JavaScript คืออะไร

JavaScript เป็นภาษาโปรแกรมที่นักพัฒนาใช้ในการสร้างหน้าเว็บแบบอินเทอร์แอคทีฟ ตั้งแต่การรีเฟรชฟีดสื่อโซเชียลไปจนถึงการแสดงภาพเคลื่อนไหวและแผนที่แบบอินเทอร์แอคทีฟ ฟังก์ชันของ JavaScript สามารถปรับปรุงประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการใช้งานเว็บไซต์ และในฐานะที่เป็นภาษาในการเขียนสคริปต์ฝั่งไคลเอ็นต์ จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ World Wide Web ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณท่องเว็บแล้วเห็นภาพสไลด์ เมนูดร็อปดาวน์แบบคลิกให้แสดงผล หรือสีองค์ประกอบที่เปลี่ยนแบบไดนามิกบนหน้าเว็บ นั่นคือคุณเห็นเอฟเฟกต์ของ JavaScript

JavaScript นำไปใช้ทำอะไร

แต่ก่อนเว็บเพจเป็นแบบคงที่คล้ายกับหน้าหนังสือ โดยหลักแล้วหน้าเพจคงที่แสดงข้อมูลในเค้าโครงที่ตายตัว และไม่ได้ทำทุกอย่างที่ตอนนี้เราคาดหวังจากเว็บไซต์สมัยใหม่ JavaScript เกิดขึ้นในฐานะเทคโนโลยีฝั่งเบราว์เซอร์เพื่อทำให้เว็บแอปพลิเคชันมีความเป็นไดนามิกมากขึ้น เมื่อใช้ JavaScript เบราว์เซอร์จะสามารถตอบสนองต่อการโต้ตอบของผู้ใช้และเปลี่ยนแปลงเค้าโครงเนื้อหาบนเว็บเพจได้

เมื่อภาษาผ่านการพัฒนาอย่างเต็มที่ นักพัฒนา JavaScript ก็สร้างไลบรารี เฟรมเวิร์ก และแนวทางปฏิบัติในการเขียนโปรแกรม แล้วเริ่มนำ JavaScript ไปใช้นอกเว็บเบราว์เซอร์ วันนี้ คุณสามารถใช้ JavaScript สำหรับทั่งการพัฒนาฝั่งไคลเอ็นต์และฝั่งเซิร์ฟเวอร์ เราให้ตัวอย่างกรณีการใช้พบที่พบบ่อยบางส่วนในหัวข้อย่อยต่อไปนี้:

การอัปเดตเนื้อหาแบบไดนามิก

คุณสามารถใช้ฟังก์ชันของ JavaScript ในการสร้างคุณสมบัติแบบอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้เว็บไซต์ของคุณสามารถอัปเดตเนื้อหาเว็บไซต์ได้แบบไดนามิก ตัวอย่างบางส่วนของคุณสมบัติแบบอินเตอร์แอคทีฟเหล่านี้:

·   แสดงหรือซ่อนข้อมูลด้วยการคลิกปุ่มเดียว

·   สอบทวนข้อมูลในแบบฟอร์มที่ป้อนโดยผู้ใช้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมล

·   เปลี่ยนสีของปุ่มบนเว็บเพจเมื่อเมาส์ลากผ่าน

·   สร้างโฆษณาป็อปอัพ

·   ซูมเข้าหรือออกจากภาพ

·   เล่นเสียงและวิดีโอบนเว็บเพจ

การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและแอปพลิเคชันมือถือ

JavaScript มีชุดไลบรารีโค้ดในตัว เรียกว่าเฟรมเวิร์ก JavaScript สำหรับการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและแอปพลิเคชันมือถือ นักพัฒนาสามารถใช้เฟรมเวิร์กโอเพ่นซอร์สหรือที่ไม่มีค่าใช้จ่ายมากมายในการสร้างแอปพลิเคชันที่เป็นอิสระกับแพลตฟอร์ม ซึ่งเมื่อสร้างขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วก็สามารถทำงานได้บนทุกอุปกรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น โค้ด JavaScript ยังใช้พื้นที่น้อยและมีการประมวลผลน้อยกว่า นักพัฒนาจึงสามารถใช้ JavaScript เพื่อสร้างแอปพลิเคชันมือถือได้อย่างง่ายดาย

