแล้ว ข้อมูลที่ถ่ายโอนระหว่างอินสแตนซ์ DB และแอปพลิเคชันของคุณจะได้รับการเข้ารหัสระหว่างการถ่ายโอน

ในขณะที่ SSL มีประโยชน์ด้านความปลอดภัย โปรดทราบว่าการเข้ารหัส SSL/TLS คือการดำเนินงานที่ใช้การประมวลผลสูงและจะเพิ่มเวลาในการเชื่อมต่อฐานข้อมูลของคุณ การรองรับ SSL/TLS ใน Amazon RDS มีไว้สำหรับการเข้ารหัสการเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันกับอินสแตนซ์ DB ของคุณ คุณไม่ควรใช้สำหรับการยืนยันความถูกต้องของอินสแตนซ์ DB

หากต้องการดูรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสด้วย Amazon RDS โปรดไปที่คู่มือผู้ใช้ MySQL, คู่มือผู้ใช้ MariaDB, คู่มือผู้ใช้ SQL Serverคู่มือผู้ใช้ PostgreSQL หรือคู่มือผู้ใช้ Oracle ของ Amazon RDS หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ SSL/TLS ทำงานร่วมกับกลไกเหล่านี้ คุณสามารถดูเอกสารประกอบ MySQL, เอกสารประกอบ MariaDB, เอกสารประกอบ MSDN SQL Server, เอกสารประกอบ PostgreSQL หรือเอกสารประกอบ Oracle ได้โดยตรง

ฉันสามารถเข้ารหัสข้อมูลที่เก็บไว้บนฐานข้อมูล Amazon RDS ของฉันได้หรือไม่

Amazon RDS รองรับการเข้ารหัสขณะพักอยู่สำหรับเครื่องมือฐานข้อมูลทั้งหมดโดยใช้คีย์ที่คุณจัดการโดยใช้ AWS Key Management Service (KMS) ในอินสแตนซ์ฐานข้อมูลที่ใช้งานกับการเข้ารหัส Amazon RDS ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานจะถูกเข้ารหัส เช่นเดียวกับข้อมูลสำรองอัตโนมัติ, Read Replica และ Snapshot การเข้ารหัสและถอดรหัสได้รับการจัดการอย่างโปร่งใส หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ KMS กับ Amazon RDS โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

คุณยังสามารถเพิ่มการเข้ารหัสไปยังอินสแตนซ์ DB หรือคลัสเตอร์ DB ที่ไม่ได้เข้ารหัสก่อนหน้านี้ได้ด้วยการสร้างสแน็ปช็อต DB จากนั้นสร้างสำเนาของสแน็ปช็อตนั้นและระบุคีย์การเข้ารหัส KMS จากนั้นคุณสามารถกู้คืนอินสแตนซ์ DB หรือคลัสเตอร์ DB ที่เข้ารหัสจาก Snapshot ที่เข้ารหัส

Amazon RDS for Oracle และ SQL Server รองรับเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลที่โปร่งใส (TDE) ของกลไกเหล่านั้น หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS for Oracle และ SQL Server

ฉันจะควบคุมการดำเนินการที่ระบบและผู้ใช้ของฉันสามารถดำเนินการกับทรัพยากร Amazon RDS ที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างไร

คุณสามารถควบคุมการดำเนินการที่ผู้ใช้ AWS IAM และกลุ่มของคุณสามารถดำเนินการกับทรัพยากร Amazon RDS ได้ คุณสามารถทำเช่นนี้ได้โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูล Amazon RDS ในนโยบาย AWS IAM ที่คุณปรับใช้กับผู้ใช้และกลุ่มของคุณ ทรัพยากร Amazon RDS ที่สามารถอ้างอิงได้ในนโยบาย AWS IAM ประกอบด้วยอินสแตนซ์ DB, Database Snapshot, แบบจำลองการอ่าน, security group ของ Database, กลุ่มตัวเลือก DB, กลุ่มพารามิเตอร์ DB, การสมัครรับข้อมูลกิจกรรม และกลุ่มซับเน็ต DB นอกจากนี้ คุณยังสามารถแท็กแหล่งข้อมูลเหล่านี้เพื่อเพิ่มเมตาดาต้าเพิ่มเติมลงในทรัพยากรของคุณ เมื่อใช้การแท็ก คุณสามารถจัดหมวดหมู่ทรัพยากรได้ (เช่น อินสแตนซ์ DB "การพัฒนา", อินสแตนซ์ DB "การใช้งานจริง" และอินสแตนซ์ DB "การทดสอบ") และเขียนนโยบาย AWS IAM ที่แสดงรายการสิทธิ์ (เช่น การดำเนินการ) ที่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีแท็กเหมือนกันได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูการจัดการกับการเข้าถึงทรัพยากรและฐานข้อมูล Amazon RDS ของคุณ และการแท็กทรัพยากร Amazon RDS

ฉันต้องการทำการวิเคราะห์ความปลอดภัยหรือการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานในการปรับใช้ Amazon RDS ของฉัน ฉันขอประวัติการเรียก Amazon RDS API ทั้งหมดในบัญชีของฉันได้หรือไม่

ได้ AWS CloudTrail เป็นบริการทางเว็บที่จะบันทึกการเรียกใช้ AWS API ให้กับบัญชีของคุณและส่งไฟล์บันทึกให้กับคุณ ประวัติการเรียกใช้ AWS API ที่สร้างโดย CloudTrail ช่วยให้สามารถดำเนินการวิเคราะห์ความปลอดภัย การติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CloudTrail ที่หน้ารายละเอียด AWS CloudTrail แล้วเปิดในหน้าหลักของ AWS Management Console ของ CloudTrail

ฉันสามารถใช้ Amazon RDS กับแอปพลิเคชันที่ต้องปฏิบัติตาม HIPAA ได้หรือไม่

ตอบ: ได้ กลไกฐานข้อมูล Amazon RDS ทั้งหมดมีคุณสมบัติตรงตาม HIPAA คุณจึงสามารถใช้สร้างแอปพลิเคชันที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ HIPAA และจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพได้ เช่น ข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครอง (PHI) ภายใต้สัญญาผู้ร่วมธุรกิจ (BAA) ที่ดำเนินการกับ AWS หากคุณมี BAA ที่ทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มใช้บริการเหล่านี้ในบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองโดย BAA ของคุณ หากคุณไม่มี BAA ที่ทำงานอยู่กับ AWS หรือมีคำถามอื่นๆ เกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่เป็นไปตาม HIPAA ใน AWS โปรดติดต่อผู้จัดการบัญชีของคุณ

การกำหนดค่าฐานข้อมูล

ฉันจะเลือกพารามิเตอร์การกำหนดค่าที่เหมาะสมสำหรับอินสแตนซ์ DB ของฉันได้อย่างไร

ตามค่าเริ่มต้น Amazon RDS จะเลือกพารามิเตอร์การกำหนดค่าที่เหมาะสมให้อินสแตนซ์ DB โดยพิจารณาคลาสของอินสแตนซ์และความจุของพื้นที่จัดเก็บ อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลง คุณสามารถทำได้โดยใช้ AWS Management Console, Amazon RDS API หรือ AWS Command Line Interface โปรดทราบว่าการเปลี่ยนพารามิเตอร์การกำหนดค่าจากค่าที่แนะนำอาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิดได้ อาจเป็นได้ตั้งแต่ประสิทธิภาพที่ลดลงจนถึงระบบล่ม และการเปลี่ยนพารามิเตอร์ควรทำโดยผู้ใช้ระดับสูงที่สามารถยอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้เท่านั้น

กลุ่มพารามิเตอร์ DB คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

กลุ่มพารามิเตอร์ฐานข้อมูล (กลุ่มพารามิเตอร์ DB) ทำหน้าที่เป็น “ที่จัดเก็บ” ค่าการกำหนดค่ากลไกที่สามารถปรับใช้กับอินสแตนซ์ DB ได้ตั้งแต่หนึ่งรายการขึ้นไป หากคุณสร้างอินสแตนซ์ DB โดยไม่ระบุกลุ่มพารามิเตอร์ DB ระบบจะใช้กลุ่มพารามิเตอร์ DB ตามค่าเริ่มต้นแทน กลุ่มตามค่าเริ่มต้นนี้ประกอบด้วยกลไกเริ่มต้นและระบบตามค่าเริ่มต้นของ Amazon RDS ที่ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับอินสแตนซ์ DB ที่คุณกำลังใช้งานอยู่ อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการให้อินสแตนซ์ DB ของคุณทำงานโดยใช้ค่าการกำหนดค่ากลไกที่คุณปรับแต่งเอง คุณสามารถสร้างกลุ่มพารามิเตอร์ DB ใหม่ แล้วปรับแก้พารามิเตอร์ตามต้องการ จากนั้นปรับแก้ให้อินสแตนซ์ DB ใช้กลุ่มพารามิเตอร์ DB ใหม่ เมื่อเชื่อมโยงแล้ว อินสแตนซ์ DB ทั้งหมดที่ใช้ DB Parameter Group เฉพาะจะได้รับการอัพเดตพารามิเตอร์ทั้งหมดไปยัง DB Parameter Group นั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดค่ากลุ่มพารามิเตอร์ DB โปรดอ่านคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ฉันจะติดตามการกำหนดค่าทรัพยากร Amazon RDS ของฉันได้อย่างไร

คุณสามารถใช้ AWS Configเพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าของอินสแตนซ์ Amazon RDS DB, กลุ่มซับเน็ต DB, Database Snapshot, security group ของ Database และการสมัครรับข้อมูลกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรับการแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงผ่าน Amazon Simple Notification Service (SNS) นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างกฎของ AWS Config เพื่อประเมินว่าทรัพยากร Amazon RDS เหล่านี้มีการกำหนดค่าตามที่ต้องการแล้วหรือไม่

