VPN คืออะไร

VPN หรือเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (Virtual Private Network) สร้างการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัวระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเราใช้ VPN เพื่อส่งข้อมูลอย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตนผ่านเครือข่ายสาธารณะ ซึ่งจะทำงานโดยปกปิดที่อยู่ IP ของผู้ใช้และเข้ารหัสข้อมูล เพื่อให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถอ่านได้

เรามาตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VPN กัน

เราใช้ VPN ทำอะไรบ้าง

โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้บริการ VPN เพื่อส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย โดยหน้าที่หลักสามประการของ VPN ได้แก่

1. ความเป็นส่วนตัว

หากไม่มีเครือข่ายส่วนตัวเสมือน บุคคลที่สามสามารถบันทึกและขายข้อมูลส่วนบุคคลของคุณได้ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต และประวัติการท่องเว็บ ดังนั้น VPN จึงใช้การเข้ารหัสเพื่อเก็บข้อมูลที่เป็นความลับนี้ให้เป็นส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ 

2. การปกปิดตัวตน

ที่อยู่ IP ของคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งและกิจกรรมการท่องเว็บของคุณ โดยเว็บไซต์ทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตติดตามข้อมูลนี้โดยใช้คุกกี้และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งสามารถระบุตัวคุณได้ทุกเมื่อที่คุณเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้นการเชื่อมต่อ VPN จะซ่อนที่อยู่ IP เพื่อปกปิดตัวตนของคุณบนอินเทอร์เน็ต

3. ความปลอดภัย

บริการ VPN ใช้การเข้ารหัสเพื่อปกป้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกปิดการทำงาน โดยจะปิดโปรแกรมที่เลือกไว้ล่วงหน้าในกรณีที่พบกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่น่าสงสัย ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลจะถูกโจมตีได้อีกด้วย โดยคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถให้การเข้าถึงระยะไกลแก่ผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตผ่านเครือข่ายธุรกิจของตนได้อีกด้วย

งาน AWS re:Invent 2018: โซลูชัน VPN ของ AWS (NET304)
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ VPN บนระบบคลาวด์ »

VPN ทำงานอย่างไร

การเชื่อมต่อ VPN จะเปลี่ยนเส้นทางแพคเก็ตข้อมูลจากเครื่องของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลอื่น ก่อนที่จะส่งไปยังบุคคลที่สามผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยหลักการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี VPN ได้แก่

โปรโตคอลช่องทางการเชื่อมต่อ

เครือข่ายส่วนตัวเสมือนจะสร้างช่องทางการเชื่อมต่อข้อมูลที่ปลอดภัยระหว่างเครื่องในระบบของคุณกับเซิร์ฟเวอร์ VPN อื่นในตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ เมื่อคุณออนไลน์ เซิร์ฟเวอร์ VPN นี้จะกลายเป็นต้นทางข้อมูลทั้งหมดของคุณ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และบริษัทภายนอกรายอื่นๆ จึงไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคุณได้อีกต่อไป 

การเข้ารหัส

โปรโตคอล VPN ต่างๆ เช่น IPSec จะแปลงข้อมูลของคุณก่อนที่จะส่งผ่านช่องทางการเชื่อมต่อข้อมูล โดย IPsec เป็นชุดโปรโตคอลในการรักษาความปลอดภัยการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (IP) โดยการรับรองความถูกต้องและเข้ารหัสแต่ละแพคเก็ต IP ของสตรีมข้อมูล ซึ่งบริการ VPN จะทำหน้าที่เป็นตัวกรอง ทำให้ข้อมูลของคุณไม่สามารถอ่านได้ที่ปลายทางฝั่งหนึ่งและถอดรหัสได้เฉพาะที่ปลายอีกฝั่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในทางที่ผิด แม้ว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายของคุณจะถูกโจมตีก็ตาม การรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายจึงไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีอีกต่อไป และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณก็จะปลอดภัย