การพัฒนาแอปพลิเคชันฝั่งเซิร์ฟเวอร์

นักพัฒนาใช้ JavaScript เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบ็คเอนด์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับแอปพลิเคชันสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ไลบรารี JavaScript ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ทำให้แอปพลิเคชันการสตรีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีการสนับสนุนในตัวสำหรับการสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์ ในทำนองเดียวกัน การทำงานร่วมกันทางออนไลน์ เช่น การแก้ไขบนเอกสารที่แชร์ ซึ่งต้องใช้อินพุตและเอาต์พุตมาก จะทำงานได้ดีกว่าเมื่อเขียนเครื่องมือด้วย JavaScript

การพัฒนาเกม

JavaScript เป็นภาษาโปรแกรมที่นักพัฒนาสามารถนำมาใช้สร้างเกมสำหรับเบราว์เซอร์ได้โดยสะดวก ไลบรารีโค้ด JavaScript บางอย่างให้นักพัฒนาสามารถสร้างเกมที่ทำงานได้ จากนั้นจึงส่งออกและกระจายเกมในเชิงโครงสร้างไปยังแพลตฟอร์มเว็บและแพลตฟอร์มการเล่นเกมบนมือถืออื่น ๆ นอกจากนี้ นักพัฒนายังมีการสนับสนุนการแสดงผลภาพที่ประกอบด้วยภาพและกราฟิกเคลื่อนไหว 2D และ 3D ที่ซับซ้อน

JavaScript ทำงานอย่างไร

ภาษาโปรแกรมทั้งหมดทำงานด้วยการแปลไวยากรณ์ที่คล้ายภาษาอังกฤษเป็นโค้ดสำหรับเครื่อง จากนั้นระบบปฏิบัติการจะเรียกใช้โค้ดนั้น JavaScript ได้รับการจัดประเภทอย่างกว้าง ๆ ว่าเป็นภาษาเขียนสคริปต์ หรือภาษาที่แปลผลแล้ว โค้ด JavaScript ได้รับการแปลผล—นั่นคือ แปลโดยตรงเป็นโค้ดภาษาสำหรับเครื่อง ด้วยกลไกล JavaScript ในขณะที่ในภาษาโปรแกรมอื่น ๆ คอมไพเลอร์จะคอมไพล์โค้ดทั้งหมดเป็นโค้ดสำหรับเครื่องในขั้นตอนที่แยกต่างหาก ดังนั้น ภาษาเขียนสคริปต์ทั้งหมดจึงเป็นภาษาโปรแกรม แต่ไม่ใช่ว่าภาษาโปรแกรมทั้งหมดจะเป็นภาษาเขียนสคริปต์เสมอไป

กลไก JavaScript

กลไก JavaScript คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียกใช้โค้ด JavaScript กลไก JavaScript เคยเป็นเพียงตัวแปลผล แต่กลไกสมัยใหม่ทั้งหมดใช้การคอมไพล์แบบ Just-in-time หรือรันไทม์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

JavaScript ฝั่งไคลเอ็นต์

JavaScript ฝั่งไคลเอ็นต์หมายถึงวิธีที่ JavaScript ทำงานในเบราว์เซอร์ของคุณ ในกรณี กลไก JavaScript จะอยู่ภายในโค้ดเบราว์เซอร์ เว็บเบราว์เซอร์เจ้าใหญ่ ๆ ทั้งหมดจะมาพร้อมกับกลไก JavaScript ในตัว

นักพัฒนาแอปพลิเคชันเว็บจะเขียนโค้ด JavaScript ที่มีฟังก์ชันที่แตกต่างกันสัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การคลิกเมาส์ หรือการเลื่อนเมาส์ผ่าน ฟังก์ชันเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลง HTML และ CSS

ต่อไปนี้เป็นภาพรวมว่า JavaScript ฝั่งไคลเอ็นต์ทำงานอย่างไร:

1.   เบราว์เซอร์โหลดเว็บเพจเมื่อคุณเยี่ยมชมเว็บเพจ

2.   ระหว่างการโหลด เบราว์เซอร์แปลงหน้าและองค์ประกอบทั้งหมดของหน้า เช่น ปุ่ม ป้าย และกล่องดรอปดาวน์ เป็นโครงสร้างข้อมูลที่เรียกว่าโมเดลอ็อบเจกต์เอกสาร (DOM)

3.   กลไก JavaScript ของเบราว์เซอร์แปลงโค้ด JavaScript เป็นไบต์โค้ด โค้ดนี้เป็นตัวกลางระหว่างไวยากรณ์ JavaScript และเครื่อง

4.   เหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การคลิกเมาส์บนปุ่ม จะกระตุ้นให้บล็อกโค้ด JavaScript ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ จากนั้นกลไกจะแปลผลไบต์โค้ด และทำการเปลี่ยนแปลง DOM

5.   เบราว์เซอร์แสดงผล DOM ใหม่

JavaScript ฝั่งเซิร์ฟเวอร์

JavaScript ฝั่งเซิร์ฟเวอร์หมายถึงการใช้ภาษาเขียนโค้ดในลอจิกของเซิร์ฟเวอร์แบ็คเอนด์ ในกรณีนี้ กลไก JavaScript จะอยู่บนเซิร์ฟเวอร์โดยตรง ฟังก์ชัน JavaScript ฝั่งเซิร์ฟเวอร์สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล ดำเนินการทางตรรกะแบบต่าง ๆ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกกระตุ้นจากระบบปฏิบัติการของเซิร์ฟเวอร์ ข้อได้เปรียบหลักของการเขียนสคริปต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์คือคุณสามารถปรับแต่งการตอบสนองของเว็บไซต์โดยอ้างอิงตามข้อกำหนดของคุณ สิทธิ์เข้าถึงของคุณ และคำขอข้อมูลจากระบบได้เป็นอย่างมาก

ฝั่งไคลเอ็นต์เทียบกับฝั่งเซิร์ฟเวอร์

คำว่าไดนามิกอธิบาย JavaScript ทั้งฝั่งไคลเอ็นต์และฝั่งเซิร์ฟเวอร์ พฤติกรรมไดนามิกคือความสามารถที่จะอัปเดตการแสดงของเว็บเพจเพื่อสร้างเนื้อหาใหม่ตามที่จำเป็น ความแตกต่างระหว่าง JavaScript ฝั่งไคลเอ็นต์และฝั่งเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่วิธีการที่ JavaScript สร้างเนื้อหาใหม่ โค้ดฝั่งเซิร์ฟเวอร์สร้างเนื้อหาใหม่แบบไดนามิกด้วยการใช้ลอจิกของแอปพลิเคชันและปรับเปลี่ยนข้อมูลจากฐานข้อมูล ส่วน JavaScript ฝั่งไคลเอ็นต์สร้างเนื้อหาใหม่แบบไดนามิกภายในเบราว์เซอร์โดยใช้ลอจิกอินเทอร์เฟซผู้ใช้ และปรับเปลี่ยนเนื้อหาเว็บเพจที่อยู่บนไคลเอ็นต์อยู่แล้ว ความหมายมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในสองบริบทแต่ก็มีความเกี่ยวข้องกัน และทั้งสองแนวทางทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานของผู้ใช้

นอกเหนือจากการนำไปใช้ในคุณสมบัติไดนามิกแล้ว ความแตกต่างอีกประการหนึ่งระหว่างการใช้ JavaScript สองแบบคือทรัพยากรที่โค้ดสามารถเข้าถึงได้ ทางฝั่งไคลเอ็นต์ เบราว์เซอร์จะควบคุมสภาพแวดล้อมรันไทม์ของ JavaScript โค้ดจึงสามารถเข้าถึงได้เพียงทรัพยากรที่เบราว์เซอร์อนุญาตให้โค้ดเข้าถึงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น โค้ดไม่สามารถเขียนเนื้อหาลงในฮาร์ดดิสก์ของคุณได้เว้นแต่คุณจะคลิกปุ่มดาวน์โหลด ในทางกลับกัน ฟังก์ชันฝั่งเซิร์ฟเวอร์สามารถเข้าถึงทรัพยากรทั้งหมดของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้ตามที่จำเป็น

