Amazon S3 Glacier

ถาม: เหตุใดตอนนี้ Amazon Glacier จึงมีชื่อว่า Amazon S3 Glacier

เป็นเวลานานมาแล้วที่ลูกค้านึกถึง Amazon Glacier ซึ่งเป็นบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองและการจัดเก็บแบบถาวรของเราในฐานะคลาสพื้นที่จัดเก็บของ Amazon S3 แต่ที่จริงแล้ว ปัจจุบันข้อมูลเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จัดเก็บอยู่ใน Amazon Glacier มาจากลูกค้าที่ใช้นโยบายรอบการใช้งาน S3 โดยตรงเพื่อย้ายข้อมูลที่ใช้งานน้อยกว่ามายัง Amazon Glacier ตอนนี้ Amazon Glacier เป็นส่วนหนึ่งของ S3 อย่างเป็นทางการแล้วและจะมีชื่อว่า Amazon S3 Glacier (S3 Glacier) API โดยตรงของ Glacier ที่มีอยู่ทั้งหมดจะยังคงทำงานเหมือนเดิม แต่ตอนนี้เราได้ทำให้ S3 API ใช้งานง่ายยิ่งขึ้นไปอีกในการจัดเก็บข้อมูลในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier

ถาม: Amazon S3 สามารถจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรเพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บใช่หรือไม่

ใช่ Amazon S3 ช่วยให้คุณสามารถใช้บริการพื้นที่จัดเก็บต้นทุนต่ำสำหรับการเก็บข้อมูลแบบถาวรของ Amazon S3 Glacier Amazon S3 Glacier จัดเก็บข้อมูลโดยคิดค่าบริการเพียง 0.004 USD ต่อกิกะไบต์ต่อเดือน เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ยังเหมาะสำหรับความต้องการที่หลากหลายในการเรียกดูข้อมูล Amazon S3 Glacier จึงมีตัวเลือกให้สามตัวเลือกในการเข้าถึงคลังข้อมูล ตั้งแต่ใช้ระยะเวลาไม่กี่นาทีจนถึงหลายชั่วโมง กรณีตัวอย่างบางกรณีในการใช้คลังข้อมูล ได้แก่ คลังข้อมูลสื่อดิจิทัล บันทึกทางการเงินและการดูแลสุขภาพ ข้อมูลดิบเกี่ยวกับลำดับพันธุกรรม การสำรองฐานข้อมูลในระยะยาว และข้อมูลที่ต้องมีการจัดเก็บเพื่อการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ

ถาม: ฉันจะสามารถจัดเก็บข้อมูลโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier ได้อย่างไร

หากคุณมีพื้นที่จัดเก็บที่ต้องเก็บถาวรทันทีโดยไม่รอช้า หรือหากคุณตัดสินใจทางธุรกิจด้วยตนเองเกี่ยวกับกำหนดเวลาการย้ายอ็อบเจ็กต์ไปยัง S3 Glacier ที่ไม่สามารถระบุผ่านทางนโยบายรอบการใช้งาน Amazon S3 ได้ S3 PUT to Glacier จะช่วยให้คุณสามารถใช้ S3 API เพื่ออัปโหลดไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ในแบบทีละอ็อบเจ็กต์ โดยจะไม่มีการหน่วงเวลาการย้ายและคุณควบคุมการกำหนดเวลาได้ ซึ่งยังเป็นตัวเลือกที่ดีในกรณีที่คุณต้องการให้แอปพลิเคชันของคุณทำการตัดสินใจเกี่ยวกับคลาสพื้นที่จัดเก็บโดยไม่ต้องตั้งค่านโยบายระดับบัคเก็ต

คุณสามารถใช้กฎรอบการใช้งานเพื่อจัดเก็บชุดอ็อบเจ็กต์ของ Amazon S3 แบบถาวรไปยัง S3 Glacier ได้ตามอายุของอ็อบเจ็กต์ ใช้ Amazon S3 Management Console, AWS SDK หรือ Amazon S3 API เพื่อกำหนดกฎในการจัดเก็บแบบถาวร กฎต่างๆ จะระบุคำนำหน้าและระยะเวลา คำนำหน้า (เช่น “logs/”) จะระบุออบเจ็กต์ซึ่งเป็นไปตามกฎ ระยะเวลาจะระบุจำนวนวันตั้งแต่วันที่สร้างอ็อบเจ็กต์ (เช่น 180 วัน) หรือวันที่ระบุซึ่งควรจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรหลังจากนั้น สำหรับอ็อบเจ็กต์ S3 มาตรฐาน, S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย ใดๆ ที่มีชื่อเริ่มต้นด้วยคำนำหน้าที่ระบุและที่มีอายุเกินระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับการจัดเก็บแบบถาวรใน S3 Glacier เพื่อเรียกดูข้อมูล Amazon S3 ที่จัดเก็บใน S3 Glacier ให้เริ่มงานการเรียกดูข้อมูลผ่าน Amazon S3 API หรือ Management Console เมื่อเสร็จงานการเรียกใช้ข้อมูล คุณจะเข้าถึงข้อมูลได้โดยผ่านคำขออ็อบเจ็กต์ Amazon S3 GET

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎรอบการใช้งานสำหรับการจัดเก็บแบบถาวรไปยัง S3 Glacier โปรดดูหัวข้อการจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถใช้ Amazon S3 API หรือ Management Console เพื่อแจกแจงรายการอ็อบเจ็กต์ที่ฉันจัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S3 Glacier ได้ใช่หรือไม่

ใช่ เช่นเดียวกับคลาสพื้นที่จัดเก็บอื่นๆ ของ Amazon S3 (S3 มาตรฐาน, S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย และ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย) อ็อบเจ็กต์ S3 Glacier ที่จัดเก็บโดยใช้ API หรือ Management Console ของ Amazon S3 จะมีชื่อผู้ใช้กำหนดเองเชื่อมโยงกัน คุณสามารถเรียกรายชื่ออ็อบเจ็กต์ Amazon S3 ทั้งหมดของคุณได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier โดยใช้ S3 LIST API หรือรายงาน S3 Inventory

ถาม: ฉันสามารถใช้ API โดยตรงของ Amazon Glacier เพื่อเข้าถึงอ็อบเจ็กต์ที่ฉันจัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S3 Glacier ได้หรือไม่

เนื่องจาก Amazon S3 ดูแลการแมประหว่างชื่ออ็อบเจ็กต์ที่ผู้ใช้ระบุกับตัวระบุของ Amazon S3 Glacier ที่ระบบกำหนด อ็อบเจ็กต์ของ Amazon S3 ที่จัดเก็บโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier จึงสามารถเข้าถึงได้ผ่าน Amazon S3 API หรือ Amazon S3 Management Console เท่านั้น

ถาม: ฉันจะสามารถเรียกดูอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรไว้ใน Amazon S3 Glacier ได้อย่างไร และจะได้รับแจ้งเมื่อมีการคืนค่าอ็อบเจ็กต์หรือไม่

วิธีเรียกดูข้อมูล Amazon S3 ที่จัดเก็บในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ให้เริ่มคำขอเรียกดูข้อมูลผ่าน Amazon S3 API หรือ Amazon S3 Management Console คำขอดึงข้อมูลจะสร้างสำเนาข้อมูลชั่วคราวในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 RRS หรือ S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย โดยทิ้งข้อมูลที่เก็บถาวรไว้ตามเดิมใน S3 Glacier คุณสามารถระบุระยะเวลาเป็นจำนวนวันที่ต้องการให้จัดเก็บสำเนาชั่วคราวไว้ใน S3 ได้ จากนั้น คุณสามารถเข้าถึงสำเนาชั่วคราวจาก S3 ผ่านคำขอ Amazon S3 GET สำหรับอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรได้

การแจ้งเตือนการคืนค่าจะช่วยให้คุณได้รับแจ้งด้วยการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ S3 เมื่ออ็อบเจ็กต์ได้รับการคืนค่าจาก S3 Glacier สำเร็จและมีสำเนาชั่วคราวพร้อมใช้งานสำหรับคุณ เจ้าของบัคเก็ต (หรือบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตโดยนโยบาย IAM) สามารถจัดการการแจ้งเตือนที่จะออกไปสู่ Amazon Simple Queue Service (SQS) หรือ Amazon Simple Notification Service (SNS) ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งการแจ้งเตือนไปยัง AWS Lambda สำหรับการประมวลผลโดยฟังก์ชัน Lambda อีกด้วย

ถาม: การคืนค่าอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรใน S3 Glacier ใช้เวลาเท่าใดและฉันสามารถอัปเกรดคำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีความเร็วการคืนค่าที่เร็วขึ้นได้หรือไม่

เมื่อประมวลงานการเรียกดู ก่อนอื่น Amazon S3 จะเรียกดูข้อมูลที่ขอจาก S3 Glacier จากนั้นจะสร้างสำเนาชั่วคราวของข้อมูลที่ขอใน S3 (ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่กี่นาที) เวลาในการเข้าถึงคำขอของคุณจะขึ้นอยู่กับตัวเลือกในการเรียกดูที่คุณเลือก ได้แก่ การเรียกดูข้อมูลแบบเร่งด่วน แบบมาตรฐาน และแบบจำนวนมาก สำหรับออบเจ็กต์ทั้งหมด ยกเว้นออบเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุด (250MB+) การเข้าถึงข้อมูลโดยการใช้การเรียกดูข้อมูลแบบเร่งด่วน มักจะใช้เวลา 1-5 นาที ออบเจ็กต์ที่มีการเรียกดูโดยใช้การเรียกดูข้อมูลแบบมาตรฐาน มักจะเสร็จสิ้นภายใน 3-5 ชั่วโมง การเรียกดูข้อมูลจำนวนมาก มักจะเสร็จสิ้นภายใน 5-12 ชั่วโมง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลือกการเรียกดูข้อมูล S3 Glacier โปรดดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ S3 Glacier

การอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 เป็นการลบล้างการคืนค่าที่อยู่ระหว่างดำเนินการไปยังระดับการคืนค่าที่เร็วขึ้นในกรณีที่การเข้าถึงข้อมูลเปลี่ยนเป็นเร่งด่วน  คุณสามาถใช้การอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 โดยออกคำขอการคืนค่าอีกรายการสำหรับอ็อบเจ็กต์เดียวกันด้วยพารามิเตอร์งาน “ระดับ” ใหม่ เมื่อออกการอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 คุณต้องเลือกความเร็วการคืนค่าที่เร็วกว่าการคืนค่าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ พารามิเตอร์อื่นๆ เช่น เวลาหมดอายุของอ็อบเจ็กต์ จะไม่เปลี่ยนแปลง คุณสามารถอัปเดตเวลาหมดอายุของอ็อบเจ็กต์ได้หลังจากคืนค่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว คุณต้องชำระเงินสำหรับแต่ละคำขอการคืนค่าและค่าการเรียกข้อมูลต่อ GB สำหรับระดับการคืนค่าที่เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณออกการคืนค่าระดับ “จำนวนมาก” แล้วออกคำขอการอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 ในระดับ “เร่งด่วน” เพื่อลบล้างการคืนค่าระดับ “จำนวนมาก” ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ระบบจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับคำขอสองรายการและค่าการเรียกข้อมูลต่อ GB สำหรับระดับ “เร่งด่วน”

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในการจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรใน Amazon S3 Glacier

ราคาของคลาสพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier จะขึ้นอยู่กับความจุพื้นที่จัดเก็บรายเดือนและจำนวนคำขอเปลี่ยนรอบการใช้งานไปใช้ Amazon S3 Glacier อ็อบเจ็กต์ที่ถูกจัดเก็บถาวรที่ Amazon S3 Glacier มีระยะเวลาจัดเก็บขั้นต่ำที่ 90 วัน และอ็อบเจ็กต์ที่ถูกลบก่อน 90 วันจะคิดค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนซึ่งเท่ากับค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดเก็บสำหรับจำนวนวันที่เหลืออยู่ โปรดดูหน้าราคาของ Amazon S3 สำหรับราคาปัจจุบัน

ถาม: มีการคำนวณค่าพื้นที่จัดเก็บของฉันอย่างไรสำหรับอ็อบเจ็กต์ Amazon S3 ที่จัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S3 Glacier

ปริมาณพื้นที่จัดเก็บที่มีการเรียกเก็บค่าบริการในหนึ่งเดือนเป็นไปตามพื้นที่จัดเก็บเฉลี่ยที่ใช้ตลอดเดือนนั้น โดยมีการวัดเป็นหน่วยกิกะไบต์-เดือน (GB-เดือน) Amazon S3 คำนวณขนาดอ็อบเจ็กต์เป็นปริมาณข้อมูลที่คุณจัดเก็บ บวกกับข้อมูล Amazon S3 Glacier เพิ่มเติมอีก 32 KB บวกกับข้อมูลคลาสพื้นที่จัดเก็บแบบมาตรฐาน S3 เพิ่มเติมอีก 8 KB Amazon S3 Glacier ต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม 32 KB ต่ออ็อบเจ็กต์สำหรับดัชนีและข้อมูลเมตาของ Glacier เพื่อให้คุณสามารถระบุและเรียกดูข้อมูลของคุณได้ Amazon S3 ต้องการพื้นที่ 8 KB เพื่อจัดเก็บและรักษาชื่อที่ผู้ใช้ระบุและข้อมูลเมตาของอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S# Glacier วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณสามารถเรียกดูรายการอ็อบเจ็กต์ Amazon S3 ทั้งหมดของคุณได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier โดยใช้ Amazon S3 LIST API หรือรายงาน S3 Inventory ยกตัวอย่างเช่น หากคุณได้จัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวร 100,000 รายการ ซึ่งแต่ละอ็อบเจ็กต์มีขนาด 1 GB พื้นที่จัดเก็บที่มีการเรียกเก็บค่าบริการของคุณจะเท่ากับ

1.000032 กิกะไบต์ต่ออ็อบเจ็กต์ x 100,000 อ็อบเจ็กต์ = 100,003.2 กิกะไบต์ของพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier
0.000008 กิกะไบต์ต่ออ็อบเจ็กต์ x 100,000 อ็อบเจ็กต์ = 0.8 กิกะไบต์ของพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน Amazon S3

ค่าธรรมเนียมจะคำนวณจากอัตราค่าบริการปัจจุบันสำหรับภูมิภาค AWS ของคุณในหน้าราคา Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถเรียกข้อมูลจาก Amazon S3 Glacier ฟรีได้จำนวนเท่าใด

คุณสามารถเรียกข้อมูล Amazon S3 Glacier ได้ 10 GB ต่อเดือนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย AWS Free Tier สามารถใช้บริการแบบ Free Tier เมื่อใดก็ได้ในช่วงเดือนนั้นๆ และใช้ได้กับการเรียกดูข้อมูลแบบ Amazon S3 Glacier Standard

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการลบอ็อบเจ็กต์ออกจาก Amazon S3 Glacier ซึ่งมีอายุน้อยกว่า 90 วันอย่างไร