การปรับใช้หลาย AZ

การเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ หมายความว่าอย่างไร

เมื่อคุณสร้างหรือปรับแก้อินสแตนซ์ DB ให้ทำงานเป็นการปรับใช้หลาย AZ จะทำให้ Amazon RDS จัดเตรียมและรักษาแบบจำลอง “สแตนด์บาย” ไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติใน Availability Zone ต่างๆ การอัปเดตไปยังอินสแตนซ์ DB จะถูกจำลองขึ้นพร้อมๆ กันทั่ว Availability Zone ไปยังสแตนด์บายเพื่อให้ทั้งสองซิงค์และป้องกันการอัปเดตฐานข้อมูลล่าสุดของคุณจากความล้มเหลวอินสแตนซ์ DB ระหว่างการบำรุงรักษาที่วางแผนไว้บางประเภท หรือในกรณีที่เกิดความล้มเหลวของอินสแตนซ์ DB หรือความล้มเหลวของ Availability Zone ที่ไม่คาดคิด Amazon RDS จะสร้างข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติไปยังสแตนด์บายเพื่อให้คุณสามารถเริ่มการเขียนและอ่านฐานข้อมูลต่ออีกครั้งทันทีที่เลื่อนระดับสแตนด์บาย เนื่องจากการบันทึกชื่อสำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณยังคงอยู่เหมือนเดิม แอปพลิเคชันของคุณจะกลับมาเริ่มดำเนินการฐานข้อมูลต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการแทรกแซงด้วยตนเองจากผู้ดูแล การติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ ทำให้การจำลองแบบมีความโปร่งใส คุณจึงไม่ต้องโต้ตอบโดยตรงกับสแตนด์บาย และไม่สามารถใช้เพื่อให้บริการรับส่งข้อมูลการอ่านได้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ อยู่ในคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

Availability Zone คืออะไร

Availability Zone คือตำแหน่งต่างๆ ภายในภูมิภาคที่ได้รับการออกแบบมาให้แยกจากความล้มเหลวใน Availability Zone อื่นๆ แต่ละ Availability Zone จะเรียกใช้บนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเฉพาะของตนอย่างเป็นอิสระ และได้รับการออกแบบมาให้มีความน่าเชื่อถือสูง โดยจะไม่มีการใช้จุดที่เกิดข้อผิดพลาดทั่วไปร่วมกันระหว่าง Availability Zone เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ทำความเย็น นอกจากนี้ยังแยกออกจากกันทางกายภาพ เพื่อให้ภัยพิบัติที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เช่น อัคคีภัย พายุทอร์นาโด หรืออุทกภัย เกิดผลกระทบต่อ Availability Zone เพียงแห่งเดียว Availability Zone ภายในรีเจี้ยนเดียวกันจะได้รับประโยชน์จากการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีเวลาแฝงต่ำ

“หลัก” และ “สแตนด์บาย” หมายถึงอะไรในบริบทของการปรับใช้หลาย AZ

เมื่อคุณเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ อินสแตนซ์ “หลัก” จะถูกใช้สำหรับการเขียนและการอ่านฐานข้อมูล นอกจากนี้ Amazon RDS ยังจัดเตรียมและรักษา “สแตนด์บาย” อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นแบบจำลองของอินสแตนซ์หลักที่อัปเดต สแตนด์บายได้รับการ “เลื่อนระดับ” หากเกิดข้อผิดพลาด หลังจากการเกิดข้อผิดพลาด สแตนด์บายจะกลายมาเป็นอินสแตนซ์หลักและรับการดำเนินการของฐานข้อมูลคุณ คุณไม่ต้องโต้ตอบโดยตรงกับสแตนด์บาย (เช่น สำหรับการอ่าน) ก่อนการเลื่อนระดับ หากคุณสนใจการปรับขนาดของการรับส่งข้อมูลการอ่านให้เกินข้อจำกัดความจุของอินสแตนซ์ DB เดี่ยว โปรดดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Read Replica.

การปรับใช้หลาย AZ มีประโยชน์อย่างไร

ประโยชน์หลักๆ ของการเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ คือความทนทานและความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความพร้อมใช้งานและความทนทานต่อความเสียหายที่เพิ่มขึ้นที่มาพร้อมกับการปรับใช้หลาย AZ ทำให้การปรับใช้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมการผลิตมาก

การเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ จะปกป้องข้อมูลของคุณหากเกิดความล้มเหลวของส่วนประกอบอินสแตนซ์ DB ที่ไม่คาดคิดขึ้นหรือเสียความพร้อมใช้งานใน Availability Zone หนึ่งไป ตัวอย่างเช่น หากปริมาณพื้นที่จัดเก็บบนอินสแตนซ์หลักของคุณล้มเหลว Amazon RDS จะเริ่มต้นการเกิดข้อผิดพลาดไปที่สแตนด์บายโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นที่ที่รายการอัปเดตของฐานข้อมูลของคุณยังคงอยู่ครบสมบูรณ์ นี่มอบความทนทานของข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการปรับใช้มาตรฐานใน AZ เดี่ยว ซึ่งจำเป็นต้องมีการดำเนินการกู้คืนที่ผู้ใช้สั่งการและจะไม่สามารถใช้งานรายการอัปเดตที่เกิดขึ้นหลังจากเวลาที่สามารถกู้คืนได้ล่าสุด (โดยปกติมักไม่เกินห้านาทีล่าสุด)

นอกจากนี้คุณยังได้ประโยชน์จากความพร้อมใช้งานฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ หาก Availability Zone หรืออินสแตนซ์ DB ล้มเหลว ผลกระทบความพร้อมใช้งานของคุณจะถูกจำกัดอยู่แค่เวลาที่ใช้จนกว่าจะย้ายไปใช้สแตนด์บายเสร็จ ประโยชน์ความพร้อมใช้งานของการปรับใช้หลาย AZ ยังครอบคลุมถึงการบำรุงรักษาที่วางแผนไว้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ด้วยการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ กิจกรรม I/O บนอินสแตนซ์หลักของคุณจะไม่หยุดชะงักระหว่างระยะเวลาการสำรองข้อมูลที่ต้องการอีกต่อไป เนื่องจากการสำรองข้อมูลมาจากสแตนด์บาย ในกรณีของการแพตช์หรือการปรับขนาดคลาสอินสแตนซ์ DB การดำเนินการเหล่านี้จะเกิดที่สแตนด์บายเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ผลกระทบด้านความพร้อมใช้งานของคุณจึงถูกจำกัดตามเวลาที่ใช้จนกว่าจะเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติเสร็จสิ้น

ประโยชน์อีกนัยหนึ่งของการเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ คือการเปลี่ยนไปใช้สแตนด์บายเมื่อเกิดความล้มเหลวอินสแตนซ์ DB นั้นเป็นอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ในบริบท Amazon RDS นี่หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องติดตามเหตุการณ์อินสแตนซ์ DB และเริ่มการกู้คืนอินสแตนซ์ DB แบบแมนนวล (ผ่าน RestoreDBInstanceToPointInTime หรือ RestoreDBInstanceFromSnapshot API) ในกรณีที่ Availability Zone ล้มเหลวหรืออินสแตนซ์ DB ล้มเหลว

มีผลกระทบด้านประสิทธิภาพของการเรียกใช้อินสแตนซ์ DB ของฉันในการปรับใช้หลาย AZ หรือไม่

คุณอาจสังเกตเห็นเวลาแฝงที่เพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการปรับใช้อินสแตนซ์ DB มาตรฐานใน Availability Zone เขตพื้นที่เดียวอันเป็นผลมาจากการจำลองแบบข้อมูลพร้อมกันที่ดำเนินการภายใต้ชื่อคุณ

เมื่อเรียกใช้อินสแตนซ์ DB ของฉันในการปรับใช้หลาย AZ ฉันสามารถใช้การสแตนด์บายสำหรับการดำเนินการอ่านหรือเขียนได้หรือไม่

ไม่ได้ สแตนด์บายหลาย AZ ไม่สามารถทำงานตามคำขอการอ่านได้ การปรับใช้หลาย AZ ออกแบบมาเพื่อความพร้อมใช้งานและความทนทานของฐานข้อมูลที่ดียิ่งขึ้น มากกว่าเพื่อประโยชน์ด้านการปรับขนาดการอ่าน ดังนั้น คุณสมบัติจะใช้การจำลองแบบพร้อมกันระหว่างอินสแตนซ์หลักและสแตนด์บาย การใช้งานของเราช่วยให้แน่ใจว่าระบบหลักและโหมดสแตนด์บายมีการซิงค์กันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่อนุญาตให้ใช้โหมดสแตนด์บายสำหรับการดำเนินการอ่านหรือเขียน หากคุณสนใจโซลูชันการปรับขนาดการอ่าน โปรดดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Read Replicas.