เหตุใดคุณจึงควรใช้ VPN

เพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้อย่างปลอดภัย

เครือข่ายส่วนตัวเสมือนทำให้กิจกรรมบนเว็บขณะเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน เนื่องจากทุกวันนี้ผู้คนต่างคุ้นเคยกับการอ่านบทความข่าวที่ร้านกาแฟ เช็คอีเมลที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือลงชื่อเข้าใช้บัญชีธนาคารบนอุปกรณ์มือถือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในลักษณะนี้จึงเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กเนื่องจากกิจกรรมบนเว็บดังกล่าวดำเนินการผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ดังนั้นการใช้บริการ VPN เมื่อเชื่อมต่อกับฮอตสปอต Wi-Fi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัยจะช่วยดูแลทั้งข้อมูลและอุปกรณ์ของคุณให้ปลอดภัย

เพื่อเก็บรักษาประวัติการค้นหาของคุณให้เป็นส่วนตัว

ทุกคนต่างทราบดีว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเว็บเบราว์เซอร์ติดตามประวัติการค้นหาของคุณ โดยพวกเขาสามารถและมักจะขายประวัติการท่องเว็บของคุณเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ตัวอย่างเช่น การค้นหาบทความเกี่ยวกับก๊อกน้ำที่รั่วอาจส่งผลให้คุณพบกับโฆษณาที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายจากช่างประปาในพื้นที่ ซึ่งการเชื่อมต่อ VPN จะปกป้องคุณจากการใช้ข้อมูลในทางที่ผิด

เพื่อเข้าถึงบริการสตรีมมิงทั่วโลก

เมื่อคุณเดินทางออกนอกประเทศ บริการสตรีมมิงแบบมีค่าใช้จ่ายของคุณอาจไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากข้อกำหนดและระเบียบข้อบังคับตามสัญญา ซึ่งการเชื่อมต่อ VPN จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนที่อยู่ IP จากประเทศหลักของคุณได้ และอนุญาตให้เข้าถึงรายการโปรดของคุณได้จากประเทศที่คุณอยู่ในขณะนั้น

เพื่อปกป้องตัวตนของคุณ

ด้วยการปกปิดตัวตนของคุณ บริการ VPN จะปกป้องคุณจากการสอดแนมทางดิจิทัล โดยปกป้องความคิดเห็นและการสนทนาของคุณบนอินเทอร์เน็ตจากการถูกติดตามพร้อมทั้งคุ้มครองเสรีภาพในการพูดของคุณ หากคุณไม่ได้ใช้ตัวตนที่แท้จริงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

วิธีการตั้งค่า VPN มีอะไรบ้าง

มีสองวิธีที่พบบ่อยในการเข้าถึงบริการ VPN สำหรับบุคคลต่างๆ ได้แก่

1. ใช้ผู้ให้บริการ VPN

คุณสามารถเลือกบริการ VPN ที่สามารถเข้าถึงได้จากเบราว์เซอร์ของคุณ หรือโดยการดาวน์โหลดแอปหรือซอฟต์แวร์ลงในอุปกรณ์ของคุณ โดยบริการเหล่านี้เป็นบริการที่มีการสมัครสมาชิก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเรียกเก็บค่าบริการตามอุปกรณ์ ดังนั้นการตั้งค่าในลักษณะนี้จึงมีราคาค่อนข้างแพง นอกจากนี้ อุปกรณ์แต่ละเครื่องยังต้องได้รับการกำหนดค่าแยกกันอีกด้วย

2. ใช้เราเตอร์ VPN

วิธีการนี้เกี่ยวข้องกับการซื้อเราเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อ VPN ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือการติดตั้งซอฟต์แวร์ VPN ด้วยตัวคุณเองบนเราเตอร์ที่บ้าน โดยข้อดีของวิธีการนี้คือทุกอุปกรณ์ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านเราเตอร์นี้จะได้รับการปกป้องโดยอัตโนมัติ 

วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่ดีที่สุดมีอะไรบ้าง

ด้วยตัวเลือกที่มีอยู่มากมาย การเลือกบริการ VPN ที่เหมาะสมจึงอาจเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย เราขอให้คุณใช้รายการตรวจสอบต่อไปนี้ด้านล่างเพื่อประเมินผู้ให้บริการ VPN รายต่างๆ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง

1. นโยบายการบันทึกข้อมูล

ผู้ให้บริการ VPN ที่ดีที่สุดมีนโยบายการบันทึกข้อมูลที่น้อยที่สุดหรือไม่มีเลยเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลในฝั่งของตน

2. ซอฟต์แวร์ที่ได้รับการอัปเดต

การเชื่อมต่อ VPN ที่ดีที่สุดใช้โปรโตคอลช่องทางการเชื่อมต่อล่าสุด โดยโปรโตคอล OpenVPN ให้การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่าแบบอื่นๆ เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สที่เข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการหลักทั้งหมด

3. ขีดจำกัดแบนด์วิดท์

บริการต่างๆ ทั้งหมดมีขีดจำกัดในการใช้งานข้อมูล คุณจึงต้องเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่ตอบสนองความต้องการด้านข้อมูลของคุณได้ภายในงบประมาณที่มีอยู่

4. ตำแหน่งที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ VPN

คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการ VPN มีเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศที่คุณต้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบส่วนตัว

วิธีการเลือกระหว่าง VPN แบบมีค่าใช้จ่ายเทียบกับแบบฟรีมีอะไรบ้าง

VPN แบบฟรีมีประโยชน์หากคุณมีงบประมาณจำกัด อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือแหล่งที่มาหลักของรายได้สำหรับผู้ให้บริการ VPN ฟรีคือการโฆษณา คุณจึงสามารถคาดหวังได้ว่าจะพบนโยบายการโฆษณาหรือการบันทึกและการขายข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในข้อกำหนดและเงื่อนไข

VPN แบบฟรีส่วนใหญ่มีคุณสมบัติต่างๆ ได้แก่  

  • ไม่มีโปรโตคอล VPN ที่ทันสมัยที่สุด  
  • ไม่มีการสนับสนุนทางเทคนิคที่มีคุณภาพ   
  • มีแบนด์วิดท์ต่ำและความเร็วที่ช้ากว่าสำหรับผู้ใช้งานฟรี  
  • มีค่ายกเลิกการเชื่อมต่อที่สูงกว่า
  • มีการกระจายทางภูมิศาสตร์ที่จำกัดของเซิร์ฟเวอร์ VPN

เหตุใดธุรกิจต่างๆ จึงใช้ VPN

VPN เป็นวิธีการที่คุ้มค่า มีความเร็วสูง และปลอดภัยในการเชื่อมต่อผู้ใช้ระยะไกลกับเครือข่ายของสำนักงาน เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วจะดำเนินการเชื่อมต่อ VPN ผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะ จึงอาจมีราคาไม่แพงและให้แบนด์วิดท์ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับลิงก์ WAN (เครือข่ายบริเวณกว้าง) เฉพาะหรือลิงก์ทางไกลที่มีการเชื่อมต่อจากระยะไกล การเชื่อมต่อ VPN ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีแบนด์วิดท์สูงและเป็นส่วนตัวได้ เมื่อเทียบกับลิงก์ LAN หรือ WAN (เครือข่ายบริเวณกว้าง) เฉพาะหรือลิงก์ทางไกลที่มีการเชื่อมต่อจากระยะไกล