Amazon S3 Glacier ได้รับการออกแบบมาเพื่อกรณีใช้งานที่มีการจัดเก็บข้อมูลเป็นเวลาหลายเดือน หลายปี และหลายสิบปี ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลบข้อมูลที่มีการจัดเก็บแบบถาวรใน Amazon S3 Glacier หากอ็อบเจ็กต์ที่ลบนั้นได้รับการจัดเก็บแบบถาวรไว้ใน Amazon S3 Glacier เป็นเวลา 90 วันหรือมากกว่า หากมีการลบหรือเขียนทับอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรไว้ใน Amazon S3 Glacier ภายใน 90 วันที่จัดเก็บแบบถาวร จะมีค่าธรรมเนียมการลบข้อมูลก่อนกำหนด ค่าธรรมเนียมนี้คิดตามสัดส่วน หากคุณลบข้อมูล 1 GB 30 วันหลังจากการอัปโหลดข้อมูล จะมีการคิดค่าธรรมเนียมการลบข้อมูลออกจากพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier ก่อนกำหนดเป็นเวลา 60 วัน หากคุณลบข้อมูล 1 GB หลังจาก 60 วัน จะมีการคิดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier เป็นเวลา 30 วัน

ถาม: การเรียกดูข้อมูลจาก Amazon S3 Glacier มีค่าใช้จ่ายเท่าใด

การคืนค่าข้อมูลจาก Amazon S3 Glacier มีสามวิธี คือ การเรียกดูข้อมูลแบบเร่งรัด แบบมาตรฐาน และแบบปริมาณมาก ซึ่งแต่ละวิธีมีค่าธรรมเนียมในการเรียกดูข้อมูลต่อ GB และค่าธรรมเนียมการขอต่อการจัดเก็บแบบถาวรที่ต่างกัน (กล่าวคือ การขอรายการจัดเก็บแบบถาวรหนึ่งรายการนับเป็นหนึ่งคำขอ) สำหรับราคา S3 Glacier โดยละเอียดตามภูมิภาค AWS โปรดไปที่หน้าราคา Amazon S3 Glacier

สืบค้นในตัว

ถาม: ฟังก์ชัน "สืบค้นในตัว" คืออะไร

Amazon S3 อนุญาตให้ลูกค้าเรียกใช้สืบค้นที่มีความซับซ้อนกับข้อมูลที่จัดเก็บไว้โดยไม่ต้องย้ายไปยังแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ที่แยกต่างหาก ความสามารถในการทำสืบค้นของข้อมูลนี้ในตัวบน Amazon S3 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยยะและลดค่าใช้จ่ายสำหรับโซลูชันการวิเคราะห์ที่ใช้ S3 เป็น Data Lake S3 มีตัวเลือกสืบค้นในตัวมากมาย ได้แก่ S3 Select, Amazon Athena และ Amazon Redshift Spectrum ซึ่งให้คุณได้เลือกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะกับการใช้งานของคุณที่สุด คุณยังสามารถใช้ Amazon S3 Select พร้อมกับ AWS Lambda เพื่อสร้างแอปไร้เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถในการประมวลผลในตัวของ S3 Select ได้อีกด้วย

ถาม: S3 Select คืออะไร

S3 Select เป็นคุณสมบัติของ Amazon S3 ซึ่งทำให้การเรียกดูข้อมูลจำเพาะจากเนื้อหาของอ็อบเจ็กต์ที่ใช้นิพจน์ SQL แบบธรรมดาเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องเรียกดูอ็อบเจ็กต์ทั้งหมด คุณสามารถใช้ S3 Select เพื่อกู้คืนชุดย่อยของข้อมูลที่ใช้เงื่อนไข SQL เช่น SELECT และ WHERE จากอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บในรูปแบบ CSV, JSON หรือ Apache Parquet นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับอ็อบเจ็กต์ที่บีบอัดด้วย GZIP หรือ BZIP2 (สำหรับอ็อบเจ็กต์ CSV และ JSON เท่านั้น) และอ็อบเจ็กต์ที่เข้ารหัสจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์

ถาม: S3 Select ทำอะไรได้บ้าง

คุณสามารถใช้ S3 Select กู้คืนชุดข้อมูลเป้าหมายขนาดเล็กจากออบเจ็กต์ที่ใช้ข้อความสั่ง SQL แบบธรรมดา คุณสามารถใช้ S3 Select พร้อมกับ AWS Lambda เพื่อสร้างแอปพลิเคชันไร้เซิร์ฟเวอร์ซึ่งใช้ S3 Select เพื่อกู้คืนข้อมูลจาก Amazon S3 ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ แทนการกู้คืนและประมวลผลออบเจ็กต์ทั้งหมด คุณยังสามารถใช้ S3 Select พร้อมกับเฟรมเวิร์กของ Big Data เช่น Presto, Apache Hive และ Apache Spark เพื่อสแกนและกรองข้อมูลใน Amazon S3

ถาม:  ทำไมจึงควรใช้ S3 Select

S3 Select มอบวิธีใหม่ในการกู้คืนข้อมูลจำเพาะโดยใช้ข้อความสั่ง SQL จากเนื้อหาของออบเจ็กต์ที่จัดเก็บไว้ใน Amazon S3 โดยไม่ต้องกู้คืนออบเจ็กต์ทั้งหมด S3 Select ช่วยลดความซับซ้อนและพัฒนาประสิทธิภาพในการสแกนและกรองเนื้อหาของออบเจ็กต์ด้วยการทำให้ออบเจ็กต์เล็กลงและเป็นชุดข้อมูลตามเป้าได้สูงสุด 400% ด้วย S3 Select คุณยังสามารถทำการสืบค้นเชิงปฏิบัติการกับไฟล์บันทึกใน Amazon S3 โดยไม่ต้องใช้งานหรือจัดการคลัสเตอร์ที่ประมวลผล

ถาม:  Amazon Athena คืออะไร

Amazon Athena เป็นบริการการสืบค้นแบบโต้ตอบที่ช่วยให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูลใน Amazon S3 โดยใช้สืบค้น SQL มาตรฐาน Athena ไม่ใช้เซิร์ฟเวอร์ ดังนั้นจึงไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตั้งค่าหรือจัดการ คุณสามารถเริ่มการวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที คุณไม่จำเป็นต้องโหลดข้อมูลไปยัง Athena เพราะ Athena จะทำงานโดยตรงกับข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 ทั้งหมด หากต้องการเริ่มต้นใช้งาน เพียงลงชื่อเข้าใช้ Athena Management Console ระบุแบบแผนและเริ่มการสืบค้น Amazon Athena ใช้ Presto ที่รองรับ SQL แบบมาตรฐานอย่างสมบูรณ์และทำงานร่วมกับรูปแบบข้อมูลมาตรฐานหลายประเภท ได้แก่ CSV, JSON, ORC, Apache Parquet และ Avro ในขณะที่ Athena เหมาะสำหรับการสืบค้นแบบเฉพาะกิจที่รวดเร็วและรวมเข้ากับ Amazon QuickSight เพื่อการจัดรูปแบบการแสดงข้อมูลที่ง่ายขึ้น ใอีกทั้งยังสามารถจัดการการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เช่น การเชื่อมขนาดใหญ่ ฟังก์ชันหน้าต่าง และแถวลำดับ

ถาม:  Amazon Redshift Spectrum คืออะไร

Amazon Redshift Spectrum เป็นคุณสมบัติของ Amazon Redshift ที่ให้คุณสามารถใช้สืบค้นกับข้อมูลไร้โครงสร้างที่มากถึงเอกซะไบต์ใน Amazon S3 โดยไม่ต้องมีการโหลดหรือ ETL เมื่อสร้างการสืบค้น ระบบจะส่งสืบค้นนั้นไปยังตำแหน่งข้อมูลของ Amazon Redshift SQL ซึ่งสร้างและปรับแผนการสืบค้นให้ดีขึ้น Amazon Redshift จะระบุว่าข้อมูลใดอยู่ในเครื่องและข้อมูลใดอยู่ใน Amazon S3 สร้างแผนในการลดจำนวนข้อมูลของ Amazon S3 ที่ต้องอ่านให้น้อยที่สุด ส่งคำขอโปรแกรมทำงานของ Redshift Spectrum จากแหล่งทรัพยากรร่วมเพื่ออ่านและประมวลผลข้อมูลจาก Amazon S3

Redshift Spectrum จะใช้สแตนซ์เพิ่มขึ้นถึงหลักพันหากจำเป็น ดังนั้นสืบค้นจะทำงานได้รวดเร็วไม่ว่าข้อมูลจะมีขนาดเท่าใด และคุณสามารถนำ SQL เดียวกันกับที่ใช้สำหรับสืบค้น Amazon Redshift ในปัจจุบัน ไปใช้กับข้อมูล Amazon S3 และเชื่อมต่อตำแหน่งข้อมูล Amazon Redshift เดียวกันโดยใช้เครื่องมือ BI เดิมได้ Redshift Spectrum ช่วยให้คุณสามารถแยกพื้นที่จัดเก็บและประมวลผล โดยคุณสามารถปรับขนาดได้อย่างอิสระ คุณสามารถตั้งค่า Amazon Redshift ได้หลายคลัสเตอร์ตามที่คุณต้องการ เพื่อสืบค้น Data Lake ของ Amazon S3 โดยมีความพร้อมใช้งานสูงและใช้งานพร้อมกันได้อย่างไม่จำกัด Redshift Spectrum ให้คุณมีอิสระในการจัดเก็บข้อมูลในที่ที่คุณต้องการ ในรูปแบบที่คุณต้องการ และพร้อมประมวลผลข้อมูลเมื่อคุณต้องการ

การแจ้งเตือนเหตุการณ์

ถาม: การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 คืออะไร

การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 สามารถส่งเพื่อตอบกลับการดำเนินการใน Amazon S3 อย่างเช่น PUT, POST, COPY หรือ DELETE ได้ โดยสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านทั้ง Amazon SNS, Amazon SQS หรือส่งข้อความแจ้งเตือนโดยตรงไปยัง AWS Lambdaได้

ถาม:ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างกับการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3

การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ S3 ช่วยให้คุณสามารถรันลำดับงาน ส่งการเตือน หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อตอบกลับการเปลี่ยนแปลงในออบเจ็กต์ของคุณที่จัดเก็บอยู่ใน Amazon S3 ได้ คุณสามารถใช้การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ S3 เพื่อตั้งค่าสัญญาณกระตุ้นให้ดำเนินการ รวมถึงแปลงรหัสไฟล์สื่อเมื่อมีการอัปโหลด ประมวลผลไฟล์ข้อมูลเมื่อมีไฟล์พร้อม และซิงโครไนซ์ออบเจ็กต์ S3 ที่มีข้อมูลอื่นๆ จัดเก็บอยู่ คุณยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ตามคำนำหน้าและคำลงท้ายชื่อออบเจ็กต์ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถเลือกที่จะรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับชื่อออบเจ็กต์ที่ขึ้นต้นด้วย “images/.” ได้

ถาม: การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 มีข้อมูลอะไรบ้าง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่รวมอยู่ในข้อความแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 โปรดดูหัวข้อการกำหนดค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 ในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: ฉันจะตั้งค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 ได้อย่างไร

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการตั้งค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ โปรดดูหัวข้อการกำหนดค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 ในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3 คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการส่งข้อความ AWS ได้ในเอกสารประกอบ Amazon SNS และเอกสารประกอบ Amazon SQS

ถาม: การใช้การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 มีค่าใช้จ่ายเท่าใด

ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 คุณชำระค่าบริการเฉพาะการใช้งาน Amazon SNS หรือ Amazon SQS เพื่อส่งการแจ้งเตือนเหตุการณ์ หรือสำหรับการรันฟังก์ชัน AWS Lambda เท่านั้น ไปที่หน้าราคาของ Amazon SNS, Amazon SQS หรือ AWS Lambda เพื่อดูรายละเอียดราคาสำหรับบริการเหล่านี้

Amazon S3 Transfer Acceleration

ถาม: S3 Transfer Acceleration คืออะไร

Amazon S3 Transfer Acceleration ช่วยให้สามารถโอนไฟล์ผ่านระยะทางไกลระหว่างไคลเอ็นต์กับบัคเก็ต Amazon S3 ของคุณได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และปลอดภัย S3 Transfer Acceleration ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตำแหน่ง Edge ของ AWS กระจายอยู่ทั่วโลกของ Amazon CloudFront เมื่อข้อมูลมาถึงตำแหน่ง Edge ของ AWS จะมีการส่งข้อมูลไปยังบัคเก็ต Amazon S3 ของคุณผ่านพาธเครือข่ายที่เหมาะสมที่สุด

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน S3 Transfer Acceleration ได้อย่างไร

เมื่อต้องการเริ่มต้นด้วย S3 Transfer Acceleration ให้เปิดใช้งาน S3 Transfer Acceleration บนบัคเก็ต S3 โดยใช้ Amazon S3 console Amazon S3 API หรือ AWS CLI หลังจากเปิดใช้งาน S3 Transfer Acceleration คุณจะสามารถชี้คำขอ Amazon S3 PUT และ GET ของคุณไปยังชื่อโดเมนตำแหน่งข้อมูลของ s3-accelerate ได้ แอปพลิเคชันการโอนข้อมูลของคุณต้องใช้ปลายทางประเภทใดประเภทหนึ่งจาก 2 ประเภทนี้ในการเข้าถึงบัคเก็ตเพื่อให้โอนข้อมูลได้เร็วขึ้น .s3-accelerate.amazonaws.com หรือ .s3-accelerate.dualstack.amazonaws.com สำหรับตำแหน่งข้อมูล “สแต็กคู่” หากต้องการใช้การโอนข้อมูลแบบมาตรฐาน คุณสามารถใช้ตำแหน่งข้อมูลแบบทั่วไปต่อไปได้

มีข้อจำกัดบางอย่างที่บัคเก็ตจะสนับสนุนการเร่งการถ่ายโอนข้อมูล S3 สำหรับรายละเอียด โปรดดูคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: S3 Transfer Acceleration ทำงานเร็วเพียงใด

S3 Transfer Acceleration ช่วยให้คุณใช้แบนด์วิธได้อย่างเต็มที่ ลดผลกระทบจากระยะทางที่มีต่ออัตราความเร็ว และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการถ่ายโอนข้อมูลอย่างรวดเร็วสม่ำเสมอไปยัง Amazon S3 โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งไคลเอ็นต์ จำนวนการเร่งความเร็วจะขึ้นอยู่กับแบนด์วิธที่พร้อมใช้งาน ระยะทางระหว่างต้นทางกับปลายทาง และอัตราการสูญเสียแพคเก็ตบนพาธเครือข่าย โดยทั่วไปแล้ว คุณจะเห็นการเร่งที่มากกว่า เมื่อต้นทางไกลจากปลายทางมากกว่า เมื่อมีแบนด์วิดท์พร้อมมากกว่า และ/หรือเมื่อออบเจ็กต์มีขนาดใหญ่กว่า

ลูกค้ารายหนึ่งวัดเวลาเฉลี่ยลดลง 50% ในการดึงไฟล์ขนาด 300 MB จากฐานข้อมูลผู้ใช้ทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และส่วนต่างๆ ของเอเชีย ไปยังบัคเก็ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ซิดนีย์) ลูกค้าอีกรายหนึ่งเฝ้าสังเกตกรณีที่ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 500% สำหรับผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียในการอัปโหลดไฟล์ต่างๆ ขนาด 250 MB (ส่วนละ 50MB) ไปยังบัคเก็ต S3 ในภูมิภาคอเมริกาตะวันออก (เวอร์จิเนียตอนเหนือ)

ลองใช้เครื่องมือเปรียบเทียบความเร็วเพื่อดูตัวอย่างประโยชน์ด้านประสิทธิภาพจากตำแหน่งที่ตั้งของคุณ!