ไลบรารี JavaScript คืออะไร

ไลบรารี JavaScript คือชุดส่วนย่อยของโค้ดที่เขียนไว้ก่อนซึ่งนักพัฒนาเว็บสามารถนำมาใช้ใหม่เพื่อใช้ฟังก์ชันมาตรฐานของ JavaScript โค้ดในไลบรารี JavaScript ถูกใส่เข้าในส่วนที่เหลือของโค้ดของโปรเจกต์ โดยดำเนินการตามความจำเป็น หากคุณมองว่าโค้ดแอปพลิเคชัน JavaScript เป็นบ้าน ไลบรารี JavaScript ก็เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่นักพัฒนาสามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการทำงานของบ้าน

ต่อไปนี้เป็นการใช้งานที่พบบ่อยสำหรับไลบรารี JavaScript:

การแสดงข้อมูลเป็นภาพ

การแสดงข้อมูลเป็นภาพมีความสำคัญสำหรับผู้ใช้เพื่อดูสถิติ เป็นต้น ในแผงผู้ดูแล แดชบอร์ด และตัววัดประสิทธิภาพ

ไลบรารีต่าง ๆ เช่น Chart.js, ApexCharts และ Algolia Places มีฟังก์ชันในตัวที่คุณสามารถใช้สร้างแอปพลิเคชันเว็บที่แสดงผลข้อมูลเป็นแผนภาพและแผนที่ได้

การจัดการ DOM

คุณสามารถใช้ไลบรารี เช่น jQuery และ Umbrella JS เพื่อทำให้การพัฒนาเว็บเป็นเรื่องง่าย เพราะไลบรารีเหล่านี้มีโค้ดสำหรับฟังก์ชันมาตรฐานของเว็บไซต์ เช่น แอนิเมชันเมนู แกลเลอรีภาพ ปุ่ม ไลท์บ็อกซ์ และอีกมากมาย

แบบฟอร์ม

การพัฒนาเว็บทั้งหมดใช้แบบฟอร์มสำหรับให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ติดต่อใครสักคน สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ และลงทะเบียนเข้าร่วมอีเวนต์ ไลบรารี JavaScript บางอย่าง เช่น wForms, LiveValidation, Validanguage และ qForms ทำให้ฟังก์ชันเกี่ยวกับแบบฟอร์มง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงการสอบทวนแบบฟอร์ม เค้าโครง เงื่อนไข และการเปลี่ยนสภาพ

ฟังก์ชันคณิตศาสตร์และข้อความ

แอปพลิเคชันเว็บมากมายต้องแก้สมการทางคณิตศาสตร์และประมวลผลข้อมูลวันที่ เวลา และข้อความ แทนที่จะส่งคำขอดังกล่าวทั้งหมดไปยังเซิร์ฟเวอร์ การจัดการคำขอเหล่านี้บางส่วนบนฝั่งไคลเอ็นต์จะมีประสิทธิภาพมากกว่า นักพัฒนาเว็บทำเช่นนี้ได้ด้วยการใช้ไลบรารี JavaScript เช่น Date.js, Sylvester และ JavaScript URL Library

เฟรมเวิร์ก JavaScript คืออะไร

เช่นเดียวกับไลบรารี JavaScript เฟรมเวิร์ก JavaScript คือชุดส่วนย่อยของโค้ดที่เขียนไว้ก่อนซึ่งทำหน้าที่ต่าง ๆ และสามารถนำมาใช้ซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ไลบรารี JavaScript เป็นเครื่องมือเฉพาะทางสำหรับการใช้งานตามต้องการ เฟรมเวิร์ก JavaScript คือชุดเครื่องมือที่ครบถ้วนที่ช่วยก่อร่างและจัดระเบียบแอปพลิเคชันเว็บใด ๆ หากคุณมองว่าแอปพลิเคชัน JavaScript เป็นบ้าน เฟรมเวิร์ก JavaScript ก็เป็นเสมือนพิมพ์เขียวที่ใช้สร้างบ้าน

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางส่วนของการใช้เฟรมเวิร์ก JavaScript:

การพัฒนาแอปพลิเคชันเว็บและแอปพลิเคชันบือถือ

AngularJS คือเฟรมเวิร์กที่ทำให้การพัฒนาและทดสอบแอปพลิเคชันเว็บง่ายขึ้น เช่น แอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ แอปพลิเคชันในเวลาจริง และแอปพลิเคชันวิดีโอ React Native เป็นอีกเฟรมเวิร์กหนึ่งที่สนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือที่แสดงผลแบบเนทีฟสำหรับ iOS และ Android

การพัฒนาเว็บแบบตอบสนอง

เว็บไซต์แบบตอบสนองให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกันในทุกอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น หน้าจอมือถือและแท็บเล็ตมีขนาดเล็กกว่าหน้าจอเดสก์ท็อปและแล็ปท็อป คุณอยากให้เว็บไซต์แสดงผลและนำเสนอข้อมูลอย่างแม่นยำแม้บนหน้าจอที่เล็กกว่า โดยไม่จำเป็นต้องตัดส่วนปลายของเว็บไซต์ออก เป็นต้น เมื่อใช้เฟรมเวิร์กเช่น Bootstrap และ Ember.js นักพัฒนาสามารถได้รับประโยชน์จากการออกแบบแบบตอบสนองและปรับแต่งรูปลักษณ์และความรู้สึกของเว็บไซต์ได้ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

การพัฒนาแอปพลิเคชันฝั่งเซิร์ฟเวอร์

Node.js คือเฟรมเวิร์ก JavaScript โอเพ่นซอร์สฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่เรียกใช้โค้ด JavaScript นอกเบราว์เซอร์ นักพัฒนาใช้เฟรมเวิร์กนี้เพื่อสร้างแอปพลิเคชันฝั่งเซิร์ฟเวอร์บนเครือข่ายที่ปรับขนาดได้ รวดเร็ว และเชื่อถือได้ เฟรมเวิร์กนี้สามารถจัดการคำขอ HTTP และ Data Stream สนับสนุนระบบไฟล์ และจัดการกระบวนการแบ็คเอนด์หลายกระบวนการพร้อมกัน

HTML และ CSS คืออะไร

Hypertext Markup Language (HTML) และ Cascading Style Sheets (CSS) คือภาษาโปรแกรมอีกสองภาษาที่นักพัฒนาใช้ในการพัฒนาฟรอนต์เอนด์ HTML คือบล็อกการสร้างพื้นฐานสำหรับเว็บเพจส่วนใหญ่ ย่อหน้า ส่วน ภาพ ชื่อเรื่อง และข้อความทั้งหมดจะเขียนด้วยภาษา HTML เนื้อหาปรากฏบนเว็บไซต์ตามลำดับที่เนื้อหานั้นถูกเขียนใน HTML

CSS คือภาษาของกฎรูปแบบที่เราใช้เพื่อนำการจัดรูปแบบมาใช้กับเนื้อหา HTML ของเรา คุณสามารถใช้ CSS เพื่อออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น สีพื้นหลัง แบบอักษร คอลัมน์ และขอบได้

HTML เทียบกับ CSS เทียบกับ JavaScript

ทั้งสามภาษาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้ที่ดีให้แก่ผู้ใช้บนทุกเว็บไซต์ แม้ว่า HTML และ CSS สามารถจัดการเนื้อหาคงที่ได้เป็นหลัก แต่ก็สามารถผสานรวมกับโค้ด JavaScript ฝั่งไคลเอ็นต์เพื่ออัปเดตเนื้อหาแบบไดนามิกได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น บล็อกโค้ดสคริปต์บนหน้าเพจ HTML อาจประกอบด้วย JavaScript อยู่ภายใน จากนั้นเบราว์เซอร์สามารถประมวลผลทั้ง HTML และโค้ด JavaScript ภายในเมื่อหน้าเพจ HTML โหลดในเบราว์เซฮร์

ประโยชน์ของ JavaScript มีอะไรบ้าง

เรียนรู้และใช้งานง่าย

ไวยากรณ์ของ JavaScript ได้รับแรงบันดาลใจจากภาษาโปรแกรม Java จึงเรียนรู้และเขียนโค้ดได้ง่าย นักพัฒนาใช้ JavaScript ในเกือบทุกเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมือถือสำหรับการเขียนสคริปต์ฝั่งไคลเอ็นต์ นอกจากนี้ Node.js ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับการเขียนโค้ดแบ็คเอนด์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แพลตฟอร์มการสตรีมและวิดีโอเจ้าใหญ่ ๆ หลายเจ้าก็ได้รับการเขียนโค้ดใน Node.js