ฉันจะตั้งค่าการปรับใช้อินสแตนซ์ Multi-AZ DB ได้อย่างไร

เพื่อสร้างการปรับใช้อินสแตนซ์ DB แบบหลาย AZ ให้คลิกตัวเลือก “ใช่” สำหรับ “การปรับใช้หลาย AZ” เมื่อเปิดใช้อินสแตนซ์ DB ด้วย AWS Management Console หรืออีกทางหนึ่ง หากคุณใช้ Amazon RDS API คุณจะต้องเรียกใช้ CreateDBInstance API และตั้งพารามิเตอร์ “แบบ Multi-AZ” ให้เป็นค่า “จริง” หากต้องการแปลงอินสแตนซ์ DB (แบบ AZ เดียว) มาตรฐานที่มีอยู่ให้เป็นแบบ Multi-AZ ให้แก้ไขอินสแตนซ์ DB ใน AWS Management Console หรือใช้ ModifyDBInstance API แล้วตั้งค่าพารามิเตอร์แบบ Multi-AZ เป็นจริง

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อฉันแปลงอินสแตนซ์ Amazon RDS จาก AZ เดียวเป็นหลาย AZ

สำหรับกลไกฐานข้อมูล RDS สำหรับ MySQL, MariaDB, PostgreSQL และ Oracle เมื่อคุณเลือกที่จะแปลงอินสแตนซ์ Amazon RDS จากแบบ AZ เดียวเป็นแบบ Multi-AZ สิ่งต่างๆ ต่อไปนี้จะเกิดขึ้น

  • ระบบจะบันทึกสแนปช็อตอินสแตนซ์หลักของคุณ
  • อินสแตนซ์สแตนด์บายใหม่ถูกสร้างจาก Snapshot ใน Availability Zone ต่างๆ
  • การจำลองแบบพร้อมกันถูกกำหนดค่าระหว่างอินสแตนซ์หลักและสแตนด์บาย

ดังนั้น ไม่ควรมีเวลาหยุดทำงานเกิดขึ้นเมื่ออินสแตนซ์มีการแปลงจาก AZ เดียวเป็นหลาย AZ อย่างไรก็ตาม คุณอาจพบกับเวลาแฝงที่เพิ่มขึ้นขณะที่ข้อมูลในสแตนด์บายจะปรับให้ทันกับข้อมูลหลัก

เหตุการณ์ใดที่จะทำให้ Amazon RDS เริ่มต้นการใช้ระบบสำรองเพื่อกู้คืนข้อมูลไปยังแบบจำลองสแตนด์บาย

Amazon RDS ตรวจจับและกู้คืนจากสถานการณ์ความล้มเหลวที่พบได้บ่อยสำหรับการปรับใช้หลาย AZ โดยอัตโนมัติ เพื่อให้คุณสามารถเริ่มการดำเนินการของฐานข้อมูลต่อได้อีกครั้งเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่มีการแทรกแซงด้านการบริหารจัดการ Amazon RDS จะดำเนินการเกิดข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติในกรณีที่เกิดสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้

  • สูญเสียความพร้อมใช้งานใน Availability Zone หลัก
  • สูญเสียการเชื่อมต่อเครือข่ายไปยังอินสแตนซ์หลัก
  • ความล้มเหลวของคอมพิวเตอร์ในอินสแตนซ์หลัก
  • ความล้มเหลวของพื้นที่จัดเก็บในอินสแตนซ์หลัก

หมายเหตุ: เมื่อเริ่มการดำเนินการ เช่น การปรับขนาดอินสแตนซ์ DB หรือการอัปเกรดระบบอย่างการแพตช์ OS สำหรับการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ เพื่อความพร้อมใช้งานที่ดียิ่งขึ้น การดำเนินการเหล่านี้จะปรับใช้กับสแตนด์บายเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ผลกระทบด้านความพร้อมใช้งานของคุณจึงถูกจำกัดตามเวลาที่ใช้จนกว่าจะเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติเสร็จสิ้น โปรดทราบว่าการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ ของ Amazon RDS (Amazon RDS Multi-AZ) จะไม่ดำเนินการเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติเพื่อตอบสนองต่อการดำเนินการของฐานข้อมูล เช่น การสืบค้นที่ใช้เวลานาน การหยุดชะงัก หรือข้อผิดพลาดด้านความเสียหายของฐานข้อมูล

ฉันจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติหรือไม่

ใช่ Amazon RDS จะส่งเหตุการณ์อินสแตนซ์ DB เพื่อแจ้งให้คุณทราบว่ามีการเกิดข้อผิดพลาดขึ้น คุณสามารถคลิกส่วน “เหตุการณ์” ของ Amazon RDS Console หรือใช้ DescribeEvents API เพื่อส่งกลับข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอินสแตนซ์ DB ของคุณ คุณยังสามารถใช้ Amazon RDS Event Notifications เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ DB ที่เฉพาะเจาะจงขึ้น

เกิดอะไรขึ้นระหว่างการเกิดข้อผิดพลาดแบบหลาย AZ และเกิดขึ้นนานเท่าใด

การเกิดข้อผิดพลาดจะได้รับการจัดการโดย Amazon RDS โดยอัตโนมัติเพื่อให้คุณสามารถเริ่มการดำเนินการของฐานข้อมูลต่อได้อีกครั้งเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่มีการแทรกแซงจากผู้ดูแล เมื่อการเกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น Amazon RDS เพียงแค่พลิกระเบียนชื่อมาตรฐาน (canonical name record (CNAME)) สำหรับอินสแตนซ์ DB ไปยังจุดของสแตนด์บาย ซึ่งได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นอินสแตนซ์หลักใหม่แทน เราแนะนำให้คุณทำตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดและปรับใช้การลองเชื่อมต่อฐานข้อมูลอีกครั้งในเลเยอร์แอปพลิเคชัน

การเกิดข้อผิดพลาดคือช่วงระหว่างการตรวจจับความล้มเหลวบนอินสแตนซ์หลักและการกลับสู่สภาพเดิมของการทำธุรกรรมบนสแตนด์บาย ซึ่งโดยปกติจะเสร็จสิ้นภายในหนึ่งหรือสองนาที เวลาที่ใช้ในการแทนที่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดอาจได้รับผลกระทบไม่ว่าจะต้องกู้คืนการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกยอมรับจำนวนมากหรือไม่ก็ตาม จึงแนะนำให้ใช้ประเภทอินสแตนซ์จำนวนมากอย่างเพียงพอกับการปรับใช้หลาย AZ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ AWS ยังแนะนำให้ใช้ IOPS ที่จัดเตรียมไว้กับอินสแตนซ์แบบหลาย AZ เพื่อประสิทธิภาพอัตราความเร็วที่รวดเร็ว คาดการณ์ได้ และสม่ำเสมอ

ฉันสามารถเริ่ม “การบังคับการเปลี่ยนระบบ” สำหรับการปรับใช้อินสแตนซ์ DB แบบ Multi-AZ ของฉันได้หรือไม่

Amazon RDS จะดำเนินการเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องมีการแทรกแซงจากผู้ใช้ภายใต้เงื่อนไขความล้มเหลวต่างๆ นอกจากนี้ Amazon RDS ยังมอบตัวเลือกในการเริ่มการเปลี่ยนระบบเมื่อรีบูตอินสแตนซ์ของคุณอีกด้วย คุณสามารถเข้าถึงคุณสมบัตินี้ได้ผ่าน AWS Management Console หรือเมื่อใช้การเรียกใช้ API RebootDBInstance

ฉันจะควบคุม/กำหนดค่าการจำลองแบบหลาย AZ พร้อมกันได้อย่างไร

ด้วยการปรับใช้หลาย AZ คุณเพียงแค่ตั้งพารามิเตอร์ “แบบหลาย AZ” ให้เป็นค่าจริงเท่านั้น การสร้างสแตนด์บาย การจำลองแบบพร้อมกัน และการเกิดข้อผิดพลาดจะได้รับการจัดการโดยอัตโนมัติ นี่หมายความว่าคุณไม่สามารถเลือก Availability Zone ที่จะปรับใช้สแตนด์บายหรือแก้ไขจำนวนสแตนด์บายที่พร้อมใช้งานได้ (Amazon RDS ได้จัดเตรียมสแตนด์บายหนึ่งรายการต่ออินสแตนซ์ DB หลักไว้แล้ว) นอกจากนี้ สแตนด์บายยังไม่สามารถถูกกำหนดค่าเพื่อให้ยอมรับกิจกรรมการอ่านฐานข้อมูลได้อีกด้วย เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดค่าแบบหลาย AZ

สแตนด์บายของฉันจะอยู่ในภูมิภาคเดียวกับภูมิภาคหลักของฉันหรือไม่

ได้ สแตนด์บายของคุณจะถูกจัดเตรียมโดยอัตโนมัติใน Availability Zone ต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกันกับอินสแตนซ์ DB หลักของคุณ

ฉันสามารถดูได้หรือไม่ว่าอินสแตนซ์หลักของฉันอยู่ใน Availability Zone ใด

ได้ คุณสามารถดูตำแหน่งปัจจุบันของอินสแตนซ์หลักได้โดยใช้ AWS Management Console หรือ DescribeDBInstances API

หลังการเกิด Failover อินสแตนซ์หลักของฉันไปอยู่ใน Availability Zone อื่นที่คนละตำแหน่งกับทรัพยากร AWS ต่างๆ ของฉัน (เช่น อินสแตนซ์ EC2) ฉันควรกังวลเกี่ยวกับเวลาแฝงหรือไม่

Availability Zone ถูกออกแบบมาให้มอบการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีเวลาแฝงต่ำแก่ Availability Zone อื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน นอกจากนี้ คุณอาจลองพิจารณาการสร้างสถาปัตยกรรมของแอปพลิเคชันและทรัพยากร AWS อื่นๆ ที่มีความซ้ำซ้อนภายใน Availability Zone ต่างๆ เพื่อให้แอปพลิเคชันของคุณยืดหยุ่นหากเกิดความล้มเหลวของ Availability Zone การปรับใช้หลาย AZ แก้ไขปัญหาความต้องการนี้สำหรับลำดับชั้นฐานข้อมูลโดยไม่ต้องใช้การจัดการจากฝั่งคุณ