ธุรกิจต่างๆ ใช้ VPN อย่างไร

มีสามวิธีหลักที่ธุรกิจต่างๆ ใช้ VPN ได้แก่

1. Site to Site VPN

Site to Site VPN ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายส่วนตัวภายในสำหรับบริษัทที่มีตำแหน่งที่ตั้งแยกจากกันตามภูมิศาสตร์หลายแห่ง ซึ่งเชื่อมต่ออินทราเน็ตที่แตกต่างกันได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยทำให้พนักงานสามารถใช้งานทรัพยากรร่วมกันระหว่างเครือข่ายภายในที่แตกต่างกันได้ โดย AWS Site-to-Site VPN เป็นบริการ VPN ที่มีการจัดการเต็มรูปแบบซึ่งสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยระหว่างเครือข่ายของสำนักงานและทรัพยากรของ AWS โดยใช้ช่องทางการเชื่อมต่อ IP Security (IPSec) สำหรับแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานแบบกระจายทั่วโลก ตัวเลือกนี้จะให้ประสิทธิภาพที่โดดเด่น ซึ่งสามารถอัปเกรดเพื่อกำหนดเส้นทางการรับส่งข้อมูล VPN ได้อย่างชาญฉลาดไปยังตำแหน่งข้อมูลของเครือข่าย AWS ที่ใกล้ที่สุดทางภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลของบริษัทและสำนักงานสาขากับแอปพลิเคชันและบริการบนระบบคลาวด์โดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับอีกด้วย

2. Client VPN หรือ VPN แบบเปิด

ใน Client VPN ผู้ดูแลระบบเครือข่ายมีหน้าที่รับผิดชอบในการตั้งค่าและกำหนดค่าบริการ VPN จากนั้นจะมีการแจกจ่ายไฟล์การกำหนดค่าไปยังไคลเอ็นต์หรือผู้ใช้ปลายทางที่ต้องการเข้าถึง ไคลเอ็นต์จึงสามารถสร้างการเชื่อมต่อ VPN จากคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือของตนไปยังเครือข่ายของบริษัทได้ โดย AWS Client VPN เป็นโซลูชัน VPN การเข้าถึงระยะไกลที่มีการจัดการเต็มรูปแบบซึ่งพนักงานสามารถใช้เพื่อเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างปลอดภัยภายในเครือข่ายธุรกิจของ AWS และในองค์กร ซึ่งจะปรับขนาดเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้โดยอัตโนมัติตามความต้องการเนื่องจากมีความยืดหยุ่นอย่างเต็มที่ 

3. SSL VPNA

Secure Sockets Layer Virtual Private Network (SSL VPN) ให้การเข้าถึงระยะไกลที่ปลอดภัยผ่านเว็บพอร์ทัลและช่องทางการเชื่อมต่อที่รักษาความปลอดภัยด้วย SSL ระหว่างอุปกรณ์ส่วนตัวและเครือข่ายของสำนักงาน สำหรับทีมระยะไกลขนาดใหญ่ การจัดหาอุปกรณ์ของบริษัทให้แก่สมาชิกทุกคนอาจมีราคาแพง ในกรณีนี้ SSL VPN จึงกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า 

วิธีการรับ AWS VPN มีอะไรบ้าง

AWS VPN นำเสนอบริการที่มีคุณค่าสองแบบ ได้แก่ AWS Site-to-Site VPN และ AWS Client VPN AWS Site-to-Site VPN ช่วยให้คุณเชื่อมต่อเครือข่ายในองค์กรหรือเว็บไซต์สำนักงานสาขากับ Amazon Virtual Private Cloud (Amazon VPC) ได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ AWS Client VPN ช่วยให้คุณเชื่อมต่อผู้ใช้กับ AWS หรือเครือข่ายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเชื่อมต่อสำนักงานของคุณกับ AWS ได้ที่นี่

หากต้องการเริ่มต้นใช้งาน เพียงลงชื่อสมัครใช้บัญชี AWS ฟรีและตั้งค่า Client VPN หรือ Site to Site VPN วันนี้

บล็อกโพสต์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายและการจัดส่งเนื้อหา