ได้รับความเป็นอิสระจากแพลตฟอร์ม

JavaScript ไม่เหมือนกับภาษาโปรแกรมอื่น ๆ ตรงที่คุณสามารถใส่ JavaScript เข้าในเว็บเพจใดก็ได้ และนำ JavaScript มาใช้กับเฟรมเวิร์กและภาษาการพัฒนาเว็บอื่น ๆ ได้อีกมากมาย เมื่อคุณเขียนขึ้นมาแล้ว คุณก็สามารถเรียกโค้ด JavaScript ได้บนทุกเครื่อง ดังนั้น JavaScript จึงทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ต้องขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม

ลดโหลดของเซิร์ฟเวอร์

คุณสามารถใช้ JavaScript เพื่อลดโหลดของเซิร์ฟเวอร์และความคับคั่งของเครือข่าย เพราะ JavaScript สามารถเรียกใช้การดำเนินการเชิงตรรกะและทำงานหลายอย่างของเซิร์ฟเวอร์ได้บนไคลเอ็นต์เอง ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณากระบวนการกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน JavaScript ตรวจสอบอย่างรวดเร็วว่าคุณได้ป้อนหมายเลข 10 หลักสำหรับช่องหมายเลขโทรศัพท์หรือไม่ หากคำขอเหล่านี้ถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ หน้าของคุณจะโหลดใหม่สำหรับทุกข้อผิดพลาด ทำให้กระบวนการลงทะเบียนช้าและน่าเบื่อมาก

ปรับปรุงอินเทอร์เฟซผู้ใช้

JavaScript สร้างเว็บไซต์ที่ดูสวยงามทและำให้การค้นหาและประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนทำได้โดยสะดวก นักพัฒนาใช้ JavaScript เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานและความสามารถในการอ่าน และเพื่อทำให้การโต้ตอบของผู้ใช้บนเว็บไซต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สนับสนุนกระบวนการทำงานพร้อมกัน

JavaScript สามารถเรียกใช้ชุดคำสั่งหลายชุดที่แตกต่างกันได้อย่างขนานกัน ที่แบ็คเอนด์ Node.js สามารถจัดการและประมวลผลการตอบสนองของเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกปรับขนาดเป็นอย่างสูงได้โดยไม่ต้องใช้แบนด์วิธในปริมาณที่เท่ากัน

JavaScript มีข้อจำกัดใดบ้าง

ภาษาโปรแกรมใช้ตัวแปรเป็นชื่อแทนค่าข้อมูลจริง ตัวอย่างเช่น ในบล็อกโค้ด นักพัฒนาสามารถเขียน x=5 และ y=x+1 เมื่อโค้ดทำงาน คอมพิวเตอร์จะเปลี่ยน x และ y เป็น 5 และ 6 ตามลำดับเพื่อดำเนินฟังก์ชันกับตัวแปรเหล่านี้ ข้อมูลอาจเป็นหลากหลายประเภท เช่น สตริงข้อความ ตัวเลข หรือวันที่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมภาษาโปรแกรมส่วนใหญ่ถึงให้คุณกำหนดประเภทตัวแปรได้ เมื่อกำหนดประเภทตัวแปรแล้ว ประเภทจะไม่เปลี่ยนแปลง คุณไม่สามารถเก็บตัวเลขไว้ในตัวแปรสตริงได้

ตัวอย่างเช่น หากคุณบอกโปรแกรมว่า x และ y เป็นตัวเลข แล้วดำเนินการ x+y คอมพิวเตอร์จะรู้ว่าจะได้รับตัวเลขสองตัวแล้วนำมาบวกกัน ในทางตรงกันข้าม หากคุณกำหนดว่า x และ y เป็นสตริง ตัวดำเนินการ + จะเชื่อมต่อสองสตริงเข้าด้วยกันเพื่อสร้างคำที่ยาวขึ้น