DB Snapshots และการสำรองข้อมูลอัตโนมัติทำงานกับการปรับใช้ Multi-AZ ของฉันอย่างไร

คุณโต้ตอบกับการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและการทำงาน Database Snapshot ในแบบเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเรียกใช้การปรับใช้มาตรฐานในการปรับใช้ AZ เดียวหรือหลาย AZ ก็ตาม หากคุณเรียกใช้การปรับใช้หลาย AZ การสำรองข้อมูลอัตโนมัติและ Database Snapshot จะถูกดึงจากสแตนด์บายเพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของ I/O บนอินสแตนซ์หลัก โปรดทราบว่าคุณอาจประสบกับเวลาแฝง I/O ที่เพิ่มขึ้น (โดยทั่วไปเกิดขึ้นไม่กี่นาที) ระหว่างการสำรองข้อมูลสำหรับการปรับใช้ AZ เดียวและการปรับใช้หลาย AZ

การเริ่มต้นการดำเนินการกู้คืน (กู้คืนจากจุดใดจุดหนึ่งของเวลาหรือกู้คืนจาก Database Snapshot) ทำงานเช่นเดียวกันกับการปรับใช้หลาย AZ และการปรับใช้ AZ หรือการปรับใช้แบบมาตรฐาน สามารถสร้างการปรับใช้อินสแตนซ์ DB ใหม่ด้วย RestoreDBInstanceFromSnapshot หรือ RestoreDBInstanceToPointInTime API ได้ การปรับใช้อินสแตนซ์ DB ใหม่สามารถเป็นได้ทั้งแบบมาตรฐานหรือแบบหลาย AZ ไม่ว่าข้อมูลสำรองต้นทางจะถูกเริ่มต้นบนการปรับใช้แบบมาตรฐานหรือหลาย AZ ก็ตาม

แบบจำลองการอ่าน

การเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นแบบจำลองการอ่านคืออะไร

Read Replica ทำให้ใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้นจากการทำงานของแบบจำลองในตัวของกลไกที่รองรับตามการปรับขนาดแบบยืดหยุ่นเกินขอบเขตข้อจำกัดความจุของอินสแตนซ์ DB เดี่ยวสำหรับปริมาณงานฐานข้อมูลที่ต้องอ่านจำนวนมาก คุณสามารถสร้าง Red Replica ได้ภายในไม่กี่คลิกใน AWS Management Console หรือโดยใช้ CreateDBInstanceReadReplica API เมื่อสร้าง Read Replica แล้ว การอัปเดตฐานข้อมูลอินสแตนซ์ DB ต้นทางจะได้รับการจำลองแบบโดยใช้การจำลองแบบเนทีฟและแบบอะซิงโครนัสของกลไกที่รองรับ คุณสามารถสร้าง Read Replica หลายรายการสำหรับอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่กำหนดและกระจายการรับส่งข้อมูลการอ่านของแอปพลิเคชันไปยังรายการเหล่านั้นได้

เนื่องจาก Read Replica ใช้การจำลองแบบในตัวของกลไกที่รองรับ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับความแรงและข้อจำกัดของแต่ละตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอัปเดตจะปรับใช้กับแบบจำลองการอ่านของคุณหลังจากที่ปรับใช้กับอินสแตนซ์ DB ต้นทางและความล่าช้าของการจำลองแบบอาจแตกต่างกันมาก แบบจำลองการอ่านสามารถเชื่อมโยงกับการปรับใช้หลาย AZ เพื่อรับประโยชน์ด้านการปรับขนาดการอ่านนอกเหนือจากความพร้อมใช้งานการเขียนฐานข้อมูลและความทนทานของข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงที่การปรับใช้หลาย AZ มอบให้

ฉันควรพิจารณาใช้แบบจำลองการอ่าน Amazon RDS เมื่อใด

มีหลายสถานการณ์ที่การปรับใช้งานแบบจำลองการอ่านอย่างน้อยหนึ่งรายการสำหรับอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่กำหนดอาจสมเหตุสมผล เหตุผลทั่วไปในการปรับใช้แบบจำลองการอ่านมีดังนี้

  • การปรับขนาดเกินความจุการประมวลผลหรือ I/O ของอินสแตนซ์ DB เดี่ยวสำหรับปริมาณงานฐานข้อมูลที่ต้องอ่านจำนวนมาก การรับส่งข้อมูลการอ่านที่มากเกินไปอาจทำให้ถูกนำไปยังแบบจำลองการอ่านหนึ่งแบบจำลองขึ้นไป
  • มอบการรับส่งข้อมูลการอ่านในขณะที่อินสแตนซ์ DB ต้นทางไม่พร้อมใช้งาน หากอินสแตนซ์ DB ต้นทางไม่สามารถรับคำขอ I/O ได้ (เช่น เนื่องจากการระงับ I/O เพื่อสำรองข้อมูลหรือการบำรุงรักษาที่วางแผนไว้) คุณสามารถนำการรับส่งข้อมูลการอ่านไปยัง Read Replica ของคุณได้ สำหรับกรณีการใช้งานนี้ โปรดทราบว่าข้อมูลบนแบบจำลองการอ่านอาจเป็นข้อมูล “เก่า” เนื่องจากอินสแตนซ์ DB ต้นทางไม่พร้อมใช้งาน
  • สถานการณ์การรายงานทางธุรกิจหรือคลังข้อมูล: คุณอาจต้องการสืบค้นการรายงานทางธุรกิจเพื่อเรียกใช้กับแบบจำลองการอ่านแทนที่จะใช้อินสแตนซ์ DB หลักที่ใช้งานจริงของคุณ
  • คุณสามารถใช้แบบจำลองการอ่านสำหรับการกู้คืนจากความเสียหายของอินสแตนซ์ DB ต้นทางทั้งในภูมิภาค AWS (AWS Region) เดียวกันหรือในภูมิภาคอื่น

ฉันต้องเปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติบนอินสแตนซ์ DB ก่อนจึงจะสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านได้ใช่หรือไม่

ได้ เปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติบนอินสแตนซ์ DB ต้นทางก่อนเพิ่มแบบจำลองการอ่าน โดยตั้งค่าระยะเวลาการเก็บข้อมูลสำรองให้เป็นค่าอื่นที่ไม่ใช่ 0 ต้องเปิดใช้งานการสำรองข้อมูลเพื่อให้แบบจำลองการอ่านทำงาน

กลไกฐานข้อมูลเวอร์ชันใดที่รองรับแบบจำลองการอ่าน Amazon RDS

Amazon Aurora: คลัสเตอร์ DB ทั้งหมด

Amazon RDS for MySQL: อินสแตนซ์ DB ทั้งหมดรองรับการสร้างแบบจำลองการอ่าน การสำรองข้อมูลอัตโนมัติจะต้องเปิดใช้งานไว้ตลอดเวลาบนอินสแตนซ์ DB ต้นทางสำหรับการดำเนินการของ Read Replica การสำรองข้อมูลอัตโนมัติบนแบบจำลองได้รับการรองรับในแบบจำลองการอ่าน Amazon RDS ที่ใช้ MySQL 5.6 ขึ้นไป ไม่ใช่เวอร์ชัน 5.5

Amazon RDS for PostgreSQL: อินสแตนซ์ DB ที่มี PostgreSQL เวอร์ชัน 9.3.5 ขึ้นไปที่รองรับการสร้างแบบจำลองการอ่าน อินสแตนซ์ PostgreSQL ที่มีอยู่ก่อนเวอร์ชัน 9.3.5 จะต้องอัปเกรดเป็น PostgreSQL เวอร์ชัน 9.3.5 เพื่อใช้ประโยชน์จากแบบจำลองการอ่าน Amazon RDS

Amazon RDS for MariaDB: อินสแตนซ์ DB ทั้งหมดรองรับการสร้างแบบจำลองการอ่าน การสำรองข้อมูลอัตโนมัติจะต้องเปิดใช้งานไว้ตลอดเวลาบนอินสแตนซ์ DB ต้นทางสำหรับการดำเนินการของ Read Replica

Amazon RDS for Oracle: รองรับสำหรับ Oracle เวอร์ชัน 12.1.0.2.v12 และใหม่กว่า และเวอร์ชัน 12.2 ทั้งหมดโดยใช้โมเดล Bring Your Own License ร่วมกับ Oracle Database Enterprise Edition และที่มีสิทธิ์การใช้งานตัวเลือก Active Data Guard

Amazon RDS for SQL Server: แบบจำลองการอ่านรองรับ Enterprise Edition ในการกำหนดค่าแบบ Multi-AZ เมื่อเทคโนโลยีการจำลองแบบพื้นฐานใช้กลุ่มให้บริการ Always On สำหรับ SQL Server เวอร์ชัน 2016 และ 2017