ถาม: ใครควรใช้ S3 Transfer Acceleration

S3 Transfer Acceleration ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับความเร็วในการโอนให้หมาะสมที่สุดจากทั่วโลกมายังบัคเก็ต S3 หากคุณกำลังอัปโหลดจากหลายตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไปยังบัคเก็ตส่วนกลาง หรือหากคุณโอนข้อมูลหลาย GB หรือ TB ข้ามทวีปอยู่เสมอ คุณอาจประหยัดเวลาในการโอนข้อมูลได้หลายชั่วโมงหรือหลายวันด้วย S3 Transfer Acceleration

ถาม: S3 Transfer Acceleration มีความปลอดภัยเพียงใด

S3 Transfer Acceleration มีการรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับการถ่ายโอนข้อมูลทั่วไปไปยัง Amazon S3 มีการรองรับคุณสมบัติด้านการรักษาความปลอดภัยของ Amazon S3 อย่างเช่น การจำกัดการเข้าถึงตามที่อยู่ IP ของไคลเอ็นต์ S3 Transfer Acceleration สื่อสารกับไคลเอ็นต์ผ่าน TCP มาตรฐาน และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไฟร์วอลล์ ไม่มีการบันทึกข้อมูลไว้ที่ตำแหน่ง Edge ของ AWS

ถาม:  จะเกิดอะไรขึ้นถ้า S3 Transfer Acceleration ไม่เร็วกว่าการถ่ายโอน Amazon S3 ทั่วไป

ในแต่ละครั้งที่คุณใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่ออัปโหลดออบเจ็กต์ เราจะตรวจสอบว่า S3 Transfer Acceleration น่าจะเร็วกว่าการโอนข้อมูลด้วย Amazon S3 ทั่วไปหรือไม่ หากเราพบว่า S3 Transfer Acceleration ไม่เร็วกว่าการโอนข้อมูลด้วย Amazon S3 ทั่วไปในกรณีที่โอนออบเจ็กต์เดียวกันไปยังพื้นที่ AWS ปลายทางเดียวกัน เราจะไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้งาน S3 Transfer Acceleration สำหรับการโอนครั้งนั้น และอาจบายพาสระบบ S3 Transfer Acceleration สำหรับรายการอัปโหลดนั้น

ถาม: ฉันสามารถใช้ S3 Transfer Acceleration กับการอัปโหลดแบบหลายส่วนได้หรือไม่

ได้ S3 Transfer Acceleration รองรับคุณสมบัติระดับบัคเก็ตทั้งหมด รวมถึงการอัปโหลดแบบหลายส่วนด้วย

ถาม: ฉันควรเลือกระหว่าง S3 Transfer Acceleration กับ PUT/POST ของ Amazon CloudFront อย่างไร

S3 Transfer Acceleration เพิ่มประสิทธิภาพโปรโตคอล TCP ให้เหมาะสมที่สุด และเพิ่มความอัจฉริยะเพิ่มเติมระหว่างไคลเอ็นต์กับบัคเก็ต S3 ซึ่งทำให้ S3 Transfer Acceleration เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าหากต้องการอัตราความเร็วที่สูงกว่า หากคุณมีออบเจ็กต์ที่เล็กกว่า 1GB หรือหากชุดข้อมูลมีขนาดน้อยกว่า 1GB คุณควรพิจารณาเลือกคำสั่ง PUT/POST ของ Amazon CloudFront เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่เหมาะสมที่สุด

ถาม:  ฉันควรเลือกระหว่าง S3 Transfer Acceleration และ AWS Snow Family (Snowball, Snowball Edge และ Snowmobile) อย่างไร

AWS Snow Family เหมาะสำหรับลูกค้าที่ย้ายข้อมูลชุดใหญ่ในครั้งเดียว AWS Snowball มีรอบเวลาทั่วไปในการดำเนินการ 5-7 วัน ตามหลักทั่วไป S3 Transfer Acceleration ผ่านสายที่มีการใช้งานเต็มที่ 1 Gbps สามารถโอนข้อมูลได้สูงถึง 75 TB ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว S3 Transfer Acceleration จะเป็นตัวเลือกที่ดี หากใช้เวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ในการโอนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต หรือมีงานโอนข้อมูลซ้ำ และมีแบนด์วิธมากกว่า 25 Mbps อีกตัวเลือกหนึ่งคือการใช้ทั้งคู่ โดยเริ่มย้ายด้วย AWS Snowball (หรือชุด AWS Snowball) เบื้องต้น และโอนข้อมูลการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องที่เป็นส่วนเพิ่มด้วย S3 Transfer Acceleration

ถาม: สามารถใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อเสริม AWS Direct Connect ได้หรือไม่

AWS Direct Connect เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับลูกค้าที่ต้องการเครือข่ายส่วนตัวหรือมีการเข้าถึงการแลกเปลี่ยน AWS Direct Connect S3 Transfer Acceleration เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการส่งข้อมูลจากตำแหน่งไคลเอ็นต์ที่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตสาธารณะ หรือสภาพเครือข่ายที่มีความผันแปรซึ่งทำให้อัตราความเร็วไม่ดีพอ ลูกค้า AWS Direct Connect บางรายใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อช่วยการโอนจากสำนักงานจากระยะไกล ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ

ถาม: สามารถใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อเสริม AWS Storage Gateway หรือเกตเวย์ของบุคคลที่สามได้หรือไม่

หากคุณสามารถกำหนดปลายทางบัคเก็ตในเกตเวย์ของบุคคลที่สามให้ใช้ชื่อโดเมนตำแหน่งข้อมูลของการเร่งการโอนข้อมูล S3 ได้ คุณจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการนั้น

ดูส่วนไฟล์ของคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Storage Gateway เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับใช้ AWS

ถาม: สามารถใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อเสริมซอฟต์แวร์แบบรวมของบุคคลที่สามได้หรือไม่

ใช่ แพคเกจซอฟต์แวร์ที่จะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าไปใน Amazon S3 สามารถใช้ประโยชน์จาก S3 Transfer Acceleration เมื่อส่งงานของตนไปยัง Amazon S3 ได้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันคู่ค้าพื้นที่จัดเก็บ»

ถาม: S3 Transfer Acceleration มีคุณสมบัติตรงตาม HIPAA หรือไม่

ใช่ AWS ขยายโปรแกรมการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ HIPAA ให้รวม Amazon S3 Transfer Acceleration ให้เป็นบริการที่ถูกต้องของ HIPAA หากคุณทำสัญญา Business Associate Agreement (BAA) กับ AWS คุณสามารถใช้ Amazon S3 Transfer Acceleration เพื่อให้สามารถโอนไฟล์ที่มีข้อมูลสุขภาพที่ได้รับความคุ้มครอง (PHI) ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และปลอดภัย ผ่านระยะทางไกลระหว่างไคลเอ็นต์กับบัคเก็ต Amazon S3 ของคุณ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ HIPAA »

การจัดการพื้นที่จัดเก็บ

การแท็กออบเจ็กต์ S3

ถาม: แท็กออบเจ็กต์ S3 คืออะไร

การแท็กออบเจ็กต์ S3 คือการจับคู่คีย์-ค่าที่ใช้กับออบเจ็กต์ S3 ซึ่งสามารถสร้าง อัปเดต หรือลบเมื่อใดก็ได้ในระหว่างอายุการใช้งานออบเจ็กต์นั้น ซึ่งจะทำให้คุณสามารถสร้างนโยบาย Identity and Access Management (IAM) กำหนดนโยบายรอบการใช้งาน S3 และปรับแต่งเมตริกพื้นที่จัดเก็บได้ แท็กระดับออบเจ็กต์เหล่านี้จึงสามารถจัดการการเปลี่ยนระหว่างคลาสพื้นที่จัดเก็บและทำให้ออบเจ็กต์ในแบ็กกราวด์หมดอายุได้

ถาม: ฉันจะใช้แท็กออบเจ็กต์กับออบเจ็กต์ของฉันอย่างไร

คุณสามารถเพิ่มแท็กไปยังออบเจ็กต์ใหม่ได้เมื่อคุณอัปโหลดออบเจ็กต์เหล่านั้น หรือคุณสามารถเพิ่มออบเจ็กต์ใหม่ไปยังออบเจ็กต์เดิมได้ โดยสามารถเพิ่มแท็กได้สูงถึง 10 แท็กไปยังออบเจกต์ S3 แต่ละรายการ และคุณสามารถใช้ AWS Management Console, REST API, AWS CLI หรือ AWS SDK เพื่อเพิ่มแท็กออบเจ็กต์ได้

ถาม:  เพราะเหตุใดฉันจึงควรใช้แท็กออบเจ็กต์

แท็กอ็อบเจ็กต์เป็นเครื่องมือที่คุณสามารถใช้เพื่อให้สามารถจัดการพื้นที่จัดเก็บ S3 ได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถสร้าง อัปเดต และลบแท็กเมื่อใดก็ได้ในระหว่างอายุการใช้งานออบเจ็กต์ของคุณ พื้นที่จัดเก็บของคุณสามารถปรับได้ตามความจำเป็นสำหรับธุรกิจของคุณ แท็กจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอ็อบเจ็กต์ที่มีการแท็กโดยมีการจับคู่คีย์-ค่า ซึ่งช่วยให้คุณสามารถทำให้ข้อมูลลับมีความปลอดภัยมากขึ้นเฉพาะสำหรับกลุ่มหรือผู้ใช้ที่เลือก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้แท็กอ็อบเจ็กต์ในการติดป้ายอ็อบเจ็กต์ที่เป็นของโครงการหรือหน่วยธุรกิจเฉพาะ ซึ่งสามารถนำมาใช้ร่วมกับนโยบายรอบการใช้งาน S3 เพื่อจัดการการเปลี่ยนเป็นคลาสพื้นที่จัดเก็บอื่นๆ (S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย, S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย และ S3 Glacier) หรือกับการทำซ้ำข้ามภูมิภาคของ S3 เพื่อทำซ้ำข้อมูลระหว่างภูมิภาค AWS ได้

ถาม: ฉันจะอัปเดตแท็กออบเจ็กต์กับออบเจ็กต์ของฉันได้อย่างไร

แท็กออบเจ็กต์สามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อใดก็ได้ในระหว่างอายุการใช้งานของออบเจ็กต์ S3 ของคุณ โดยคุณสามารถใช้ AWS Management Console, REST API, AWS CLI หรือ AWS SDK เพื่อเปลี่ยนแท็กออบเจ็กต์ของคุณได้ โปรดทราบว่าการเปลี่ยนแปลงแท็กทั้งหมดนอก AWS Management Console เป็นการเปลี่ยนแปลงชุดแท็กทั้งหมด หากคุณมีแท็ก 5 แท็กติดอยู่กับออบเจ็กต์ใดออบเจ็กต์หนึ่ง และต้องการเพิ่มแท็กที่ 6 คุณต้องรวมแท็กเดิม 5 แท็กเข้าไปในคำขอนั้นด้วย

ถาม: หากฉันใช้การทำซ้ำข้ามภูมิภาค แท็กออบเจ็กต์ของฉันจะมีการทำซ้ำหรือไม่

สามารถทำซ้ำแท็กออบเจ็กต์ข้ามพื้นที่ได้โดยใช้การทำซ้ำข้ามภูมิภาค AWS สำหรับลูกค้าที่เปิดใช้งานการทำซ้ำข้ามภูมิภาคแล้ว ต้องมีสิทธิ์ใหม่เพื่อให้สามารถทำซ้ำแท็กได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าการทำซ้ำข้ามภูมิภาค โปรดไปที่วิธีการตั้งค่าการทำซ้ำข้ามภูมิภาคในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: แท็กออบเจ็กต์มีค่าใช้จ่ายเท่าใด

แท็กออบเจ็กต์มีราคาขึ้นอยู่กับปริมาณของแท็กและค่าใช้จ่ายในการขอเพิ่มแท็ก คำขอที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มและอัปเดตแท็กอ็อบเจกต์มีราคาเท่ากับราคาคำขอเดิม โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมในหน้าราคาของ Amazon S3

การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ

ถาม: การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บคืออะไร

การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์รูปแบบการเข้าถึงพื้นที่จัดเก็บและการเปลี่ยนข้อมูลเป็นคลาสพื้นที่จัดเก็บที่ถูกต้อง คุณสมบัติใหม่ของ S3 นี้จะระบุรูปแบบการเข้าถึงแบบไม่บ่อยครั้งโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้คุณเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลเป็น S3 Standard-IA คุณสามารถกำหนดนโยบายการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บเพื่อเฝ้าติดตามบัคเก็ตทั้งหมด คำนำหน้า หรือแท็กออบเจ็กต์ได้ เมื่อมีการสังเกตการณ์รูปแบบการเข้าถึงแบบไม่บ่อยครั้ง คุณจะสามารถสร้างนโยบายอายุรอบการใช้งาน S3 ตามผลลัพธ์ที่ได้อย่างง่ายดาย การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บยังช่วยให้คุณเห็นภาพการใช้พื้นที่จัดเก็บของคุณบน AWS Management Console ซึ่งคุณสามารถส่งออกไปยังบัคเก็ต S3 เพื่อวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมืออัจฉริยะเชิงธุรกิจที่คุณเลือก อย่างเช่น Amazon QuickSight ได้

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งานการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บได้อย่างไร

คุณสามารถใช้ AWS Management Console หรือ S3 PUT Bucket Analytics API เพื่อกำหนดค่านโยบายการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ เพื่อระบุพื้นที่จัดเก็บที่มีการเข้าถึงไม่บ่อยครั้งซึ่งสามารถเปลี่ยนไปใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย หรือเก็บอย่างถาวรไว้ในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ได้ คุณสามารถนำทางไปยังแท็บ “การจัดการ” ใน Console S3 เพื่อจัดการตัววัดการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Inventory และ S3 CloudWatch ได้

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บอย่างไร

โปรดดูหน้าราคาของ Amazon S3 สำหรับข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับราคาการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ

ถาม: การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บมีการอัปเดตบ่อยเพียงใด

การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บมีการอัปเดตทุกวันบน S3 Management Console นอกจากนี้ คุณสามารถกำหนดค่าการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บเพื่อส่งออกรายงานของคุณไปยังบัคเก็ต S3 ที่คุณต้องการได้