ภาษาที่ไม่มีการตรวจสอบประเภท

JavaScript เป็นภาษาที่ไม่มีการตรวจสอบประเภท ซึ่งหมายความว่า JavaScript จะไม่อนุญาตให้โปรแกรมเมอร์กำหนดประเภทตัวแปร ตัวแปรสามารถเก็บประเภทข้อมูลใด ๆ ได้เมื่อรันไทม์ และการดำเนินการจะสมมติประเภทตัวแปร ผลลัพธ์ยังสามารถคำนวณเป็นข้อมูลประเภทอื่นได้ ตัวอย่างเช่น การดำเนินการอาจทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นสตริง “5” แทนตัวเลข 5 ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดในการเขียนโค้ดโดยไม่ตั้งใจและบั๊กในโค้ดเนื่องจากข้อผิดพลาดเกี่ยวกับประเภท

TypeScript คืออะไร

TypeScript คือภาษาโปรแกรมที่ต่อยอดจาก JavaScript โดยการเพิ่มประเภทลงในไวยากรณ์ TypeScript เพิ่มไวยากรณ์เพิ่มเติมลงใน JavaScript เครื่องมือแก้ไขโค้ดจึงสามารถตรวจพบข้อผิดพลาดในการเขียนโค้ดได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในขณะเดียวกัน โค้ด TypeScript แปลงเป็น JavaScript และให้ประโยชน์เดียวกับ JavaScript ทั้งหมด อีกทั้งยังทำงานในแอปและร่วมกับเฟรมเวิร์กและไลบรารี JavaScript ได้อีกด้วย

JavaScript มีข้อจำกัดใดบ้าง

AWS SDK สำหรับ JavaScript คือชุดไลบรารีแบบโอเพ่นซอร์สที่ใช้งานได้ฟรี และผสานรวมเข้ากับบริการของ AWS AWS SDK สำหรับ JavaScript รองรับการพัฒนา API การกำหนดสาระสำคัญในระดับที่สูงขึ้น และแอปพลิเคชันสามประเภท:

  • JavaScript สำหรับเบราว์เซอร์
  • Node.js สำหรับเซิร์ฟเวอร์
  • React Native สำหรับการพัฒนาบนมือถือ

AWS SDK สำหรับ JavaScript ถูกเขียนในภาษา Typescript ทั้งหมดแล้วคอมไพล์เป็น JavaScript ดังนั้น คุณจึงได้รับประโยชน์ทั้งหมดของ TypeScript โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้แบบย้อนหลัง

คุณสามารถเริ่มต้นใช้งาน AWS SDK สำหรับ Java ได้ด้วยการอ่านตัวอย่างโค้ดและคู่มือโยกย้ายหรือติดตั้งโดยตรงจาก GitHub

AWS Amplify สำหรับ JavaScript คืออะไร

AWS Amplify คือชุดเครื่องมือและคุณสมบัติที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์เฉพาะที่ทำให้นักพัฒนาเว็บและมือถือฟรอนต์เอนด์สามารถสร้างแอปพลิเคชันสแต็กเต็มรูปแบบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วบน AWS ไลบรารีไคลเอ็นต์แบบโอเพ่นซอร์สของ Amplify ให้อินเทอร์เฟซที่มุ่งเน้นที่กรณีการใช้งานและใช้งานง่ายในหลากหลายหมวดหมู่การดำเนินการที่ใช้ระบบคลาวด์ ไลบรารี Amplify JavaScript ได้รับการรองรับในเฟรมเวิร์กเว็บและมือถือต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง React, React Native, Angular, Ionic และ Vue.js. คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการดูคู่มือเริ่มต้นใช้งานสำหรับ Amplify JavaScript

ขั้นตอนถัดไปของ JavaScript กับ AWS

Standard Product Icons (Features) Squid Ink
ดูแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS Support สำหรับ JavaScript 
Sign up for a free account
ลงชื่อสมัครใช้บัญชีฟรี

รับสิทธิ์การเข้าถึง AWS Free Tier ได้ทันที

สร้างบัญชีฟรี 
Standard Product Icons (Start Building) Squid Ink
เริ่มต้นสร้างในคอนโซล

เริ่มต้นสร้างด้วย JavaScript ในคอนโซลการจัดการของ AWS

ลงชื่อเข้าใช้