ฉันจะปรับใช้แบบจำลองการอ่านสำหรับอินสแตนซ์ DB ที่กำหนดได้อย่างไร

คุณสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ CreateDBInstanceReadReplica API มาตรฐานหรือคลิกเพียงไม่กี่คลิกบน AWS Management Console เมื่อสร้างแบบจำลองการอ่าน คุณสามารถระบุให้เป็นแบบจำลองการอ่านได้โดยระบุ SourceDBInstanceIdentifier SourceDBInstanceIdentifier คือตัวระบุอินสแตนซ์ของ Database ของอินสแตนซ์ DB “ต้นทาง” ซึ่งเป็นอินสแตนซ์ที่คุณต้องการจำลองแบบ เช่นเดียวกันสำหรับอินสแตนซ์ DB มาตรฐาน คุณยังสามารถระบุ Availability Zone, คลาสอินสแตนซ์ DB และช่วงเวลาการบำรุงรักษาที่เลือก เวอร์ชันกลไก (เช่น PostgreSQL 9.3.5) และการแบ่งพื้นที่จัดเก็บแบบจำลองการอ่านมาจากอินสแตนซ์ DB ต้นทาง เมื่อคุณเริ่มต้นการสร้างแบบจำลองการอ่าน Amazon RDS จะถ่ายภาพ Snapshot ของอินสแตนซ์ DB ต้นทางแล้วเริ่มการจำลองแบบ ดังนั้น คุณจะประสบกับการหยุดชะงักของ I/O สั้นๆ บนอินสแตนซ์ DB ต้นทางของคุณในขณะที่สแนปช็อตเกิดขึ้น โดยปกติการหยุดชะงักของ I/O จะเกิดขึ้นนานหนึ่งนาที และจะไม่เกิดขึ้นหากอินสแตนซ์ DB ต้นทางเป็นการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ (ในกรณีการติดตั้งใช้งานแบบ Multi-AZ ระบบจะบันทึกสแนปช็อตจากสแตนด์บาย) นอกจากนี้ Amazon RDS ยังดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพอีกด้วย (เพื่อให้สามารถเผยแพร่ได้รวดเร็ว) เพื่อที่ว่าหากคุณสร้างแบบจำลองการอ่านหลายรายการภายในเวลา 30 นาที แบบจำลองการอ่านทั้งหมดจะใช้สแนปช็อตต้นทางเดียวกันเพื่อลดผลกระทบ I/O (การจำลองแบบ “ติดตาม” สำหรับแบบจำลองการอ่านแต่ละรายการที่จะเริ่มหลังการสร้าง)

ฉันจะเชื่อมต่อกับ Read Replica ของฉันได้อย่างไร

คุณสามารถเชื่อมต่อกับ Read Replica แบบเดียวกันกับที่คุณเชื่อมต่อกับอินสแตนซ์ DB มาตรฐานโดยใช้ DescribeDBInstance API หรือ AWS Management Console เพื่อเรียกใช้ตำแหน่งข้อมูลสำหรับ Read Replica ของคุณ หากคุณมี Read Replica หลายรายการ แอปพลิเคชันของคุณคือตัวกำหนดการกระจายการรับส่งข้อมูลการอ่านระหว่างรายการต่างๆ

ฉันสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านได้กี่รายการในอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่กำหนด

Amazon RDS for MySQL, MariaDB, PostgreSQL, Oracle และ SQL Server ยังช่วยให้คุณสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านได้สูงสุดถึง 5 รายการสำหรับอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่กำหนด

ฉันสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านในภูมิภาค AWS (AWS Region) ที่แตกต่างจากภูมิภาคของอินสแตนซ์ DB ต้นทางได้หรือไม่

ได้ Amazon RDS (ยกเว้น RDS for SQL Server) รองรับแบบจำลองการอ่านข้ามภูมิภาค ระยะเวลาที่ใช้ระหว่างการเขียนข้อมูลไปยังอินสแตนซ์ DB ต้นทางและเมื่อพร้อมใช้ในแบบจำลองการอ่านจะขึ้นอยู่กับเวลาแฝงเครือข่ายระหว่างสองภูมิภาค

แบบจำลองการอ่านใน Amazon RDS รองรับการจำลองแบบพร้อมกันหรือไม่

ไม่ แบบจำลองการอ่านใน Amazon RDS for MySQL, MariaDB, PostgreSQL, Oracle และ SQL Server จะปรับใช้โดยใช้การจำลองแบบภายในระบบแบบอะซิงโครนัสของกลไกเหล่านั้น Amazon Aurora ใช้กลไกการจำลองแบบที่แตกต่างกันแต่ยังคงเป็นแบบอะซิงโครนัส

ฉันสามารถใช้แบบจำลองการอ่านเพื่อเพิ่มความพร้อมใช้ในการเขียนฐานข้อมูลหรือป้องกันความล้มเหลวของข้อมูลบนอินสแตนซ์ DB ต้นทางได้หรือไม่

หากคุณต้องการใช้การจำลองแบบเพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานในการเขียนของฐานข้อมูลและปกป้องการอัปเดตฐานข้อมูลล่าสุดจากสภาวะความล้มเหลวต่างๆ เราแนะนำให้คุณเรียกใช้อินสแตนซ์ DB เป็นการปรับใช้หลาย AZ ด้วยแบบจำลองการอ่าน Amazon RDS ซึ่งใช้การจำลองแบบภายในระบบแบบอะซิงโครนัสของกลไกที่รองรับ การเขียนฐานข้อมูลจะเกิดขึ้นบนแบบจำลองการอ่านหลังจากที่เกิดขึ้นแล้วบนอินสแตนซ์ DB ต้นทางและ “ความล่าช้า” ของการจำลองแบบอาจแตกต่างกันมาก ในทางตรงกันข้าม การจำลองแบบที่ใช้โดยการปรับใช้หลาย AZ จะเกิดขึ้นพร้อมกัน หมายความว่าการเขียนฐานข้อมูลทั้งหมดจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั้งบนอินสแตนซ์หลักและอินสแตนซ์สำรอง เป็นการปกป้องการอัปเดตฐานข้อมูลล่าสุดของคุณ เนื่องจากการอัปเดตเหล่านี้ควรพร้อมใช้งานบนอินสแตนซ์สำรองในกรณีที่ต้องมีการย้ายเมื่อเกิดข้อผิดพลาด นอกจากนี้ ด้วยการปรับใช้หลาย AZ ทำให้การจำลองแบบมีการจัดการเต็มรูปแบบ Amazon RDS จะติดตามสภาวะการล้มเหลวของอินสแตนซ์ DB หรือการล้มเหลวของ Availability Zone โดยอัตโนมัติ แล้วเริ่ม Failover อัตโนมัติไปยังสแตนด์บาย (หรือไปยังแบบจำลองการอ่าน ในกรณีของ Amazon Aurora) หากเกิดความผิดพลาดขึ้น

ฉันสามารถสร้าง Read Replica โดยใช้อินสแตนซ์ DB หลาย AZ เป็นต้นทางได้หรือไม่

ได้ เนื่องจากการปรับใช้อินสแตนซ์ DB หลาย AZ ทำให้ต้องใช้สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากแบบจำลองการอ่าน จึงสามารถใช้ทั้งสองอย่างนี้ร่วมกันได้สำหรับการปรับใช้ในการใช้งานจริง และเพื่อเชื่อมโยงแบบจำลองการอ่านกับการปรับใช้อินสแตนซ์ DB หลาย AZ อินสแตนซ์ DB หลาย AZ “ต้นทาง” ช่วยให้มีความพร้อมในการเขียน และความทนทานของข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุง และแบบจำลองการอ่านที่เชื่อมโยงจะช่วยปรับปรุงการปรับขนาดการรับส่งข้อมูลการอ่าน

ฉันสามารถกำหนดค่า Amazon RDS Read Replica ให้กลายเป็นการปรับใช้แบบหลาย AZ ได้หรือไม่

ได้ Amazon RDS สำหรับ MySQL, MariaDB, PostgreSQL และ Oracle ช่วยให้คุณกำหนดค่าการปรับใช้แบบหลาย AZ บน Read Replica เพื่อรองรับการกู้คืนข้อมูลจากความเสียหายและลดการหยุดทำงานการอัปเกรดกลไกได้

หาก Read Replica ของฉันใช้การปรับใช้อินสแตนซ์ DB แบบหลาย AZ เป็นต้นทาง จะเกิดอะไรขึ้นหากมีการย้ายแบบหลาย AZ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

ในกรณีที่มีการย้ายแบบหลาย AZ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด จะทำให้ Read Replica ที่เชื่อมโยงและพร้อมใช้งานจะกลับมาดำเนินการจำลองแบบต่อเมื่อการย้ายเมื่อเกิดข้อผิดพลาดเสร็จสมบูรณ์ (รับการอัปเดตจากอินสแตนซ์ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนระดับ)

ฉันสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านของแบบจำลองการอ่านอื่นได้หรือไม่

Amazon Aurora, Amazon RDS for MySQL และ MariaDB: คุณสามารถสร้างแบบจำลองการอ่านลำดับชั้นที่สองได้จากแบบจำลองการอ่านลำดับชั้นที่หนึ่งที่มีอยู่ การสร้างแบบจำลองการอ่านลำดับชั้นที่สองช่วยให้คุณสามารถย้ายโหลดการจำลองแบบจากอินสแตนซ์ฐานข้อมูลหลักไปยังแบบจำลองการอ่านลำดับชั้นที่หนึ่งได้ โปรดทราบว่าแบบจำลองการอ่านลำดับชั้นที่สองอาจล่าช้ากว่าอินสแตนซ์หลักเนื่องจากเวลาแฝงของการจำลองแบบเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในขณะจำลองแบบการทำธุรกรรมจากอินสแตนซ์หลักไปยังแบบจำลองลำดับชั้นที่หนึ่ง แล้วจึงไปยังแบบจำลองลำดับชั้นที่สอง

Amazon RDS for PostgreSQL, Oracle และ SQL Server: ปัจจุบันยังไม่รองรับแบบจำลองการอ่านของ Read Replica

แบบจำลองการอ่านของฉันสามารถยอมรับเฉพาะการดำเนินการอ่านฐานข้อมูลเท่านั้นได้หรือไม่

Read Replica ถูกออกแบบมาสำหรับการรับส่งข้อมูลการอ่าน อย่างไรก็ตาม อาจมีกรณีใช้งานที่ผู้ใช้ระดับสูงต้องการดำเนินการคำสั่ง Data Definition Language (DDL) SQL ต่อแบบจำลองการอ่านให้เสร็จสมบูรณ์ ตัวอย่างอาจรวมถึงการเพิ่มดัชนีฐานข้อมูลไปยังแบบจำลองการอ่านที่ใช้สำหรับการรายงานทางธุรกิจโดยไม่ต้องเพิ่มดัชนีเดียวกันไปยังอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่เกี่ยวข้อง