S3 Inventory

ถาม: S3 Inventory คืออะไร

รายงาน S3 Inventory เป็นทางเลือกที่ให้การกำหนดตารางเวลาสำหรับ List API ที่มีการซิงโครไนซ์ของ Amazon S3 คุณสามารถกำหนดค่า S3 Inventory เพื่อจัดเตรียมเอาต์พุตไฟล์ CSV, ORC หรือ Parquet ของอ็อบเจ็กต์ของคุณและข้อมูลเมตาที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์สำหรับบัคเก็ต S3 หรือคำนำหน้าได้ คุณสามารถเร่งลำดับงานของธุรกิจและงานที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ให้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นได้ด้วย S3 Inventory คุณยังสามารถใช้ S3 Inventory เพื่อตรวจสอบยืนยันการเข้ารหัสและสถานะการทำซ้ำออบเจกต์ของคุณเพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับทางธุรกิจ และความต้องการด้านกฎระเบียบต่างๆ ได้ 

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน S3 Inventory อย่างไร

คุณสามารถใช้ AWS Management Console หรือ PUT Bucket Inventory API เพื่อกำหนดค่ารายงานสินค้าคงคลังประจำวันหรือประจำสัปดาห์สำหรับอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดภายในบัคเก็ต S3 ของคุณหรือชุดย่อยของอ็อบเจ็กต์ภายใต้คำนำหน้าร่วมกันได้ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดค่า คุณจึงสามารถระบุบัคเก็ต S3 ปลายทางสำหรับ รายงาน S3 Inventory ของคุณ รูปแบบไฟล์เอาต์พุต (CSV, ORC หรือ Parquet) และข้อมูลเมตาของอ็อบเจ็กต์เฉพาะที่จำเป็นสำหรับการใช้งานทางธุรกิจของคุณ อย่างเช่น ชื่ออ็อบเจ็กต์, ขนาด, วันที่แก้ไขล่าสุด, คลาสพื้นที่จัดเก็บ, ID เวอร์ชัน, delete marker, ค่าสถานะเวอร์ชันที่ไม่เป็นปัจจุบัน, ค่าสถานะอัปโหลดแบบหลายส่วน, สถานะการทำซ้ำ หรือสถานะการเข้ารหัส

ถาม:  ไฟล์รายงาน S3 Inventory สามารถเข้ารหัสได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดค่าเพื่อเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมดที่เขียนโดย S3 Inventory ที่จะมีการเข้ารหัสโดย SSE-S3 หรือ SSE-KMS ได้ โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมในคู่มือสำหรับผู้ใช้

ถาม: ฉันจะใช้งาน S3 Inventory อย่างไร

คุณสามารถใช้ S3 Inventory เป็นอินพุตโดยตรงในลำดับงานแอปพลิเคชันของคุณหรืองาน Big Data ได้ คุณยังสามารถสืบค้น S3 Inventory โดยใช้ภาษา Standard SQL ด้วย Amazon Athena, Amazon Redshift Spectrum และเครื่องมืออื่นๆ เช่น Presto, Hive และ Spark ได้อีกด้วย

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบค้น S3 Inventory ด้วย Athena »

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน S3 Inventory อย่างไร

โปรดดูในหน้าราคาของ Amazon S3 สำหรับราคา S3 Inventory เมื่อคุณกำหนดค่าการเข้ารหัสโดยใช้ SSE-KMS คุณจะมีค่าใช้จ่าย KMS สำหรับการเข้ารหัส โปรดดูรายละเอียดในหน้าราคาของ KMS

การทำงานแบบแบตช์ของ S3

ถาม: การทำงานแบบแบตช์ของ S3 คืออะไร

การทำงานแบบแบตช์ของ S3 คือคุณสมบัติที่ลูกค้าสามารถใช้เพื่อทำการดำเนินการ การจัดการ และการตรวจสอบของคำขอ S3 API หรือฟังก์ชัน AWS Lambda ที่เจาะจงให้เป็นแบบอัตโนมัติกับอ็อบเจ็กต์หลายรายการที่จัดเก็บใน Amazon S3 ในปริมาณมาก ลูกค้าสามารถใช้การทำงานแบบแบตช์ของ S3 เพื่อทำการแทนที่ชุดแท็กในอ็อบเจ็กต์ S3, การอัปเดตรายการควบคุมการเข้าถึง (ACL) สำหรับอ็อบเจ็กต์ S3, การคัดลอกอ็อบเจ็กต์ระหว่างบัคเก็ต, การสร้างการคืนค่าจาก Amazon Glacier ไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 อื่นๆ หรือการดำเนินการทำงานแบบกำหนดเองด้วยฟังก์ชัน AWS Lambda ให้เป็นแบบอัตโนมัติ

การทำงานแบบแบตช์ของ S3 จะช่วยให้คุณสามารถทำการเปลี่ยนแปลงต่ออ็อบเจ็กต์พันล้านรายการได้ในไม่กี่คลิกใน S3 Management Console หรือคำขอ API เดียว โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแอปพลิเคชันแบบกำหนดเองหรือเรียกใช้การประมวลผลแบบคลัสเตอร์สำหรับแอปพลิเคชันการจัดการพื้นที่จัดเก็บ การทำงานแบบแบตช์ของ S3 ไม่เพียงช่วยดูแลจัดการการทำงานของพื้นที่จัดเก็บที่มีต่ออ็อบเจ็กต์หลายรายการเท่านั้น แต่ยังจัดการลองใหม่ แสดงความคืบหน้า ส่งการแจ้งเตือน จัดทำรายงานงานเสร็จสมบูรณ์ และส่งเหตุการณ์ไปยัง AWS CloudTrail สำหรับการทำงานทั้งหมดที่ดำเนินการกับอ็อบเจ็กต์เป้าหมายของคุณอีกด้วย การทำงานแบบแบตช์ของ S3 สามารถใช้งานได้จาก S3 Management Console หรือผ่านทาง AWS CLI และ SDK ลงชื่อสมัครใช้งานตัวอย่างการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ที่นี่

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งานการทำงานแบบแบตช์ของ S3 อย่างไร

คุณเริ่มต้นใช้งานการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ได้โดยไปที่ S3 Management Console หรือใช้ AWS CLI หรือ SDK เพื่อสร้างงานการทำงานแบบแบตช์ของ S3 งานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ประกอบด้วยรายการอ็อบเจ็กต์เป้าหมายที่จะดำเนินการ และประเภทของการทำงานที่จะดำเนินการ เริ่มโดยการเลือกรายงาน S3 Inventory หรือระบุรายการอ็อบเจ็กต์เป้าหมายแบบกำหนดเองของคุณสำหรับการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ที่จะดำเนินการ รายงาน S3 Inventory เป็นไฟล์ที่มีรายการอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดที่จัดเก็บอยู่ในบัคเก็ตหรือมีคำนำหน้าเป็น S3 จากนั้น คุณเลือกดำเนินการจากชุดการทำงานที่สนับสนุนโดยการทำงานแบบแบตช์ของ S3 เช่น การแทนที่ชุดแท็ก, การเปลี่ยน ACL, การคัดลอกพื้นที่จัดเก็บจากบัคเก็ตหนึ่งไปยังอีกบัคเก็ต หรือการสร้างการคืนค่าจาก S3 Glacier ไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 อื่นๆ จากนั้นคุณสามารถปรับแต่งงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ด้วยพารามิเตอร์ เช่น ค่าแท็ก, ผู้รับมอบสิทธิ์ ACL หรือระยะเวลาการคืนค่า หากต้องการปรับแต่งการดำเนินการกับพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติม คุณสามารถเขียนฟังก์ชัน AWS Lambda ของคุณเอง และเรียกใช้โค้ดนั้นด้วยการทำงานแบบแบตช์ของ S3

ทันทีที่คุณสร้างงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 โปรแกรมจะประมวลรายการอ็อบเจ็กต์ของคุณ รอการยืนยัน (เลือกได้) แล้วเริ่มดำเนินการตามการทำงานที่คุณระบุไว้ คุณสามารถดูความคืบหน้าของงานตามโปรแกรมหรือผ่านทาง S3 Console รับการแจ้งเตือนเมื่องานเสร็จสมบูรณ์ และตรวจทานรายงานงานเสร็จสมบูรณ์ที่แสดงรายการการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จัดเก็บของคุณ หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ให้ไปที่หน้าคุณสมบัติของ Amazon S3

ถาม: ฉันจะจัดการงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ได้อย่างไร ฉันจะจัดลำดับความสำคัญของงานได้อย่างไร  

คุณสามารถจัดการงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ผ่านทาง S3 Management Console หรือใช้ AWS APIs, CLI หรือ SDK การเลือกภูมิภาคของ AWS ใน Console หรือการใช้คำขอ ListJobs จะช่วยให้คุณสามารถดูรายการงาน (สูงสุด 1000 รายการต่อคำขอ) ในแต่ละภูมิภาคของ AWS ที่กรองตามสถานะงาน คุณสามารถใช้รายการเหล่านี้เพื่อดูว่างานใดที่ยังทำงานอยู่ เสร็จสมบูรณ์แล้ว หรือรอการสั่งดำเนินการ หากมีงานใดที่สำคัญกว่าหรือมีกำหนดเวลาเคร่งครัดกว่างานอื่นๆ คุณสามารถอัปเดตลำดับความสำคัญของงานให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ หากต้องการยกเลิกงาน ให้ใช้คำขอ CancelJob หรือเลือกงานแล้วคลิก “ยกเลิก” ใน Console

หากต้องการดูความคืบหน้าของงานที่ยังทำงานอยู่ ให้ใช้คำขอ DescribeJob หรือคลิกที่งานผ่านทาง S3 Management Console เมื่อเลือกงานแล้ว คุณจะเห็นสถานะของงาน จำนวนการดำเนินการที่เสร็จเรียบร้อย จำนวนการดำเนินการที่มีข้อผิดพลาด จำนวนการดำเนินการที่เหลืออยู่ และเปอร์เซ็นต์ที่เสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้ คุณสามารถใช้การแจ้งเตือนเพื่อติดตามเมื่องานเริ่มและเมื่องานเสร็จสมบูรณ์

S3 Object Lock

ถาม: Amazon S3 Object Lock คืออะไร

Amazon S3 Object Lock เป็นคุณสมบัติ Amazon S3 แบบใหม่ที่จะบล็อกการเวอร์ชันลบอ็อบเจ็กต์ในช่วงระยะเวลาการเก็บรักษาที่ลูกค้ากำหนดเอง คุณจึงสามารถบังคับใช้นโยบายการเก็บรักษาได้โดยเป็นการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยข้อมูลอีกชั้นหนึ่งหรือเพื่อควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ คุณสามารถโยกย้ายปริมาณงานจากระบบเขียนครั้งเดียวอ่านหลายครั้ง (WORM) ที่มีอยู่ไปยัง Amazon S3 และกำหนดค่า S3 Object Lock ในระดับอ็อบเจ็กต์และบัคเก็ตเพื่อป้องกันการลบเวอร์ชันอ็อบเจ็กต์ก่อนถึง “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” หรือ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” การป้องกัน S3 Object Lock จะคงอยู่ไม่ว่าอ็อบเจ็กต์จะอยู่ในคลาสพื้นที่จัดเก็บใด และคงอยู่ตลอดการย้ายของรอบการใช้งาน S3 ระหว่างคลาสพื้นที่จัดเก็บต่างๆ

ถาม: อะไรคือเหตุผลที่ควรใช้ Amazon S3 Object Lock

คุณควรใช้ S3 Object Lock ในกรณีที่คุณมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ระบุว่าข้อมูลต้องได้รับการป้องกันแบบ WORM หรือในกรณีที่คุณต้องการเพิ่มเลเยอร์การป้องกันเพิ่มเติมให้กับข้อมูลใน Amazon S3 S3 Object Lock สามารถช่วยให้คุณทำงานสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ระบุให้จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่คงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และยังสามารถป้องกันการลบข้อมูลใน Amazon S3 โดยไม่เจตนาหรือประสงค์ร้ายอีกด้วย

ถาม: Amazon S3 Object Lock ทำงานอย่างไร

Amazon S3 Object Lock จะบล็อกการลบอ็อบเจ็กต์เป็นเวลาตามระยะเวลาการเก็บรักษาที่ระบุไว้ เมื่อทำงานกับ S3 Versioning ซึ่งปกป้องอ็อบเจ็กต์จากการถูกเขียนทับ คุณจะมั่นใจได้ว่าอ็อบเจ็กต์จะคงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ไปตราบเท่าที่ยังใช้การป้องกันแบบ WORM อยู่ คุณสามารถใช้การป้องกันแบบ WORM ได้ด้วยการกำหนด “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” หรือ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” ให้กับอ็อบเจ็กต์โดยใช้ AWS SDK, CLI, REST API หรือ S3 Management Console คุณสามารถใช้การตั้งค่าการเก็บรักษาได้ภายในคำขอ PUT หรือใช้การตั้งค่ากับอ็อบเจ็กต์ที่มีอยู่หลังจากสร้างขึ้นมา

“วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” จะกำหนดระยะเวลาที่อ็อบเจ็กต์จะคงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อกำหนด “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” ให้กับอ็อบเจ็กต์แล้ว อ็อบเจ็กต์นั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือลบได้จนกว่าจะผ่านพ้น “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” ไป หากผู้ใช้พยายามลบอ็อบเจ็กต์ก่อนจะผ่านพ้น “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” ระบบจะปฏิเสธการทำงาน

S3 Object Lock กำหนดค่าได้หนึ่งในสองโหมด เมื่อใช้งานในโหมดการควบคุมดูแล บัญชี AWS ที่มีสิทธิ์ IAM ที่เจาะจงจะสามารถนำการป้องกันแบบ WORM ออกจากอ็อบเจ็กต์ได้ หากคุณต้องใช้การรักษาสภาพเดิมที่รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ คุณสามารถใช้โหมดการปฏิบัติตามข้อกำหนด ในโหมดการปฏิบัติตามข้อกำหนด จะไม่มีผู้ใช้รายใดสามารถนำการป้องกันแบบ WORM ออกได้ รวมถึงบัญชีราก

นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำให้อ็อบเจ็กต์คงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วยการใช้ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” กับอ็อบเจ็กต์นั้น “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” จะบังคับใช้การป้องกัน S3 Object Lock อย่างไม่มีกำหนดกับอ็อบเจ็กต์ ซึ่งจะคงสภาพนี้ไว้จนกว่าจะนำการตั้งค่านี้ออกโดยชัดแจ้ง เพื่อที่จะบังคับใช้และนำ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” ออก บัญชี AWS ของคุณต้องมีสิทธิ์ในการเขียนสำหรับการดำเนินการ PutObjectLegalHold “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” สามารถใช้ได้กับอ็อบเจ็กต์ในบัคเก็ตที่เปิดใช้งาน S3 Object Lock ไม่ว่าอ็อบเจ็กต์นั้นจะได้รับการป้องกันแบบ WORM โดยใช้ระยะเวลาการเก็บรักษาหรือไม่ก็ตาม

ถาม: บริการพื้นที่จัดเก็บอิเล็กทรอนิกส์ของ AWS มีการประเมินในด้านใดบ้างตามข้อบังคับบริการทางการเงิน

