AWS Resilience Hub เพิ่มความสามารถใหม่สามรายการ
AWS Resilience Hub รุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางบน AWS ที่ช่วยให้ทีมวิศวกรรมแพลตฟอร์มและทีมดูแลความเสถียรของไซต์สามารถประเมินและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเวิร์กโหลดที่ทำงานบน AWS ได้ บริการนี้มีความสามารถในการค้นหาดีเพนเดนซี่โดยอัตโนมัติ การวิเคราะห์รูปแบบความล้มเหลวที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยสร้าง นโยบายความยืดหยุ่นแบบโมดูลาร์ การทดสอบความยืดหยุ่น และการรายงานสถานะความยืดหยุ่นทั่วทั้งองค์กร วันนี้ AWS Resilience Hub เพิ่มความสามารถใหม่ 3 รายการ ได้แก่ การรองรับป้ายกำกับ EKS สำหรับแหล่งที่มาอินพุตของบริการ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับดีเพนเดนซี่ และการแชร์นโยบายความยืดหยุ่นผ่าน AWS Organizations
การรองรับป้ายกำกับ EKS สำหรับแหล่งที่มาอินพุตของบริการ ขณะนี้ Resilience Hub รองรับป้ายกำกับ EKS ภายใน Namespace ในฐานะแหล่งที่มาอินพุตของบริการ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้รูปแบบการติดป้ายกำกับ Kubernetes ที่มีอยู่เดิมเพื่อกำหนดขอบเขตทรัพยากรที่ Resilience Hub ค้นพบและใช้ระหว่างการวิเคราะห์รูปแบบความล้มเหลวได้อย่างแม่นยำ ความสามารถนี้ช่วยให้มั่นใจว่าการประเมินจะสอดคล้องกับวิธีที่ทีมต่างๆ จัดระเบียบเวิร์กโหลด EKS ของตน
ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับดีเพนเดนซี่ ขณะนี้ ลูกค้าที่เปิดใช้งานการค้นหาดีเพนเดนซี่สามารถสร้างข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับดีเพนเดนซี่ได้แล้ว ซึ่งเป็นความสามารถใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยสร้าง โดยวิเคราะห์ดีเพนเดนซี่ของแอปพลิเคชันที่ค้นพบและเน้นรูปแบบที่สำคัญ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับดีเพนเดนซี่จะแสดงดีเพนเดนซี่ใหม่ ระบุดีเพนเดนซี่แบบข้ามรีเจี้ยน และแจ้งเตือนรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติ ความสามารถนี้ช่วยให้ทีมต่างๆ วิเคราะห์ดีเพนเดนซี่ได้รวดเร็วขึ้นและระบุความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้
การแชร์นโยบายความยืดหยุ่นผ่าน AWS Organizations ขณะนี้ Resilience Hub รองรับการแชร์นโยบายความยืดหยุ่นผ่าน AWS Organizations ซึ่งช่วยให้ทีมส่วนกลางสามารถสร้างและจัดการนโยบายที่นำไปใช้กับหลายบัญชีได้ ความสามารถนี้ช่วยให้มีข้อมูลการสังเกตทั่วทั้งองค์กรว่าบริการใดกำลังใช้นโยบายแต่ละรายการ ทำให้ติดตามตรวจสอบการนำไปใช้และสร้างความมั่นใจว่าองค์กรมีสถานะความยืดหยุ่นที่สอดคล้องกันได้ง่ายขึ้น
ในการเริ่มต้นใช้งาน โปรดไปที่คอนโซล AWS ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้าผลิตภัณฑ์หรือไปที่เอกสารประกอบ
AWS Resilience Hub รุ่นถัดไปพร้อมใช้งานใน AWS Region ต่อไปนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก (เวอร์จิเนียฝั่งเหนือ), สหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก (โอไฮโอ), สหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก (ออริกอน), แคนาดา (ภาคกลาง), ยุโรป (ไอร์แลนด์), ยุโรป (ลอนดอน), ยุโรป (แฟรงก์เฟิร์ต), ยุโรป (ปารีส), ยุโรป (สตอกโฮล์ม), เอเชียแปซิฟิก (มุมไบ), เอเชียแปซิฟิก (สิงคโปร์), เอเชียแปซิฟิก (ซิดนีย์), เอเชียแปซิฟิก (โตเกียว), เอเชียแปซิฟิก (โซล) และอเมริกาใต้ (เซาเปาลู)