Amazon RDS for MySQL สามารถกำหนดค่าให้อนุญาตคำสั่ง DDL SQL ต่อแบบจำลองการอ่านได้ หากคุณต้องการเปิดใช้งานการดำเนินการอื่นๆ นอกเหนือจากการอ่านแบบจำลองการอ่านที่กำหนด ให้แก้ไขกลุ่มพารามิเตอร์ DB ที่ทำงานอยู่ของแบบจำลองการอ่านโดยตั้งค่าพารามิเตอร์ “read_only” ให้เป็น “0”

ปัจจุบัน Amazon RDS for PostgreSQL ยังไม่รองรับการทำงานของคำสั่ง DDL SQL ต่อแบบจำลองการอ่าน

ฉันสามารถเลื่อนระดับแบบจำลองการอ่านเป็นอินสแตนซ์ DB แบบ “สแตนด์อโลน” ได้หรือไม่

ได้ โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

แบบจำลองการอ่านของฉันจะอัปเดตอยู่เสมอกับอินสแตนซ์ DB ต้นทางหรือไม่

การอัปเดตอินสแตนซ์ DB ต้นทางจะได้รับการจำลองแบบโดยอัตโนมัติไปยังแบบจำลองการอ่านที่เชื่อมโยงอยู่ อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีการจำลองแบบอะซิงโครนัสของกลไกที่รองรับแบบจำลองการอ่านอาจอัปเดตช้ากว่าอินสแตนซ์ DB ต้นทางของตัวเองโดยมีสาเหตุหลายประการ สาเหตุที่พบได้โดยทั่วไป มีดังนี้

  • ปริมาณ I/O ที่เขียนไปยังอินสแตนซ์ DB ต้นทางเกินอัตราที่สามารถปรับใช้การเปลี่ยนแปลงไปยังแบบจำลองการอ่านได้ (ปัญหานี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นหากความจุในการประมวลผลของแบบจำลองการอ่านน้อยกว่าอินสแตนซ์ DB ต้นทาง)
  • การทำธุรกรรมที่ซับซ้อนหรือทำงานนานต่ออินสแตนซ์ DB ต้นทางที่เก็บการจำลองแบบไปยังแบบจำลองการอ่าน
  • พาร์ติชั่นเครือข่ายหรือเวลาแฝงระหว่างอินสแตนซ์ DB ต้นทางและแบบจำลองการอ่าน

แบบจำลองการอ่านขึ้นอยู่กับจุดแข็งและจุดอ่อนของการจำลองแบบภายในระบบของกลไกที่รองรับ หากคุณใช้แบบจำลองการอ่าน คุณควรคำนึงถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างแบบจำลองการอ่านและอินสแตนซ์ DB ต้นทาง หรือที่เรียกว่า “ความไม่สม่ำเสมอ”

ฉันจะดูสถานะของแบบจำลองการอ่านที่ทำงานอยู่ได้อย่างไร

คุณสามารถใช้ DescribeDBInstances API มาตรฐานเพื่อเรียกคืนรายชื่ออินสแตนซ์ DB ทั้งหมดที่คุณปรับใช้แล้ว (รวมถึงแบบจำลองการอ่าน) หรือเพียงคลิกที่แท็บ “อินสแตนซ์” ใน Amazon RDS Console

Amazon RDS ช่วยให้คุณสามารถดูได้ว่าแบบจำลองการอ่านล่าช้ากว่าอินสแตนซ์ DB ต้นทางมากน้อยเพียงใด ระบบจะเผยแพร่จำนวนวินาทีที่แบบจำลองการอ่านนั้นล่าช้ากว่าอินสแตนซ์หลักเป็นตัววัด Amazon CloudWatch (“ความล่าช้าของแบบจำลอง”) ซึ่งสามารถดูได้ใน AWS Management Console หรือ Amazon CloudWatch API สำหรับ Amazon RDS for MySQL แหล่งที่มาของข้อมูลนี้มาจากแหล่งที่มาเดียวกันกับที่แสดงโดยการออกคำสั่ง MySQL “Show Slave Status” มาตรฐานกับแบบจำลองการอ่าน สำหรับ Amazon RDS for PostgreSQL คุณสามารถใช้มุมมอง pg_stat_replication บนอินสแตนซ์ DB ต้นทางเพื่อสำรวจตัววัดการจำลองแบบได้

Amazon RDS จะตรวจสอบสถานะการจำลองแบบของแบบจำลองการอ่านและอัปเดตช่องสถานะของการจำลองแบบใน AWS Management Console ให้เป็น “ข้อผิดพลาด” หากการจำลองแบบหยุดทำงานไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม (เช่น การพยายามสืบค้น DML บนแบบจำลองซึ่งขัดแย้งกับการอัปเดตที่เกิดขึ้นบนอินสแตนซ์ฐานข้อมูลหลักนั้นอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการจำลองแบบได้) คุณสามารถอ่านรายละเอียดของข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องที่กลไก MySQL ละทิ้งได้โดยดูที่ช่องข้อผิดพลาดของการจำลองแบบและดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อกู้คืน คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจำลองแบบได้ในส่วนการแก้ไขปัญหาแบบจำลองการอ่านของคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS for MySQL หรือ PostgreSQL

หากข้อผิดพลาดการจำลองแบบได้รับการแก้ไขแล้ว Replication State จะเปลี่ยนเป็น Replicating

ฉันปรับขนาดความจุการประมวลผลและ/หรือพื้นที่จัดเก็บของอินสแตนซ์ DB ต้นทาง ฉันควรปรับขนาดทรัพยากรสำหรับแบบจำลองการอ่านที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

เพื่อให้การจำลองแบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราแนะนำให้แบบจำลองการอ่านมีทรัพยากรในการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บให้ได้มากที่สุดหรือมากกว่าอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่เกี่ยวข้องของตัวเอง มิฉะนั้นความล่าช้าในการจำลองแบบของคุณอาจเพิ่มขึ้นหรือแบบจำลองการอ่านของคุณอาจไม่มีพื้นที่สำหรับจัดเก็บการอัปเดตที่ได้รับการจำลองแบบ

ฉันจะลบแบบจำลองการอ่านของฉันได้อย่างไร จะถูกลบโดยอัตโนมัติหรือไม่หากอินสแตนซ์ DB ต้นทางถูกลบ

คุณสามารถลบแบบจำลองการอ่านได้ภายในไม่กี่คลิกใน AWS Management Console หรือโดยส่งตัวระบุอินสแตนซ์ DB ไปยัง DeleteDBInstance API

แบบจำลอง Amazon Aurora จะยังทำงานอยู่และยอมรับการรับส่งข้อมูลการอ่านต่อไปแม้หลังจากที่ลบอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่เกี่ยวข้องไปแล้วก็ตาม แบบจำลองหนึ่งรายการในคลัสเตอร์จะเลื่อนระดับเป็นอินสแตนซ์หลักใหม่โดยอัตโนมัติ และจะเริ่มยอมรับการรับส่งข้อมูลการเขียน

แบบจำลองการอ่านของ Amazon RDS for MySQL หรือ MariaDB จะยังทำงานอยู่และยอมรับการรับส่งข้อมูลการอ่านต่อไปแม้หลังจากที่ลบอินสแตนซ์ DB ต้นทางที่เกี่ยวข้องไปแล้วก็ตาม หากคุณต้องการลบแบบจำลองการอ่านเพิ่มเติมจากอินสแตนซ์ DB ต้นทางคุณต้องดำเนินการโดยใช้ DeleteDBInstance API หรือ AWS Management Console

หากคุณลบอินสแตนซ์ DB ของ Amazon RDS for PostgreSQL ที่มีแบบจำลองการอ่านจะทำให้แบบจำลองการอ่านทั้งหมดได้รับการเลื่อนระดับเป็นอินสแตนซ์ DB แบบสแตนด์อโลนและจะสามารถยอมรับได้ทั้งการอ่านและเขียนการรับส่งข้อมูล อินสแตนซ์ DB ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนระดับจะทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกัน หากคุณต้องการลบอินสแตนซ์ DB นอกเหนือจากอินสแตนซ์ DB ต้นทางดั้งเดิม คุณต้องดำเนินการเช่นนั้นโดยใช้ DeleteDBInstance API หรือ AWS Management Console

แบบจำลองการอ่านมีค่าใช้จ่ายเท่าไร การเก็บค่าบริการจะเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อใด

แบบจำลองการอ่านจะถูกเรียกเก็บค่าบริการในฐานะอินสแตนซ์ DB มาตรฐานและในอัตราเดียวกัน เช่นเดียวกันกับอินสแตนซ์ DB มาตรฐาน อัตราต่อ “ชั่วโมงอินสแตนซ์ DB” สำหรับแบบจำลองการอ่านจะขึ้นอยู่กับคลาสอินสแตนซ์ DB ของแบบจำลองการอ่าน โปรดดูหน้าราคา สำหรับราคาในปัจจุบัน จะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับการถ่ายโอนข้อมูลที่เกิดขึ้นในขณะจำลองแบบข้อมูลระหว่างอินสแตนซ์ DB ต้นทางและแบบจำลองการอ่านของคุณภายในภูมิภาค AWS (AWS Region) เดียวกัน

การเรียกเก็บค่าบริการสำหรับแบบจำลองการอ่านจะเริ่มทันทีที่สร้างแบบจำลองขึ้นโดยสมบูรณ์ (เช่น เมื่อสถานะเปลี่ยนเป็น “Active” (เปิดใช้งาน)) แบบจำลองการอ่านจะเรียกเก็บค่าบริการตามอัตราชั่วโมงอินสแตนซ์ DB ของ Amazon RDS มาตรฐานจนกว่าคุณจะออกคำสั่งลบ