สำหรับลูกค้าในอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน S3 Object Lock มีการรองรับเพิ่มเติมสำหรับนายหน้า-ตัวแทนจำหน่ายที่ต้องเก็บบันทึกข้อมูลไว้ในรูปแบบที่ลบไม่ได้และเขียนซ้ำไม่ได้เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดตามกฎ SEC ข้อ 17a-4(f), กฎ FINRA ข้อ 4511 หรือข้อบังคับ CFTC ข้อ 1.31 คุณยังสามารถกำหนดกรอบเวลาในการเก็บบันทึกข้อมูลได้อย่างง่ายดายเพื่อเก็บข้อมูลตามข้อบังคับแบบถาวรในรูปแบบดั้งเดิมตามระยะเวลาที่กำหนด และยังสามารถกำหนดสถานะพักรอข้อมูลตามกฎหมายในการเก็บบันทึกข้อมูลไว้อย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะปลดสถานะพักรอ

ถาม: เอกสารประกอบ AWS ใดที่มีข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับเกณฑ์ SEC 17a-4(f)(2)(i) และ CFTC 1.31(c) สำหรับแจ้งให้ผู้ควบคุมกฎข้อบังคับของฉันทราบ

คุณควรแจ้งให้ผู้ควบคุมกฎข้อบังคับของคุณหรือ “หน่วยงานตรวจสอบที่ได้รับมอบหมาย” (DEA) ทราบว่าคุณได้เลือกใช้ Amazon S3 เป็นพื้นที่จัดเก็บอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับให้สำเนาการตรวจประเมิน Cohasset ด้วย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ AWS จึงไม่ใช่หน่วยงานภายนอกที่ได้รับมอบหมาย (D3P) ต้องแน่ใจว่าได้เลือก D3P และให้ข้อมูลนี้ในการแจ้งให้ DEA ของคุณทราบด้วย

S3 CloudWatch Metrics

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน S3 CloudWatch Metrics ได้อย่างไร

คุณสามารถใช้งาน AWS Management Console เพื่อเปิดใช้งานการสร้างตัววัดคำขอ CloudWatch แบบ 1 นาที สำหรับบัคเก็ต S3 ของคุณ หรือกำหนดค่าตัวกรองสำหรับตัววัดโดยใช้คำนำหน้าหรือแท็กออบเจ็กต์ได้ หรือคุณสามารถเรียก S3 PUT Bucket Metrics API เพื่อเปิดใช้งานและกำหนดค่าการเผยแพร่ตัววัดพื้นที่จัดเก็บ S3 ได้ ตัววัดคำขอ CloudWatch จะพร้อมใช้งานใน CloudWatch ภายใน 15 นาทีหลังจากเปิดใช้งาน ตัววัดคำขอ CloudWatch จะเปิดใช้งานตามค่าเริ่มต้นสำหรับทุกบัคเก็ต และรายงานวันละ 1 ครั้ง

ถาม: ฉันสามารถจัดตัววัดคำขอ S3 CloudWatch ให้ตรงกับแอปพลิเคชันหรือองค์กรธุรกิจของฉันได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดค่าตัววัดคำขอ S3 CloudWatch เพื่อสร้างตัววัดสำหรับบัคเก็ต S3 ของคุณ หรือกำหนดค่าตัวกรองสำหรับตัววัดโดยใช้คำนำหน้าหรือแท็กออบเจ็กต์ได้

ถาม: ฉันสามารถตั้งการแจ้งเตือนใดได้บ้างในตัววัดพื้นที่จัดเก็บของฉัน

คุณสามารถใช้ CloudWatch เพื่อตั้งค่าเกณฑ์สำหรับจำนวนตัววัดพื้นที่จัดเก็บ ตัวจับเวลา หรืออัตรา และทริกเกอร์การดำเนินการเมื่อมีการฝ่าฝืนค่าเกณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถตั้งค่าเกณฑ์ตามเปอร์เซ็นต์ของการตอบสนองต่อข้อผิดพลาดในชุด 4xx และเมื่อจุดข้อมูลอย่างน้อย 3 จุดสูงกว่าทริกเกอร์ ให้มีการแจ้งเตือน CloudWatch เพื่อเตือน DevOps

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้งานตัววัด S3 CloudWatch อย่างไร

ตัววัดพื้นที่จัดเก็บ CloudWatch มีให้บริการฟรี ตัววัดพื้นที่จัดเก็บ CloudWatch มีการกำหนดราคาตามตัววัดที่กำหนดเองสำหรับ Amazon CloudWatch โปรดดูหน้าราคาของ Amazon CloudWatch สำหรับข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับราคาตัววัด S3 CloudWatch

การจัดการรอบการใช้งาน S3

ถาม: การจัดการรอบการใช้งาน S3 คืออะไร

การจัดการรอบการใช้งาน S3 ช่วยให้คุณสามารถกำหนดรอบการใช้งานของอ็อบเจ็กต์ของคุณด้วยนโยบายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บลงได้ คุณสามารถตั้งค่านโยบายการเปลี่ยนรอบการใช้งานในการย้ายอ็อบเจ็กต์ที่เก็บอยู่ในคลาสพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน S3 โดยอัตโนมัติไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย, S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย และ/หรือ S3 Glacier ที่ขึ้นอยู่กับอายุของข้อมูล คุณยังสามารถกำหนดนโยบายการหมดอายุรอบการใช้งานเพื่อลบอ็อบเจ็กต์ออกโดยอัตโนมัติตามอายุของอ็อบเจ็กต์ได้ด้วย คุณสามารถกำหนดนโยบายสำหรับการหมดอายุรายการอัปโหลดแบบหลายส่วน ซึ่งจะทำให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุไปตามอายุของรายการอัปโหลด

ถาม: ฉันจะตั้งค่านโยบายการจัดการรอบการใช้งาน S3 ได้อย่างไร

คุณสามารถตั้งค่าและจัดการนโยบายรอบการใช้งานได้ใน AWS Management Console, S3 REST API, AWS SDK หรือ AWS Command Line Interface (CLI) คุณสามารถระบุนโยบายที่คำนำหน้าหรือที่ระดับบัคเก็ตได้

ถาม: จะมีค่าใช้จ่ายเท่าใดในการใช้การจัดการรอบการใช้งาน S3

ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตั้งค่าและใช้นโยบายรอบการใช้งาน โดยจะมีการคิดค่าใช้จ่ายการขอเปลี่ยนต่อออบเจ็กต์เมื่อออบเจ็กต์มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนได้ตามกฎรอบการใช้งาน โปรดดูข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาในหน้าการกำหนดราคาของ S3

ถาม: ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างกับนโยบายการจัดการรอบการใช้งาน

เมื่อข้อมูลมีอายุมากขึ้น ก็อาจจะมีความสำคัญน้อยลง มีค่าน้อยลง และ/หรือต้องเป็นไปตามข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ Amazon S3 รวมคลังข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับขั้นตอนการย้ายข้อมูลได้โดยอัตโนมัติระหว่างคลาสพื้นที่จัดเก็บ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถตั้งค่าอ็อบเจ็กต์ที่เข้าถึงไม่บ่อยที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในคลาสพื้นที่จัดเก็บที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า (เช่น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย) หลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากผ่านไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง อ็อบเจ็กต์เหล่านั้นสามารถเคลื่อนย้ายไปยัง Amazon S3 Glacier เพื่อจัดเก็บถาวรและให้เป็นไปตามข้อกำหนด หากนโยบายอนุญาต คุณสามารถระบุนโยบายรอบการใช้งานในการลบอ็อบเจ็กต์ได้เช่นกัน กฎเหล่านี้สามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพื้นที่จัดเก็บที่มองไม่เห็นและช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการ นโยบายเหล่านี้ยังรวมแนวทางปฏิบัติในการให้บริการที่ดี เพื่อลบอ็อบเจ็กต์และแอตทริบิวต์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพื่อจัดการค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพให้เหมาะสมที่สุด

ถาม: ฉันจะใช้นโยบายรอบการใช้งานของ Amazon S3 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 ได้อย่างไร

เมื่อใช้นโยบายรอบการใช้งาน Amazon S3 คุณสามารถกำหนดค่าอ็อบเจ็กต์ของคุณให้ย้ายจากคลาสพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน S3 ไปเป็น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย และ/หรือเก็บถาวรไว้ที่ S3 Glacier นอกจากนี้ คุณยังสามารถระบุนโยบายรอบการใช้งาน S3 เพื่อลบอ็อบเจ็กต์หลังจากช่วงเวลาที่เจาะจง คุณสามารถใช้การจัดการแบบอัตโนมัติด้วยนโยบายนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงประหยัดเวลาด้วย ในแต่ละกฎ คุณสามารถกำหนดคำนำหน้า ระยะเวลา กำหนดให้เปลี่ยนเป็น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย, S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 Glacier และ/หรือกำหนดการหมดอายุได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจสร้างกฎที่จัดเก็บอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดแบบถาวรไว้ใน S3 Glacier โดยมีคำนำหน้าร่วมกันเป็น “logs/” 30 วันหลังจากสร้างอ็อบเจ็กต์ และให้อ็อบเจ็กต์เหล่านี้หมดอายุใน 365 วันหลังจากสร้างอ็อบเจ็กต์ คุณยังสามารถสร้างกฎแยกต่างหากที่ให้เฉพาะอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดที่มีคำนำหน้าเป็น “backups/” หมดอายุใน 90 วันหลังจากสร้างอ็อบเจ็กต์ได้ด้วย นโยบายรอบการใช้งาน S3 มีผลใช้กับทั้งออบเจ็กต์ S3 ทั้งเก่าและใหม่ โดยช่วยให้คุณปรับพื้นที่จัดเก็บให้เหมาะสมที่สุด และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุดสำหรับข้อมูลปัจจุบันทั้งหมดและข้อมูลใหม่ใดๆ ที่อยู่ใน S3 โดยไม่ต้องเสียเวลาในตรวจสอบและย้ายข้อมูลด้วยตนเอง ภายในกฎรอบการใช้งาน ช่องคำนำหน้าจะระบุออบเจ็กต์ที่เป็นไปตามกฎ หากต้องการใช้กฎกับออบเจ็กต์แต่ละรายการ ให้ระบุชื่อหลัก หากต้องการใช้กฎกับชุดออบเจ็กต์ ให้ระบุคำนำหน้าร่วมของออบเจ็กต์ (เช่น “logs/”) คุณสามารถกำหนดให้การดำเนินการเปลี่ยนให้จัดเก็บออบเจ็กต์ของคุณแบบถาวร และกำหนดให้การดำเนินการหมดอายุให้ลบออบเจ็กต์ทิ้งได้ สำหรับระยะเวลา ให้ใส่วันที่สร้าง (เช่น 31 มกราคม 2015) หรือจำนวนวันนับจากวันที่สร้าง (เช่น 30 วัน) ซึ่งหลังจากวันดังกล่าว คุณต้องการให้จัดเก็บออบเจ็กต์แบบถาวรหรือลบออบเจ็กต์ทิ้ง คุณอาจสร้างกฎหลายกฎสำหรับคำนำหน้าต่างๆ ได้

ถาม: ฉันสามารถกำหนดค่าให้ลบออบเจ็กต์หลังจากระยะเวลาหนึ่งได้อย่างไร

คุณสามารถกำหนดนโยบายการหมดอายุรอบการใช้งาน S3 เพื่อลบออบเจ็กต์ออกจากบัคเก็ตของคุณได้หลังจากจำนวนวันที่ระบุ คุณสามารถกำหนดกฎการหมดอายุสำหรับชุดออบเจ็กต์ในบัคเก็ตของคุณผ่านนโยบายการกำหนดรอบการใช้งานซึ่งคุณใช้กับบัคเก็ตดังกล่าวได้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการหมดอายุของรอบการใช้งาน S3 »

ถาม: เพราะเหตุใดฉันจึงควรใช้นโยบายรอบการใช้งาน S3 เพื่อให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุ

นโยบายรอบการใช้งาน S3 ที่ทำให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุ ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้โดยการจำกัดเวลาที่จะจัดเก็บรายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น หากแอปพลิเคชันของคุณอัปโหลดออบเจ็กต์แบบหลายส่วนจำนวนมาก แต่ไม่เคยใช้งานเลย คุณจะยังคงต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บนั้น นโยบายนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บ S3 ลงได้โดยการลบรายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์โดยอัตโนมัติ รวมถึงพื้นที่จัดเก็บที่เกี่ยวข้องหลังจากจำนวนวันที่กำหนดล่วงหน้า

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ รอบการใช้งาน S3 เพื่อให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุ »

การทำซ้ำข้ามภูมิภาค

ถาม: การทำซ้ำข้ามภูมิภาค (CRR) ของ Amazon S3 คืออะไร

CRR คือคุณสมบัติหนึ่งของ Amazon S3 ที่ทำซ้ำข้อมูลระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของ AWS โดยอัตโนมัติ CRR จะช่วยให้คุณสามารถตั้งค่าการทำซ้ำในระดับบัคเก็ต ระดับคำนำหน้าที่แชร์กัน หรือระดับอ็อบเจ็กต์ที่ใช้แท็กอ็อบเจ็กต์ S3 คุณสามารถใช้ CRR เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่มีเวลาแฝงต่ำในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันได้ CRR สามารถช่วยคุณได้หากคุณมีข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ เพื่อจัดเก็บสำเนาข้อมูลในสถานที่ซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายร้อยไมล์

ถาม: ฉันจะเปิดใช้งาน CRR อย่างไร

CRR ถูกกำหนดค่าไว้ที่ระดับบัคเก็ต S3 คุณเปิดใช้งานการกำหนดค่า CRR บนบัคเก็ตต้นทางโดยการระบุบัคเก็ตปลายทางสำหรับการทำซ้ำในภูมิภาคอื่น คุณสามารถใช้ AWS Management Console, REST API, AWS CLI หรือ AWS SDK เพื่อเปิดใช้งาน CRR ได้ ต้องเปิดการกำหนดเวอร์ชันสำหรับทั้งบัคเก็ตต้นทางและปลายทางเพื่อเปิดใช้งาน CRR หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โปรดไปที่วิธีการตั้งค่าการทำซ้ำข้ามภมิภาคในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถใช้ CRR ที่มีกฎรอบการใช้งาน S3 ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดกฎรอบการใช้งาน S3 บนบัคเก็ตต้นทางและปลายทางได้ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถกำหนดค่ากฎรอบการใช้งานในการย้ายข้อมูลจากคลาสพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน S3 ไปเป็น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย หรือเก็บข้อมูลไว้ที่ S3 Glacier ในบัคเก็ตปลายทาง

ตอนนี้คุณสามารถสร้างกฎการทำซ้ำข้ามภูมิภาคของ S3 เพื่อทำสำเนาโดยตรงของข้อมูลไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ในภูมิภาคอื่นเพื่อการสำรองข้อมูลหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ โดยไม่ต้องจัดการนโยบายรอบการใช้งานข้อมูล