อ่านบล็อกโพสต์ที่แนะนำบริการระบบเครือข่ายและการจัดส่งเนื้อหาของ AWS ทั้งหมดเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการใช้งานที่สำคัญ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ความเป็นผู้นำทางความคิด และวิธีการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติที่สำคัญ ดูเพิ่มเติมได้ในบทความบล็อกเฉพาะเกี่ยวกับ AWS VPN

ปรับขนาด VPN การเข้าถึงระยะไกลของคุณบน AWS

AWS ช่วยให้คุณสามารถขยายโซลูชัน VPN การเข้าถึงระยะไกลในองค์กรที่มีอยู่ไปยังระบบคลาวด์ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่อนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรภายใน AWS เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพยากรในองค์กรเมื่อใช้การเชื่อมต่อแบบไฮบริดอีกด้วย โดยไคลเอ็นต์ VPN ใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของ AWS เป็นจุดเข้าใช้งาน และความยืดหยุ่นของ Amazon EC2 เพื่อปรับขนาดความสามารถเบื้องหลัง VPN การเข้าถึงระยะไกล ซึ่งข้อดีคือความสามารถในการเพิ่มจำนวนไคลเอ็นต์ VPN ที่เกิดขึ้นพร้อมกันที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายได้แบบยืดหยุ่นเมื่อจำเป็น โดยในโพสต์นี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่ซอฟต์แวร์ VPN ของบริษัทภายนอกที่ทำงานบน Amazon EC2 เป็นพิเศษ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
การใช้ AWS Client VPN เพื่อปรับขนาดความสามารถในการทำงานจากที่บ้านของคุณ

บริการ VPN ในองค์กรแบบเดิมมีความสามารถที่ตายตัว และปรับขนาดเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วและตามความต้องการได้ยาก ข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ การให้สิทธิ์การใช้งาน และแบนด์วิดท์ล้วนเป็นปัจจัยที่ขัดขวางไม่ให้บริการ VPN ของไคลเอ็นต์แบบเดิมปรับขนาดเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แต่ยังโชคดีที่ความยืดหยุ่นของระบบคลาวด์และราคาตามการใช้งานจริงของ AWS Client VPN สามารถช่วยคุณได้ในจุดนี้ โดย AWS Client VPN เป็นบริการที่ใช้ OpenVPN ที่ปรับขนาดได้และมีความพร้อมใช้งานสูง ซึ่งสามารถใช้เพื่อเชื่อมต่อกับทั้งทรัพยากรของ AWS และในองค์กรได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ขอแนะนำ AWS Client VPN เพื่อการเข้าถึงทรัพยากรของ AWS และในองค์กรได้อย่างปลอดภัย

หลายองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต่างพึ่งพาการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) ของไคลเอ็นต์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ระยะไกลในการเข้าถึงทรัพยากรที่โฮสต์ไว้บนเครือข่ายภายใน ซึ่งมักจะหมายถึงการพึ่งพาฮาร์ดแวร์ VPN ในองค์กรหรือการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน VPN ของไคลเอ็นต์ใน EC2 Instance โดยการจัดการโซลูชัน VPN ที่ใช้ไคลเอ็นต์เหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการปรับขนาดและการปฏิบัติงาน และเป็นภาระอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลายครั้งที่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้เกิดความต้องการแบนด์วิดท์และการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ความพร้อมใช้งานของ VPN ลดลง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ขั้นตอนถัดไปสำหรับ AWS VPN

Standard Product Icons (Features) Squid Ink
ดูแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ VPN บนระบบคลาวด์ 
Sign up for a free account
ลงชื่อสมัครใช้บัญชีฟรี

รับสิทธิ์การเข้าถึง AWS Free Tier ได้ทันที 

ลงชื่อสมัครใช้งาน 
Standard Product Icons (Start Building) Squid Ink
เริ่มต้นการสร้างใน Console

เริ่มต้นสร้างด้วย AWS VPN ใน AWS Management Console

ลงชื่อเข้าใช้