Enhanced Monitoring

Enhanced Monitoring สำหรับ Amazon RDS คืออะไร

Enhanced Monitoring สำหรับ Amazon RDS ช่วยให้คุณเห็นสภาพของอินสแตนซ์ Amazon RDS ได้ดียิ่งขึ้น เพียงเปิดตัวเลือก “Enhanced Monitoring” สำหรับอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ของคุณและตั้งค่าความละเอียด จากนั้น Enhanced Monitoring จะรวบรวมตัววัดของระบบปฏิบัติการที่สำคัญและข้อมูลกระบวนการตามความละเอียดที่กำหนด

สำหรับการวินิจฉัยและการแสดงผลของโหลดฐานข้อมูลของคุณในระดับที่ลึกขึ้น รวมถึงระยะเวลาการเก็บข้อมูลที่นานขึ้น คุณสามารถลองใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพได้

ฉันสามารถตรวจสอบตัววัดและกระบวนการใดได้บ้างใน Enhanced Monitoring

Enhanced Monitoring จะบันทึกตัววัดในระดับระบบของอินสแตนซ์ Amazon RDS เช่น CPU, หน่วยความจำ, ระบบไฟล์ และดิสก์ I/O เป็นต้น คุณสามารถดูรายชื่อตัววัดฉบับสมบูรณ์ได้ในเอกสารประกอบ

Enhanced Monitoring รองรับกลไกใดบ้าง

Enhanced Monitoring รองรับกลไกฐานข้อมูล Amazon RDS ทั้งหมด

Enhanced Monitoring รองรับอินสแตนซ์ประเภทใดบ้าง

Enhanced Monitoring รองรับอินสแตนซ์ทุกประเภท ยกเว้น t1.micro และ m1.small ซอฟต์แวร์นี้ใช้ CPU, หน่วยความจำ และ I/O จำนวนไม่มากสำหรับการตรวจสอบโดยทั่วไป เราขอแนะนำให้เปิดความละเอียดสูงขึ้นสำหรับอินสแตนซ์ที่มีขนาดกลางหรือใหญ่กว่า สำหรับอินสแตนซ์ DB แบบไม่ได้ใช้งานจริง การตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับ Enhanced Monitoring จะเป็น “ปิด” และคุณสามารถเลือกที่จะปิดใช้งานต่อไปหรือแก้ไขความละเอียดเมื่อเปิดอยู่ได้

ฉันสามารถดูข้อมูลใดได้บ้างบนแดชบอร์ด Amazon RDS

คุณสามารถดูตัววัดระบบและข้อมูลกระบวนการสำหรับอินสแตนซ์ Amazon RDS DB ในรูปแบบกราฟิกบน Console คุณสามารถจัดการตัววัดที่คุณต้องการตรวจสอบสำหรับอินสแตนซ์แต่ละรายการและปรับแต่งแดชบอร์ดตามความต้องการของคุณได้

อินสแตนซ์ทั้งหมดในบัญชี Amazon RDS ของฉันจะแสดงตัวอย่างตัววัดที่ความละเอียดเดียวกันหรือไม่

ไม่ คุณสามารถตั้งค่าความละเอียดที่แตกต่างกันสำหรับอินสแตนซ์ DB แต่ละรายการในบัญชี Amazon RDS ของคุณได้ คุณยังสามารถเลือกอินสแตนซ์ที่คุณต้องการเปิดใช้งาน Enhanced Monitoring และแก้ไขความละเอียดของอินสแตนซ์ใดๆ ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

ฉันสามารถย้อนดูตัววัดในอดีตบน Amazon RDS Console ได้ไกลเพียงใด

คุณสามารถย้อนดูค่าประสิทธิภาพของตัววัดทั้งหมดได้สูงสุด 1 ชั่วโมงที่ความละเอียดสูงสุด 1 วินาทีตามการตั้งค่าของคุณ

ฉันจะดูตัววัดที่ Enhanced Monitoring สำหรับ Amazon RDS สร้างขึ้นใน CloudWatch ได้อย่างไร

ตัววัดจาก Enhanced Monitoring สำหรับ Amazon RDS จะส่งไปยังบัญชี CloudWatch Logs ของคุณ คุณสามารถสร้างตัวกรองตัววัดใน CloudWatch จาก CloudWatch Logs และแสดงกราฟบนแดชบอร์ด CloudWatch ได้ หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดไปที่หน้า Amazon CloudWatch

ฉันควรใช้ CloudWatch แทนแดชบอร์ด Amazon RDS Console เมื่อใด

Yคุณควรใช้ CloudWatch หากคุณต้องการดูข้อมูลในอดีตเพิ่มเติมจากข้อมูลที่มีอยู่บนแดชบอร์ด Amazon RDS Console คุณสามารถตรวจสอบอินสแตนซ์ Amazon RDS ของคุณใน CloudWatch เพื่อวินิจฉัยสภาพของสแต็ก AWS ทั้งหมดได้ในตำแหน่งเดียว ปัจจุบัน CloudWatch รองรับความละเอียดสูงสุด 1 นาที และระบบจะนำค่ามาเฉลี่ยออกสำหรับความละเอียดที่ต่ำกว่านั้น

ฉันสามารถตั้งค่าสัญญาณเตือนและการแจ้งเตือนตามตัววัดแบบเฉพาะเจาะจงได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถสร้างสัญญาณเตือนใน CloudWatch ที่จะส่งการแจ้งเตือนเมื่อสัญญาณเตือนเปลี่ยนสถานะได้ สัญญาณเตือนจะเฝ้าดูตัววัดเดียวตามช่วงระยะเวลาที่คุณกำหนด และดำเนินการอย่างน้อยหนึ่งรายการตามค่าของตัววัดที่สอดคล้องกับค่าเกณฑ์ที่ระบุตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาณเตือน CloudWatch โปรดไปที่คู่มือนักพัฒนา Amazon CloudWatch

ฉันจะผสานรวม Enhanced Monitoring กับเครื่องมือที่ฉันใช้งานอยู่ได้อย่างไร

Enhanced Monitoring สำหรับ Amazon RDS มอบชุดตัววัดที่อยู่ในรูปแบบเพย์โหลด JSON ซึ่งจะส่งไปยังบัญชี CloudWatch Logs ของคุณ เพย์โหลด JSON จะส่งที่ความละเอียดที่กำหนดค่าล่าสุดสำหรับอินสแตนซ์ Amazon RDS

คุณสามารถใช้ตัววัดผ่านแดชบอร์ดหรือแอปพลิเคชันของของบริษัทอื่นได้สองวิธี เครื่องมือการตรวจสอบสามารถใช้การสมัครรับข้อมูล CloudWatch Logs เพื่อตั้งค่าฟีดแบบใกล้เคียงเรียลไทม์สำหรับตัววัดได้ หรือคุณสามารถใช้ตัวกรองใน CloudWatch Logs เพื่อเชื่อมโยงตัววัดข้ามไปยัง CloudWatch และผสานรวมแอปพลิเคชันของคุณกับ CloudWatch ได้ โปรดไปที่เอกสารประกอบ Amazon CloudWatch เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ฉันจะสามารถลบข้อมูลในอดีตได้อย่างไร

เนื่องจาก Enhanced Monitoring ส่งมอบส่วนข้อมูล JSON ไปยังบันทึกในบัญชี CloudWatch Logs จึงทำให้คุณสามารถควบคุมระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลได้เช่นเดียวกับการสตรีม CloudWatch Logs อื่นๆ ระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลตามค่าเริ่มต้นที่กำหนดค่าสำหรับ Enhanced Monitoring ใน CloudWatch Logs คือ 30 วัน สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีเปลี่ยนการตั้งค่าการจัดเก็บ โปรดไปที่คู่มือนักพัฒนา Amazon CloudWatch

Enhanced Monitoring จะส่งผลอย่างไรต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนของฉัน

เนื่องตัววัดถูกนำเข้าใน CloudWatch Logs ค่าใช้จ่ายของคุณจะขึ้นอยู่กับการถ่ายโอนข้อมูล CloudWatch Logs และอัตราพื้นที่จัดเก็บเมื่อคุณใช้งานเกิน Free Tier ของ CloudWatch Logs ดูรายละเอียดราคาได้ที่นี่ จำนวนข้อมูลที่ถ่ายโอนสำหรับอินสแตนซ์ Amazon RDS จะเป็นไปตามสัดส่วนของความละเอียดที่กำหนดสำหรับคุณสมบัติ Enhanced Monitoring ทันที ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดความละเอียดที่แตกต่างกันสำหรับอินสแตนซ์ต่างๆ ในบัญชีเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายได้

ปริมาณโดยประมาณของข้อมูลที่นำเข้าไปยัง CloudWatch Logs โดย Enhanced Monitoring สำหรับอินสแตนซ์แสดงอยู่ด้านล่าง ดังนี้

ส่วนประกอบ 60 วินาที 30 วินาที 15 วินาที 10 วินาที 5 วินาที 1 วินาที

ข้อมูลที่ถูกนำเข้าใน CloudWatch Logs* (GB ต่อเดือน)

0.27

0.53

1.07

1.61

3.21

16.07

Amazon RDS Proxy

Amazon RDS Proxy คืออะไร

Amazon RDS Proxy เป็นคุณสมบัติของพร็อกซีฐานข้อมูลที่สามารถจัดการได้อย่างเต็มรูปแบบและมีความพร้อมใช้งานสูงสำหรับ Amazon RDS RDS Prozy ช่วยให้แอปพลิเคชันสามารถปรับขนาดได้มากขึ้น ทนทานต่อการล้มเหลวของฐานข้อมูลได้มากขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทำไมฉันจึงต้องใช้ Amazon RDS Proxy