ถาม: ฉันสามารถใช้ CRR ที่มีออบเจ็กต์ที่เข้ารหัสด้วย AWS Key Management Service (KMS) ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถทำซ้ำออบเจ็กต์ที่มีการเข้ารหัสด้วย KMS ได้โดยการใส่คีย์ KMS ปลายทางในการกำหนดค่าการทำซ้ำของคุณ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำซ้ำออบเจ็กต์ที่มีการเข้ารหัสด้วย KMS »

ถาม: การถ่ายโอนและเข้ารหัสออบเจ็กต์ผ่านกระบวนการทำซ้ำมีความปลอดภัยหรือไม่

ใช่ ออบเจ็กต์จะถูกเข้ารหัสตลอดกระบวนการ CRR ออบเจ็กต์ที่มีการเข้ารหัสจะถูกส่งผ่าน SSL อย่างปลอดภัยจากพื้นที่ต้นทางไปยังพื้นที่ปลายทาง

ถาม: ฉันสามารถใช้ CRR ระหว่างบัญชี AWS เพื่อป้องกันการลบที่เป็นอันตรายหรือโดยไม่ได้ตั้งใจได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถตั้งค่า CRR ระหว่างบัญชี AWS เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่มีการทำซ้ำไว้ในบัญชีอื่นในพื้นที่ปลายทางได้ คุณสามารถใช้ CRR Ownership Overwrite ในการกำหนดค่าการทำซ้ำของคุณ เพื่อแยกแยะสแต็กแสดงความเป็นเจ้าของระหว่างต้นทางกับปลายทาง และอนุญาตการแสดงความเป็นเจ้าของบัญชีปลายทางไปยังพื้นที่จัดเก็บที่มีการทำซ้ำ 

ถาม: การทำซ้ำแบบข้ามภูมิภาคของ S3 มีราคาเท่าใด

คุณจะจ่ายค่าบริการ Amazon S3 สำหรับพื้นที่จัดเก็บ (ในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 ที่คุณเลือก) คำขอคัดลอก และการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างภูมิภาคสำหรับสำเนาทำซ้ำข้อมูล คำขอคัดลอกและการโอนข้อมูลระหว่างพื้นที่จะคิดค่าบริการตามภูมิภาคต้นทาง พื้นที่จัดเก็บสำหรับข้อมูลที่มีการทำซ้ำจะมีการคิดค่าใช้จ่ายตามพื้นที่ปลายทาง โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมในหน้าการกำหนดราคาของ S3

หากมีการอัปโหลดออบเจ็กต์ต้นทางโดยใช้คุณสมบัติการอัปโหลดแบบหลายส่วน จะมีการทำซ้ำโดยใช้จำนวนส่วนและขนาดส่วนที่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ออบเจ็กต์ขนาด 100 GB ที่มีการอัปโหลดโดยใช้คุณสมบัติการอัปโหลดแบบหลายส่วน (800 ส่วน ส่วนละ 128 MB) จะมีค่าใช้จ่ายในการขอสำหรับคำขอ 802 รายการ (คำขออัปโหลด 800 ส่วน + คำขอเริ่มการอัปโหลดแบบหลายส่วน 1 รายการ + คำขอเสร็จสิ้นการอัปโหลดแบบหลายส่วน 1 รายการ) เมื่อมีการทำซ้ำ คุณจะมีค่าใช้จ่ายในการขอ 0.00401 USD (คำขอ 802 รายการ x 0.005 USD ต่อคำขอ 1,000 รายการ) และค่าใช้จ่าย 2.00 USD (0.020 USD ต่อการโอน GB x 100 GB) สำหรับการโอนข้อมูลระหว่างพื้นที่ หลังจากการทำซ้ำ จะมีการคิดค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดเก็บขนาด 100 GB ตามพื้นที่ปลายทาง

Amazon S3 และ IPv6

ถาม: IPv6 คืออะไร

เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตต้องมีที่อยู่เฉพาะ Internet Protocol Version 4 (IPv4) คือรูปแบบการกำหนดที่อยู่แบบ 32 บิต อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอินเทอร์เน็ตทำให้ที่อยู่ IPv4 ที่มีอยู่ทั้งหมดจะใช้งานเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง Internet Protocol Version 6 (IPv6) คือกลไกการกำหนดที่อยู่แบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาขีดจำกัดของที่อยู่ทั้งระบบบน IPv4

คำถาม:   ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อใช้ IPv6

การใช้ Amazon S3 ที่รองรับ IPv6 ทำให้สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันกับ Amazon S3 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือระบบแปลง IPv6 เป็น IPv4 คุณสามารถทำตามข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับได้ สามารถรวมระบบกับแอปพลิเคชันที่มีอยู่ในสถานที่ซึ่งใช้ IPv6 ได้อย่างง่ายดาย และไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เครือข่ายราคาแพงเพื่อจัดการเรื่องการแปลงที่อยู่ ตอนนี้คุณยังสามารถใช้คุณสมบัติกรองที่อยู่ต้นทางซึ่งมีอยู่ในนโยบาย IAM และนโยบายบัคเก็ตที่มีที่อยู่ IPv6 ซึ่งทำให้คุณมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้นในการทำให้แอปพลิเคชันมีความปลอดภัยในการโต้ตอบกับ Amazon S3

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน IPv6 บน Amazon S3 ได้อย่างไร

คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานได้โดยการชี้แอปพลิเคชันของคุณไปที่ตำแหน่งข้อมูล “สแต็กคู่” ใหม่ของ Amazon S3 ซึ่งรองรับการเข้าถึงผ่านทั้ง IPv4 และ IPv6 ในกรณีส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดค่าเพิ่มเติมสำหรับการเข้าถึงผ่าน IPv6 อีก เพราะไคลเอ็นต์เครือข่ายส่วนใหญ่ต้องการที่อยู่ IPv6 เป็นค่าเริ่มต้น

ถาม: ประสิทธิภาพการทำงานของ Amazon S3 จะเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่อใช้ IPv6

ไม่ คุณจะเห็นประสิทธิภาพระดับเดียวกันไม่ว่าจะใช้ IPv4 หรือ IPv6 กับ Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างหากไคลเอ็นต์ของฉันได้รับผลกระทบจากนโยบาย เครือข่าย หรือข้อจำกัดอื่นๆ ในการใช้ IPv6 สำหรับ Amazon S3

แอปพลิเคชันที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ IPv6 สามารถเปลี่ยนกลับไปยังตำแหน่งข้อมูลเฉพาะ IPv4 มาตรฐานได้ตลอดเวลา

ถาม: ฉันสามารถใช้ IPv6 กับคุณสมบัติทั้งหมดของ Amazon S3 ได้ใช่หรือไม่

ไม่ ขณะนี้ ไม่มีการรองรับ IPv6 เมื่อใช้งานการโฮสต์เว็บไซต์และการเข้าถึงผ่านทาง BitTorrent คุณสมบัติอื่นๆ ทั้งหมดควรใช้งานได้เมื่อเข้าถึง Amazon S3 โดยใช้ IPv6

ถาม: มีการรองรับ IPv6 ในทุกภูมิภาค AWS หรือไม่

คุณสามารถใช้ IPv6 กับ Amazon S3 ในทุกพื้นที่การค้าของ AWS ได้ ยกเว้นประเทศจีน (ปักกิ่ง) และประเทศจีน (หนิงเซี่ย) คุณยังสามารถใช้ IPv6 ในภูมิภาค AWS GovCloud (US) ได้อีกด้วย

Amazon S3 Glacier

ถาม: เหตุใดตอนนี้ Amazon Glacier จึงมีชื่อว่า Amazon S3 Glacier

เป็นเวลานานมาแล้วที่ลูกค้านึกถึง Amazon Glacier ซึ่งเป็นบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรองและการจัดเก็บแบบถาวรของเราในฐานะคลาสพื้นที่จัดเก็บของ Amazon S3 แต่ที่จริงแล้ว ปัจจุบันข้อมูลเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จัดเก็บอยู่ใน Amazon Glacier มาจากลูกค้าที่ใช้นโยบายรอบการใช้งาน S3 โดยตรงเพื่อย้ายข้อมูลที่ใช้งานน้อยกว่ามายัง Amazon Glacier ตอนนี้ Amazon Glacier เป็นส่วนหนึ่งของ S3 อย่างเป็นทางการแล้วและจะมีชื่อว่า Amazon S3 Glacier (S3 Glacier) API โดยตรงของ Glacier ที่มีอยู่ทั้งหมดจะยังคงทำงานเหมือนเดิม แต่ตอนนี้เราได้ทำให้ S3 API ใช้งานง่ายยิ่งขึ้นไปอีกในการจัดเก็บข้อมูลในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier

ถาม: Amazon S3 สามารถจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรเพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บใช่หรือไม่

ใช่ Amazon S3 ช่วยให้คุณสามารถใช้บริการพื้นที่จัดเก็บต้นทุนต่ำสำหรับการเก็บข้อมูลแบบถาวรของ Amazon S3 Glacier Amazon S3 Glacier จัดเก็บข้อมูลโดยคิดค่าบริการเพียง 0.004 USD ต่อกิกะไบต์ต่อเดือน เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ยังเหมาะสำหรับความต้องการที่หลากหลายในการเรียกดูข้อมูล Amazon S3 Glacier จึงมีตัวเลือกให้สามตัวเลือกในการเข้าถึงคลังข้อมูล ตั้งแต่ใช้ระยะเวลาไม่กี่นาทีจนถึงหลายชั่วโมง กรณีตัวอย่างบางกรณีในการใช้คลังข้อมูล ได้แก่ คลังข้อมูลสื่อดิจิทัล บันทึกทางการเงินและการดูแลสุขภาพ ข้อมูลดิบเกี่ยวกับลำดับพันธุกรรม การสำรองฐานข้อมูลในระยะยาว และข้อมูลที่ต้องมีการจัดเก็บเพื่อการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ

ถาม: ฉันจะสามารถจัดเก็บข้อมูลโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier ได้อย่างไร

หากคุณมีพื้นที่จัดเก็บที่ต้องเก็บถาวรทันทีโดยไม่รอช้า หรือหากคุณตัดสินใจทางธุรกิจด้วยตนเองเกี่ยวกับกำหนดเวลาการย้ายอ็อบเจ็กต์ไปยัง S3 Glacier ที่ไม่สามารถระบุผ่านทางนโยบายรอบการใช้งาน Amazon S3 ได้ S3 PUT to Glacier จะช่วยให้คุณสามารถใช้ S3 API เพื่ออัปโหลดไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ในแบบทีละอ็อบเจ็กต์ โดยจะไม่มีการหน่วงเวลาการย้ายและคุณควบคุมการกำหนดเวลาได้ ซึ่งยังเป็นตัวเลือกที่ดีในกรณีที่คุณต้องการให้แอปพลิเคชันของคุณทำการตัดสินใจเกี่ยวกับคลาสพื้นที่จัดเก็บโดยไม่ต้องตั้งค่านโยบายระดับบัคเก็ต

คุณสามารถใช้กฎรอบการใช้งานเพื่อจัดเก็บชุดอ็อบเจ็กต์ของ Amazon S3 แบบถาวรไปยัง S3 Glacier ได้ตามอายุของอ็อบเจ็กต์ ใช้ Amazon S3 Management Console, AWS SDK หรือ Amazon S3 API เพื่อกำหนดกฎในการจัดเก็บแบบถาวร กฎต่างๆ จะระบุคำนำหน้าและระยะเวลา คำนำหน้า (เช่น “logs/”) จะระบุออบเจ็กต์ซึ่งเป็นไปตามกฎ ระยะเวลาจะระบุจำนวนวันตั้งแต่วันที่สร้างอ็อบเจ็กต์ (เช่น 180 วัน) หรือวันที่ระบุซึ่งควรจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรหลังจากนั้น สำหรับอ็อบเจ็กต์ S3 มาตรฐาน, S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย ใดๆ ที่มีชื่อเริ่มต้นด้วยคำนำหน้าที่ระบุและที่มีอายุเกินระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับการจัดเก็บแบบถาวรใน S3 Glacier เพื่อเรียกดูข้อมูล Amazon S3 ที่จัดเก็บใน S3 Glacier ให้เริ่มงานการเรียกดูข้อมูลผ่าน Amazon S3 API หรือ Management Console เมื่อเสร็จงานการเรียกใช้ข้อมูล คุณจะเข้าถึงข้อมูลได้โดยผ่านคำขออ็อบเจ็กต์ Amazon S3 GET

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎรอบการใช้งานสำหรับการจัดเก็บแบบถาวรไปยัง S3 Glacier โปรดดูหัวข้อการจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถใช้ Amazon S3 API หรือ Management Console เพื่อแจกแจงรายการอ็อบเจ็กต์ที่ฉันจัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S3 Glacier ได้ใช่หรือไม่

ใช่ เช่นเดียวกับคลาสพื้นที่จัดเก็บอื่นๆ ของ Amazon S3 (S3 มาตรฐาน, S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย และ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย) อ็อบเจ็กต์ S3 Glacier ที่จัดเก็บโดยใช้ API หรือ Management Console ของ Amazon S3 จะมีชื่อผู้ใช้กำหนดเองเชื่อมโยงกัน คุณสามารถเรียกรายชื่ออ็อบเจ็กต์ Amazon S3 ทั้งหมดของคุณได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier โดยใช้ S3 LIST API หรือรายงาน S3 Inventory

ถาม: ฉันสามารถใช้ API โดยตรงของ Amazon Glacier เพื่อเข้าถึงอ็อบเจ็กต์ที่ฉันจัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S3 Glacier ได้หรือไม่

เนื่องจาก Amazon S3 ดูแลการแมประหว่างชื่ออ็อบเจ็กต์ที่ผู้ใช้ระบุกับตัวระบุของ Amazon S3 Glacier ที่ระบบกำหนด อ็อบเจ็กต์ของ Amazon S3 ที่จัดเก็บโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier จึงสามารถเข้าถึงได้ผ่าน Amazon S3 API หรือ Amazon S3 Management Console เท่านั้น

ถาม: ฉันจะสามารถเรียกดูอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรไว้ใน Amazon S3 Glacier ได้อย่างไร และจะได้รับแจ้งเมื่อมีการคืนค่าอ็อบเจ็กต์หรือไม่

วิธีเรียกดูข้อมูล Amazon S3 ที่จัดเก็บในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ให้เริ่มคำขอเรียกดูข้อมูลผ่าน Amazon S3 API หรือ Amazon S3 Management Console คำขอดึงข้อมูลจะสร้างสำเนาข้อมูลชั่วคราวในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 RRS หรือ S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย โดยทิ้งข้อมูลที่เก็บถาวรไว้ตามเดิมใน S3 Glacier คุณสามารถระบุระยะเวลาเป็นจำนวนวันที่ต้องการให้จัดเก็บสำเนาชั่วคราวไว้ใน S3 ได้ จากนั้น คุณสามารถเข้าถึงสำเนาชั่วคราวจาก S3 ผ่านคำขอ Amazon S3 GET สำหรับอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรได้