Amazon RDS Proxy เป็นคุณสมบัติพร็อกซีฐานข้อมูลที่มีการจัดการเต็มรูปแบบ พร้อมใช้งานสูงและใช้งานง่ายของ Amazon RDS ซึ่งช่วยให้แอปพลิเคชันของคุณสามารถ: 1) ปรับปรุงความสามารถในการปรับขนาดโดยการรวมกลุ่มและแบ่งปันการเชื่อมต่อฐานข้อมูล; 2) ปรับปรุงความพร้อมใช้งานโดยลดเวลาการเฟลโอเวอร์ของฐานข้อมูลลงได้ถึง 66% และคงการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันไว้ระหว่างที่เกิดข้อผิดพลาด และ 3) ปรับปรุงความปลอดภัยด้วยการบังคับใช้การรับรองความถูกต้องของ AWS IAM กับฐานข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลรับรองอย่างปลอดภัยใน AWS Secrets Manager

กรณีการใช้งานใดบ้างที่ Amazon RDS Proxy ระบุ

Amazon RDS Proxy จัดการกับกรณีการใช้งานจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการปรับขนาด ความพร้อมใช้งาน และความปลอดภัยของแอปพลิเคชันของคุณ ซึ่งรวมถึง:

แอปพลิเคชันที่มีปริมาณงานที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้: แอปพลิเคชันที่รองรับปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงได้อาจพยายามเพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆ กับฐานข้อมูล การกำกับดูแลการเชื่อมต่อของ Amazon RDS Proxy ช่วยให้คุณสามารถปรับขนาดแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับปริมาณงานที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมโดยการนำการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ประการแรก พร็อกซี RDS ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันหลายรายการสำหรับแชร์การเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้เพื่อการใช้ทรัพยากรฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สอง พร็อกซี RDS จะช่วยให้คุณสามารถรักษาประสิทธิภาพของฐานข้อมูลที่สามารถคาดการณ์ได้โดยควบคุมจำนวนการเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่เปิดอยู่ ประการที่สาม พร็อกซี RDS จะลบคำขอที่ไม่สามารถดำเนินการได้เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานของแอปพลิเคชันโดยรวม

แอปพลิเคชันที่เปิดและเปิดการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลบ่อยครั้ง: แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ไรเซิร์ฟเวอร์, PHP หรือ Ruby on Rails อาจเปิดและปิดการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลบ่อยครั้งเพื่อตอบสนองคำขอของแอปพลิเคชัน Amazon RDS Proxy จะช่วยรักษากลุ่มการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดที่ไม่จำเป็นในการใช้งานการประมวลผลและความจำของฐานข้อมูลสำหรับสร้างการเชื่อมต่อใหม่

แอปพลิเคชันที่มีการเชื่อมต่ออยู่เสมอแต่ไม่ได้ใช้งาน: แอปพลิเคชันในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น SaaS หรือ eCommerce อาจพักการใช้งานการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลเพื่อลดเวลาในการตอบสนองเมื่อลูกค้ากลับมาใช้งานอีกครั้ง แทนที่จะใช้ฐานข้อมูลในปริมาณมากเกินความจำเป็นเพื่อรองรับการเชื่อมต่อที่ไม่ได้มีการใช้งานเป็นส่วนใหญ่ คุณสามารถใช้ Amazon RDS Proxy เพื่อระงับการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานในขณะที่สร้างการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลตามความจำเป็นเพื่อตอบสนองต่อคำขอที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสมที่สุด

แอปพลิเคชันที่ต้องการความพร้อมใช้งานผ่านความล้มล้มเหลวชั่วคราว: ด้วยการใช้งาน Amazon RDS Proxy คุณจะสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ทนต่อความล้มเหลวของฐานข้อมูลได้อย่างโปร่งใสโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดในการจัดการความล้มเหลวที่มีความซับซ้อนแต่อย่างใด พร็อกซี RDS จะกำหนดเส้นทางการรับส่งข้อมูลไปยังอินสแตนซ์ฐานข้อมูลใหม่โดยอัตโนมัติ พร้อมกับรักษาการเชื่อมต่อของแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ พร็อกซี RDS ยังหลีกเลี่ยงการแคชระบบชื่อโดเมน (DNS) เพื่อลดเวลาในการเปลี่ยนระบบได้ถึง 66% สำหรับฐานข้อมูล Amazon RDS และ Aurora แบบ Multi-AZ ในระหว่างที่ฐานข้อมูลเกิดการเปลี่ยนระบบ แอปพลิเคชันอาจประสบกับเวลาแฝงที่เพิ่มขึ้นและการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่อาจจะต้องเริ่มต้นใหม่

การรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการปรับปรุงและการจัดการข้อมูลรับรองรองจากส่วนกลาง: Amazon RDS Proxy ช่วยให้คุณสร้างแอปพลิเคชันที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยให้ทางเลือกแก่คุณในการบังคับใช้การยืนยันความถูกต้องแบบ IAM ด้วยระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ พร็อกซี RDS ยังช่วยให้คุณสามารถจัดการข้อมูลประจำตัวฐานข้อมูลได้จากส่วนกลางผ่านทาง AWS Secrets Manager

เมื่อใดที่ฉันควรเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลโดยตรงกับการใช้ Amazon RDS Proxy

Amazon RDS Proxy สามารถเพิ่มเวลาแฝงของเครือข่ายโดยเฉลี่ย 5 มิลลิวินาทีสำหรับเวลาในการตอบสนองของการสืบค้นหรือการทำธุรกรรมได้ตามปริมาณงานของคุณ หากแอปพลิเคชันของคุณไม่สามารถทนต่อเวลาแฝง 5 มิลลิวินาทีหรือไม่ต้องการการจัดการการเชื่อมต่อและคุณสมบัติอื่นๆ ที่พร็อกซี RDS เปิดให้ใช้งาน คุณอาจต้องการให้แอปพลิเคชันของคุณเชื่อมต่อกับตำแหน่งข้อมูลของฐานข้อมูลโดยตรง

แอปพลิเคชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์จะได้ประโยชน์จาก Amazon RDS Proxy อย่างไร

Amazon RDS Proxy จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการในการสร้างแอปพลิเคชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่โดยจะใช้ประโยชน์จากความสามารถและความเรียบง่ายของระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ประการแรก พร็อกซี RDS จะทำให้แอปพลิเคชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์สามารถปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการรวมและการนำการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลกลับมาใช้ใหม่ ประการที่สอง ด้วยการใช้งานพร็อกซี RDS คุณไม่จำเป็นต้องจัดการข้อมูลการรับรองของฐานข้อมูลในโค้ด Lambda ของคุณอีกต่อไป คุณสามารถใช้บทบาทการดำเนินการ IAM ที่เชื่อมโยงกับฟังก์ชัน Lanbda เพื่อยืนยันตัวตนกับพร็อกซี RDS และฐานข้อมูลของคุณได้ ประการที่สาม คุณไม่จำเป็นต้องจัดการโครงสร้างพื้นฐานหรือโค้ดใหม่ๆ เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากแอปพลิเคชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ พร็อกซี RDS ได้รับการจัดการอย่างเต็มรูปแบบและปรับขนาดความจุของตัวเองโดยอัตโนมัติตามความต้องการในการใช้งานแอปพลิเคชันของคุณ

กลไกฐานข้อมูลใดบ้างที่ Amazon RDS Proxy รองรับ

ตัวอย่าง Amazon RDS Proxy ที่พร้อมใช้งานสำหรับ Amazon Aurora ที่ใช้งานได้กับ MySQL และ Amazon RDS สำหรับ MySQL การรองรับกลไกฐานข้อมูลอื่นๆ จะสามารถใช้งานได้เร็วๆ นี้

ฉันสามารถเปิดใช้งาน Amazon RDS Proxy ได้อย่างไร

คุณสามารถเปิดใช้งาน Amazon RDS Proxy สำหรับฐานข้อมูล Amazon RDS ของคุณได้โดยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งใน Amazon RDS Console ขณะที่เปิดใช้งานพร็อกซี RDS คุณต้องระบุ VPC และซับเน็ตที่คุณต้องการเข้าถึงพร็อกซี RDS ด้วย ในฐานะผู้ใช้งาน Lambda คุณสามารถเปิดใช้งาน Amazon RDS Proxy สำหรับฐานข้อมูล Amazon RDS และตั้งค่าฟังก์ชัน Lambda เพื่อให้เข้าถึงได้โดยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งใน Lambda Console คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเริ่มต้นใช้งานได้ในคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ฉันสามารถเข้าถึง Amazon RDS Proxy โดยใช้ API ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถใช้ Amazon RDS Proxy ในการสร้างพร็อกซี จากนั้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงพร็อกซีกับอินสแตนซ์ฐานข้อมูลหรือคลัสเตอร์ ตัวอย่างเช่น:

aws rds create-db-proxy 
        --db-proxy-name '…' 
        --engine-family <mysql|postgresql>       
        --auth [{}, {}] 
        --role-arn '…'
        --subnet-ids {}
        --require-tls <true|false>
        --tags {}
aws rds register-db-proxy-targets 
        --target-group-name '…'
        --db-cluster-identifier  '…'
        --db-instance-identifier '…'
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคู่ค้า Amazon RDS
เรียนรู้เพิ่มเติม 
ลงชื่อสมัครใช้บัญชีฟรี

รับสิทธิ์การเข้าถึง AWS Free Tier ได้ทันที 

ลงชื่อสมัครใช้งาน 
เริ่มต้นสร้างใน Console

เริ่มต้นใช้งาน Amazon RDS ใน AWS Console

ลงชื่อเข้าใช้