การแจ้งเตือนการคืนค่าจะช่วยให้คุณได้รับแจ้งด้วยการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ S3 เมื่ออ็อบเจ็กต์ได้รับการคืนค่าจาก S3 Glacier สำเร็จและมีสำเนาชั่วคราวพร้อมใช้งานสำหรับคุณ เจ้าของบัคเก็ต (หรือบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตโดยนโยบาย IAM) สามารถจัดการการแจ้งเตือนที่จะออกไปสู่ Amazon Simple Queue Service (SQS) หรือ Amazon Simple Notification Service (SNS) ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งการแจ้งเตือนไปยัง AWS Lambda สำหรับการประมวลผลโดยฟังก์ชัน Lambda อีกด้วย

ถาม: การคืนค่าอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรใน S3 Glacier ใช้เวลาเท่าใดและฉันสามารถอัปเกรดคำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีความเร็วการคืนค่าที่เร็วขึ้นได้หรือไม่

เมื่อประมวลงานการเรียกดู ก่อนอื่น Amazon S3 จะเรียกดูข้อมูลที่ขอจาก S3 Glacier จากนั้นจะสร้างสำเนาชั่วคราวของข้อมูลที่ขอใน S3 (ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่กี่นาที) เวลาในการเข้าถึงคำขอของคุณจะขึ้นอยู่กับตัวเลือกในการเรียกดูที่คุณเลือก ได้แก่ การเรียกดูข้อมูลแบบเร่งด่วน แบบมาตรฐาน และแบบจำนวนมาก สำหรับออบเจ็กต์ทั้งหมด ยกเว้นออบเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุด (250MB+) การเข้าถึงข้อมูลโดยการใช้การเรียกดูข้อมูลแบบเร่งด่วน มักจะใช้เวลา 1-5 นาที ออบเจ็กต์ที่มีการเรียกดูโดยใช้การเรียกดูข้อมูลแบบมาตรฐาน มักจะเสร็จสิ้นภายใน 3-5 ชั่วโมง การเรียกดูข้อมูลจำนวนมาก มักจะเสร็จสิ้นภายใน 5-12 ชั่วโมง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลือกการเรียกดูข้อมูล S3 Glacier โปรดดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ S3 Glacier

การอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 เป็นการลบล้างการคืนค่าที่อยู่ระหว่างดำเนินการไปยังระดับการคืนค่าที่เร็วขึ้นในกรณีที่การเข้าถึงข้อมูลเปลี่ยนเป็นเร่งด่วน  คุณสามาถใช้การอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 โดยออกคำขอการคืนค่าอีกรายการสำหรับอ็อบเจ็กต์เดียวกันด้วยพารามิเตอร์งาน “ระดับ” ใหม่ เมื่อออกการอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 คุณต้องเลือกความเร็วการคืนค่าที่เร็วกว่าการคืนค่าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ พารามิเตอร์อื่นๆ เช่น เวลาหมดอายุของอ็อบเจ็กต์ จะไม่เปลี่ยนแปลง คุณสามารถอัปเดตเวลาหมดอายุของอ็อบเจ็กต์ได้หลังจากคืนค่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว คุณต้องชำระเงินสำหรับแต่ละคำขอการคืนค่าและค่าการเรียกข้อมูลต่อ GB สำหรับระดับการคืนค่าที่เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณออกการคืนค่าระดับ “จำนวนมาก” แล้วออกคำขอการอัปเกรดความเร็วการคืนค่าของ S3 ในระดับ “เร่งด่วน” เพื่อลบล้างการคืนค่าระดับ “จำนวนมาก” ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ระบบจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับคำขอสองรายการและค่าการเรียกข้อมูลต่อ GB สำหรับระดับ “เร่งด่วน”

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในการจัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวรใน Amazon S3 Glacier

ราคาของคลาสพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier จะขึ้นอยู่กับความจุพื้นที่จัดเก็บรายเดือนและจำนวนคำขอเปลี่ยนรอบการใช้งานไปใช้ Amazon S3 Glacier อ็อบเจ็กต์ที่ถูกจัดเก็บถาวรที่ Amazon S3 Glacier มีระยะเวลาจัดเก็บขั้นต่ำที่ 90 วัน และอ็อบเจ็กต์ที่ถูกลบก่อน 90 วันจะคิดค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนซึ่งเท่ากับค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดเก็บสำหรับจำนวนวันที่เหลืออยู่ โปรดดูหน้าราคาของ Amazon S3 สำหรับราคาปัจจุบัน

ถาม: มีการคำนวณค่าพื้นที่จัดเก็บของฉันอย่างไรสำหรับอ็อบเจ็กต์ Amazon S3 ที่จัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S3 Glacier

ปริมาณพื้นที่จัดเก็บที่มีการเรียกเก็บค่าบริการในหนึ่งเดือนเป็นไปตามพื้นที่จัดเก็บเฉลี่ยที่ใช้ตลอดเดือนนั้น โดยมีการวัดเป็นหน่วยกิกะไบต์-เดือน (GB-เดือน) Amazon S3 คำนวณขนาดอ็อบเจ็กต์เป็นปริมาณข้อมูลที่คุณจัดเก็บ บวกกับข้อมูล Amazon S3 Glacier เพิ่มเติมอีก 32 KB บวกกับข้อมูลคลาสพื้นที่จัดเก็บแบบมาตรฐาน S3 เพิ่มเติมอีก 8 KB Amazon S3 Glacier ต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม 32 KB ต่ออ็อบเจ็กต์สำหรับดัชนีและข้อมูลเมตาของ Glacier เพื่อให้คุณสามารถระบุและเรียกดูข้อมูลของคุณได้ Amazon S3 ต้องการพื้นที่ 8 KB เพื่อจัดเก็บและรักษาชื่อที่ผู้ใช้ระบุและข้อมูลเมตาของอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรไปยัง Amazon S# Glacier วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณสามารถเรียกดูรายการอ็อบเจ็กต์ Amazon S3 ทั้งหมดของคุณได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บโดยใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier โดยใช้ Amazon S3 LIST API หรือรายงาน S3 Inventory ยกตัวอย่างเช่น หากคุณได้จัดเก็บอ็อบเจ็กต์แบบถาวร 100,000 รายการ ซึ่งแต่ละอ็อบเจ็กต์มีขนาด 1 GB พื้นที่จัดเก็บที่มีการเรียกเก็บค่าบริการของคุณจะเท่ากับ

1.000032 กิกะไบต์ต่ออ็อบเจ็กต์ x 100,000 อ็อบเจ็กต์ = 100,003.2 กิกะไบต์ของพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier
0.000008 กิกะไบต์ต่ออ็อบเจ็กต์ x 100,000 อ็อบเจ็กต์ = 0.8 กิกะไบต์ของพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน Amazon S3

ค่าธรรมเนียมจะคำนวณจากอัตราค่าบริการปัจจุบันสำหรับภูมิภาค AWS ของคุณในหน้าราคา Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถเรียกข้อมูลจาก Amazon S3 Glacier ฟรีได้จำนวนเท่าใด

คุณสามารถเรียกข้อมูล Amazon S3 Glacier ได้ 10 GB ต่อเดือนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย AWS Free Tier สามารถใช้บริการแบบ Free Tier เมื่อใดก็ได้ในช่วงเดือนนั้นๆ และใช้ได้กับการเรียกดูข้อมูลแบบ Amazon S3 Glacier Standard

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการลบอ็อบเจ็กต์ออกจาก Amazon S3 Glacier ซึ่งมีอายุน้อยกว่า 90 วันอย่างไร

Amazon S3 Glacier ได้รับการออกแบบมาเพื่อกรณีใช้งานที่มีการจัดเก็บข้อมูลเป็นเวลาหลายเดือน หลายปี และหลายสิบปี ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลบข้อมูลที่มีการจัดเก็บแบบถาวรใน Amazon S3 Glacier หากอ็อบเจ็กต์ที่ลบนั้นได้รับการจัดเก็บแบบถาวรไว้ใน Amazon S3 Glacier เป็นเวลา 90 วันหรือมากกว่า หากมีการลบหรือเขียนทับอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บแบบถาวรไว้ใน Amazon S3 Glacier ภายใน 90 วันที่จัดเก็บแบบถาวร จะมีค่าธรรมเนียมการลบข้อมูลก่อนกำหนด ค่าธรรมเนียมนี้คิดตามสัดส่วน หากคุณลบข้อมูล 1 GB 30 วันหลังจากการอัปโหลดข้อมูล จะมีการคิดค่าธรรมเนียมการลบข้อมูลออกจากพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier ก่อนกำหนดเป็นเวลา 60 วัน หากคุณลบข้อมูล 1 GB หลังจาก 60 วัน จะมีการคิดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 Glacier เป็นเวลา 30 วัน

ถาม: การเรียกดูข้อมูลจาก Amazon S3 Glacier มีค่าใช้จ่ายเท่าใด

การคืนค่าข้อมูลจาก Amazon S3 Glacier มีสามวิธี คือ การเรียกดูข้อมูลแบบเร่งรัด แบบมาตรฐาน และแบบปริมาณมาก ซึ่งแต่ละวิธีมีค่าธรรมเนียมในการเรียกดูข้อมูลต่อ GB และค่าธรรมเนียมการขอต่อการจัดเก็บแบบถาวรที่ต่างกัน (กล่าวคือ การขอรายการจัดเก็บแบบถาวรหนึ่งรายการนับเป็นหนึ่งคำขอ) สำหรับราคา S3 Glacier โดยละเอียดตามภูมิภาค AWS โปรดไปที่หน้าราคา Amazon S3 Glacier

สืบค้นในตัว

ถาม: ฟังก์ชัน "สืบค้นในตัว" คืออะไร

Amazon S3 อนุญาตให้ลูกค้าเรียกใช้สืบค้นที่มีความซับซ้อนกับข้อมูลที่จัดเก็บไว้โดยไม่ต้องย้ายไปยังแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ที่แยกต่างหาก ความสามารถในการทำสืบค้นของข้อมูลนี้ในตัวบน Amazon S3 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยยะและลดค่าใช้จ่ายสำหรับโซลูชันการวิเคราะห์ที่ใช้ S3 เป็น Data Lake S3 มีตัวเลือกสืบค้นในตัวมากมาย ได้แก่ S3 Select, Amazon Athena และ Amazon Redshift Spectrum ซึ่งให้คุณได้เลือกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะกับการใช้งานของคุณที่สุด คุณยังสามารถใช้ Amazon S3 Select พร้อมกับ AWS Lambda เพื่อสร้างแอปไร้เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถในการประมวลผลในตัวของ S3 Select ได้อีกด้วย

ถาม: S3 Select คืออะไร

S3 Select เป็นคุณสมบัติของ Amazon S3 ซึ่งทำให้การเรียกดูข้อมูลจำเพาะจากเนื้อหาของอ็อบเจ็กต์ที่ใช้นิพจน์ SQL แบบธรรมดาเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องเรียกดูอ็อบเจ็กต์ทั้งหมด คุณสามารถใช้ S3 Select เพื่อกู้คืนชุดย่อยของข้อมูลที่ใช้เงื่อนไข SQL เช่น SELECT และ WHERE จากอ็อบเจ็กต์ที่จัดเก็บในรูปแบบ CSV, JSON หรือ Apache Parquet นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับอ็อบเจ็กต์ที่บีบอัดด้วย GZIP หรือ BZIP2 (สำหรับอ็อบเจ็กต์ CSV และ JSON เท่านั้น) และอ็อบเจ็กต์ที่เข้ารหัสจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์

ถาม: S3 Select ทำอะไรได้บ้าง

คุณสามารถใช้ S3 Select กู้คืนชุดข้อมูลเป้าหมายขนาดเล็กจากออบเจ็กต์ที่ใช้ข้อความสั่ง SQL แบบธรรมดา คุณสามารถใช้ S3 Select พร้อมกับ AWS Lambda เพื่อสร้างแอปพลิเคชันไร้เซิร์ฟเวอร์ซึ่งใช้ S3 Select เพื่อกู้คืนข้อมูลจาก Amazon S3 ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ แทนการกู้คืนและประมวลผลออบเจ็กต์ทั้งหมด คุณยังสามารถใช้ S3 Select พร้อมกับเฟรมเวิร์กของ Big Data เช่น Presto, Apache Hive และ Apache Spark เพื่อสแกนและกรองข้อมูลใน Amazon S3

ถาม:  ทำไมจึงควรใช้ S3 Select

S3 Select มอบวิธีใหม่ในการกู้คืนข้อมูลจำเพาะโดยใช้ข้อความสั่ง SQL จากเนื้อหาของออบเจ็กต์ที่จัดเก็บไว้ใน Amazon S3 โดยไม่ต้องกู้คืนออบเจ็กต์ทั้งหมด S3 Select ช่วยลดความซับซ้อนและพัฒนาประสิทธิภาพในการสแกนและกรองเนื้อหาของออบเจ็กต์ด้วยการทำให้ออบเจ็กต์เล็กลงและเป็นชุดข้อมูลตามเป้าได้สูงสุด 400% ด้วย S3 Select คุณยังสามารถทำการสืบค้นเชิงปฏิบัติการกับไฟล์บันทึกใน Amazon S3 โดยไม่ต้องใช้งานหรือจัดการคลัสเตอร์ที่ประมวลผล

ถาม:  Amazon Athena คืออะไร

Amazon Athena เป็นบริการการสืบค้นแบบโต้ตอบที่ช่วยให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูลใน Amazon S3 โดยใช้สืบค้น SQL มาตรฐาน Athena ไม่ใช้เซิร์ฟเวอร์ ดังนั้นจึงไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตั้งค่าหรือจัดการ คุณสามารถเริ่มการวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที คุณไม่จำเป็นต้องโหลดข้อมูลไปยัง Athena เพราะ Athena จะทำงานโดยตรงกับข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 ทั้งหมด หากต้องการเริ่มต้นใช้งาน เพียงลงชื่อเข้าใช้ Athena Management Console ระบุแบบแผนและเริ่มการสืบค้น Amazon Athena ใช้ Presto ที่รองรับ SQL แบบมาตรฐานอย่างสมบูรณ์และทำงานร่วมกับรูปแบบข้อมูลมาตรฐานหลายประเภท ได้แก่ CSV, JSON, ORC, Apache Parquet และ Avro ในขณะที่ Athena เหมาะสำหรับการสืบค้นแบบเฉพาะกิจที่รวดเร็วและรวมเข้ากับ Amazon QuickSight เพื่อการจัดรูปแบบการแสดงข้อมูลที่ง่ายขึ้น ใอีกทั้งยังสามารถจัดการการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เช่น การเชื่อมขนาดใหญ่ ฟังก์ชันหน้าต่าง และแถวลำดับ

ถาม:  Amazon Redshift Spectrum คืออะไร

Amazon Redshift Spectrum เป็นคุณสมบัติของ Amazon Redshift ที่ให้คุณสามารถใช้สืบค้นกับข้อมูลไร้โครงสร้างที่มากถึงเอกซะไบต์ใน Amazon S3 โดยไม่ต้องมีการโหลดหรือ ETL เมื่อสร้างการสืบค้น ระบบจะส่งสืบค้นนั้นไปยังตำแหน่งข้อมูลของ Amazon Redshift SQL ซึ่งสร้างและปรับแผนการสืบค้นให้ดีขึ้น Amazon Redshift จะระบุว่าข้อมูลใดอยู่ในเครื่องและข้อมูลใดอยู่ใน Amazon S3 สร้างแผนในการลดจำนวนข้อมูลของ Amazon S3 ที่ต้องอ่านให้น้อยที่สุด ส่งคำขอโปรแกรมทำงานของ Redshift Spectrum จากแหล่งทรัพยากรร่วมเพื่ออ่านและประมวลผลข้อมูลจาก Amazon S3

Redshift Spectrum จะใช้สแตนซ์เพิ่มขึ้นถึงหลักพันหากจำเป็น ดังนั้นสืบค้นจะทำงานได้รวดเร็วไม่ว่าข้อมูลจะมีขนาดเท่าใด และคุณสามารถนำ SQL เดียวกันกับที่ใช้สำหรับสืบค้น Amazon Redshift ในปัจจุบัน ไปใช้กับข้อมูล Amazon S3 และเชื่อมต่อตำแหน่งข้อมูล Amazon Redshift เดียวกันโดยใช้เครื่องมือ BI เดิมได้ Redshift Spectrum ช่วยให้คุณสามารถแยกพื้นที่จัดเก็บและประมวลผล โดยคุณสามารถปรับขนาดได้อย่างอิสระ คุณสามารถตั้งค่า Amazon Redshift ได้หลายคลัสเตอร์ตามที่คุณต้องการ เพื่อสืบค้น Data Lake ของ Amazon S3 โดยมีความพร้อมใช้งานสูงและใช้งานพร้อมกันได้อย่างไม่จำกัด Redshift Spectrum ให้คุณมีอิสระในการจัดเก็บข้อมูลในที่ที่คุณต้องการ ในรูปแบบที่คุณต้องการ และพร้อมประมวลผลข้อมูลเมื่อคุณต้องการ

การแจ้งเตือนเหตุการณ์

ถาม: การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 คืออะไร

การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 สามารถส่งเพื่อตอบกลับการดำเนินการใน Amazon S3 อย่างเช่น PUT, POST, COPY หรือ DELETE ได้ โดยสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านทั้ง Amazon SNS, Amazon SQS หรือส่งข้อความแจ้งเตือนโดยตรงไปยัง AWS Lambdaได้

ถาม:ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างกับการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3

การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ S3 ช่วยให้คุณสามารถรันลำดับงาน ส่งการเตือน หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อตอบกลับการเปลี่ยนแปลงในออบเจ็กต์ของคุณที่จัดเก็บอยู่ใน Amazon S3 ได้ คุณสามารถใช้การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ S3 เพื่อตั้งค่าสัญญาณกระตุ้นให้ดำเนินการ รวมถึงแปลงรหัสไฟล์สื่อเมื่อมีการอัปโหลด ประมวลผลไฟล์ข้อมูลเมื่อมีไฟล์พร้อม และซิงโครไนซ์ออบเจ็กต์ S3 ที่มีข้อมูลอื่นๆ จัดเก็บอยู่ คุณยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ตามคำนำหน้าและคำลงท้ายชื่อออบเจ็กต์ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถเลือกที่จะรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับชื่อออบเจ็กต์ที่ขึ้นต้นด้วย “images/.” ได้

ถาม: การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 มีข้อมูลอะไรบ้าง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่รวมอยู่ในข้อความแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 โปรดดูหัวข้อการกำหนดค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 ในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: ฉันจะตั้งค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 ได้อย่างไร

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการตั้งค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ โปรดดูหัวข้อการกำหนดค่าการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 ในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3 คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการส่งข้อความ AWS ได้ในเอกสารประกอบ Amazon SNS และเอกสารประกอบ Amazon SQS

ถาม: การใช้การแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 มีค่าใช้จ่ายเท่าใด

ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการแจ้งเตือนเหตุการณ์ของ Amazon S3 คุณชำระค่าบริการเฉพาะการใช้งาน Amazon SNS หรือ Amazon SQS เพื่อส่งการแจ้งเตือนเหตุการณ์ หรือสำหรับการรันฟังก์ชัน AWS Lambda เท่านั้น ไปที่หน้าราคาของ Amazon SNS, Amazon SQS หรือ AWS Lambda เพื่อดูรายละเอียดราคาสำหรับบริการเหล่านี้

Amazon S3 Transfer Acceleration

ถาม: S3 Transfer Acceleration คืออะไร

Amazon S3 Transfer Acceleration ช่วยให้สามารถโอนไฟล์ผ่านระยะทางไกลระหว่างไคลเอ็นต์กับบัคเก็ต Amazon S3 ของคุณได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และปลอดภัย S3 Transfer Acceleration ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตำแหน่ง Edge ของ AWS กระจายอยู่ทั่วโลกของ Amazon CloudFront เมื่อข้อมูลมาถึงตำแหน่ง Edge ของ AWS จะมีการส่งข้อมูลไปยังบัคเก็ต Amazon S3 ของคุณผ่านพาธเครือข่ายที่เหมาะสมที่สุด

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน S3 Transfer Acceleration ได้อย่างไร

เมื่อต้องการเริ่มต้นด้วย S3 Transfer Acceleration ให้เปิดใช้งาน S3 Transfer Acceleration บนบัคเก็ต S3 โดยใช้ Amazon S3 console Amazon S3 API หรือ AWS CLI หลังจากเปิดใช้งาน S3 Transfer Acceleration คุณจะสามารถชี้คำขอ Amazon S3 PUT และ GET ของคุณไปยังชื่อโดเมนตำแหน่งข้อมูลของ s3-accelerate ได้ แอปพลิเคชันการโอนข้อมูลของคุณต้องใช้ปลายทางประเภทใดประเภทหนึ่งจาก 2 ประเภทนี้ในการเข้าถึงบัคเก็ตเพื่อให้โอนข้อมูลได้เร็วขึ้น .s3-accelerate.amazonaws.com หรือ .s3-accelerate.dualstack.amazonaws.com สำหรับตำแหน่งข้อมูล “สแต็กคู่” หากต้องการใช้การโอนข้อมูลแบบมาตรฐาน คุณสามารถใช้ตำแหน่งข้อมูลแบบทั่วไปต่อไปได้

มีข้อจำกัดบางอย่างที่บัคเก็ตจะสนับสนุนการเร่งการถ่ายโอนข้อมูล S3 สำหรับรายละเอียด โปรดดูคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: S3 Transfer Acceleration ทำงานเร็วเพียงใด

S3 Transfer Acceleration ช่วยให้คุณใช้แบนด์วิธได้อย่างเต็มที่ ลดผลกระทบจากระยะทางที่มีต่ออัตราความเร็ว และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการถ่ายโอนข้อมูลอย่างรวดเร็วสม่ำเสมอไปยัง Amazon S3 โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งไคลเอ็นต์ จำนวนการเร่งความเร็วจะขึ้นอยู่กับแบนด์วิธที่พร้อมใช้งาน ระยะทางระหว่างต้นทางกับปลายทาง และอัตราการสูญเสียแพคเก็ตบนพาธเครือข่าย โดยทั่วไปแล้ว คุณจะเห็นการเร่งที่มากกว่า เมื่อต้นทางไกลจากปลายทางมากกว่า เมื่อมีแบนด์วิดท์พร้อมมากกว่า และ/หรือเมื่อออบเจ็กต์มีขนาดใหญ่กว่า

ลูกค้ารายหนึ่งวัดเวลาเฉลี่ยลดลง 50% ในการดึงไฟล์ขนาด 300 MB จากฐานข้อมูลผู้ใช้ทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และส่วนต่างๆ ของเอเชีย ไปยังบัคเก็ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ซิดนีย์) ลูกค้าอีกรายหนึ่งเฝ้าสังเกตกรณีที่ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 500% สำหรับผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียในการอัปโหลดไฟล์ต่างๆ ขนาด 250 MB (ส่วนละ 50MB) ไปยังบัคเก็ต S3 ในภูมิภาคอเมริกาตะวันออก (เวอร์จิเนียตอนเหนือ)

ลองใช้เครื่องมือเปรียบเทียบความเร็วเพื่อดูตัวอย่างประโยชน์ด้านประสิทธิภาพจากตำแหน่งที่ตั้งของคุณ!

ถาม: ใครควรใช้ S3 Transfer Acceleration

S3 Transfer Acceleration ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับความเร็วในการโอนให้หมาะสมที่สุดจากทั่วโลกมายังบัคเก็ต S3 หากคุณกำลังอัปโหลดจากหลายตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไปยังบัคเก็ตส่วนกลาง หรือหากคุณโอนข้อมูลหลาย GB หรือ TB ข้ามทวีปอยู่เสมอ คุณอาจประหยัดเวลาในการโอนข้อมูลได้หลายชั่วโมงหรือหลายวันด้วย S3 Transfer Acceleration

ถาม: S3 Transfer Acceleration มีความปลอดภัยเพียงใด

S3 Transfer Acceleration มีการรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับการถ่ายโอนข้อมูลทั่วไปไปยัง Amazon S3 มีการรองรับคุณสมบัติด้านการรักษาความปลอดภัยของ Amazon S3 อย่างเช่น การจำกัดการเข้าถึงตามที่อยู่ IP ของไคลเอ็นต์ S3 Transfer Acceleration สื่อสารกับไคลเอ็นต์ผ่าน TCP มาตรฐาน และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไฟร์วอลล์ ไม่มีการบันทึกข้อมูลไว้ที่ตำแหน่ง Edge ของ AWS

ถาม:  จะเกิดอะไรขึ้นถ้า S3 Transfer Acceleration ไม่เร็วกว่าการถ่ายโอน Amazon S3 ทั่วไป

ในแต่ละครั้งที่คุณใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่ออัปโหลดออบเจ็กต์ เราจะตรวจสอบว่า S3 Transfer Acceleration น่าจะเร็วกว่าการโอนข้อมูลด้วย Amazon S3 ทั่วไปหรือไม่ หากเราพบว่า S3 Transfer Acceleration ไม่เร็วกว่าการโอนข้อมูลด้วย Amazon S3 ทั่วไปในกรณีที่โอนออบเจ็กต์เดียวกันไปยังพื้นที่ AWS ปลายทางเดียวกัน เราจะไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้งาน S3 Transfer Acceleration สำหรับการโอนครั้งนั้น และอาจบายพาสระบบ S3 Transfer Acceleration สำหรับรายการอัปโหลดนั้น

ถาม: ฉันสามารถใช้ S3 Transfer Acceleration กับการอัปโหลดแบบหลายส่วนได้หรือไม่

ได้ S3 Transfer Acceleration รองรับคุณสมบัติระดับบัคเก็ตทั้งหมด รวมถึงการอัปโหลดแบบหลายส่วนด้วย

ถาม: ฉันควรเลือกระหว่าง S3 Transfer Acceleration กับ PUT/POST ของ Amazon CloudFront อย่างไร

S3 Transfer Acceleration เพิ่มประสิทธิภาพโปรโตคอล TCP ให้เหมาะสมที่สุด และเพิ่มความอัจฉริยะเพิ่มเติมระหว่างไคลเอ็นต์กับบัคเก็ต S3 ซึ่งทำให้ S3 Transfer Acceleration เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าหากต้องการอัตราความเร็วที่สูงกว่า หากคุณมีออบเจ็กต์ที่เล็กกว่า 1GB หรือหากชุดข้อมูลมีขนาดน้อยกว่า 1GB คุณควรพิจารณาเลือกคำสั่ง PUT/POST ของ Amazon CloudFront เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่เหมาะสมที่สุด

ถาม:  ฉันควรเลือกระหว่าง S3 Transfer Acceleration และ AWS Snow Family (Snowball, Snowball Edge และ Snowmobile) อย่างไร

AWS Snow Family เหมาะสำหรับลูกค้าที่ย้ายข้อมูลชุดใหญ่ในครั้งเดียว AWS Snowball มีรอบเวลาทั่วไปในการดำเนินการ 5-7 วัน ตามหลักทั่วไป S3 Transfer Acceleration ผ่านสายที่มีการใช้งานเต็มที่ 1 Gbps สามารถโอนข้อมูลได้สูงถึง 75 TB ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว S3 Transfer Acceleration จะเป็นตัวเลือกที่ดี หากใช้เวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ในการโอนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต หรือมีงานโอนข้อมูลซ้ำ และมีแบนด์วิธมากกว่า 25 Mbps อีกตัวเลือกหนึ่งคือการใช้ทั้งคู่ โดยเริ่มย้ายด้วย AWS Snowball (หรือชุด AWS Snowball) เบื้องต้น และโอนข้อมูลการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องที่เป็นส่วนเพิ่มด้วย S3 Transfer Acceleration

ถาม: สามารถใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อเสริม AWS Direct Connect ได้หรือไม่

AWS Direct Connect เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับลูกค้าที่ต้องการเครือข่ายส่วนตัวหรือมีการเข้าถึงการแลกเปลี่ยน AWS Direct Connect S3 Transfer Acceleration เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการส่งข้อมูลจากตำแหน่งไคลเอ็นต์ที่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตสาธารณะ หรือสภาพเครือข่ายที่มีความผันแปรซึ่งทำให้อัตราความเร็วไม่ดีพอ ลูกค้า AWS Direct Connect บางรายใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อช่วยการโอนจากสำนักงานจากระยะไกล ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ

ถาม: สามารถใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อเสริม AWS Storage Gateway หรือเกตเวย์ของบุคคลที่สามได้หรือไม่

หากคุณสามารถกำหนดปลายทางบัคเก็ตในเกตเวย์ของบุคคลที่สามให้ใช้ชื่อโดเมนตำแหน่งข้อมูลของการเร่งการโอนข้อมูล S3 ได้ คุณจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการนั้น

ดูส่วนไฟล์ของคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Storage Gateway เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับใช้ AWS

ถาม: สามารถใช้ S3 Transfer Acceleration เพื่อเสริมซอฟต์แวร์แบบรวมของบุคคลที่สามได้หรือไม่

ใช่ แพคเกจซอฟต์แวร์ที่จะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าไปใน Amazon S3 สามารถใช้ประโยชน์จาก S3 Transfer Acceleration เมื่อส่งงานของตนไปยัง Amazon S3 ได้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันคู่ค้าพื้นที่จัดเก็บ»

ถาม: S3 Transfer Acceleration มีคุณสมบัติตรงตาม HIPAA หรือไม่

ใช่ AWS ขยายโปรแกรมการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ HIPAA ให้รวม Amazon S3 Transfer Acceleration ให้เป็นบริการที่ถูกต้องของ HIPAA หากคุณทำสัญญา Business Associate Agreement (BAA) กับ AWS คุณสามารถใช้ Amazon S3 Transfer Acceleration เพื่อให้สามารถโอนไฟล์ที่มีข้อมูลสุขภาพที่ได้รับความคุ้มครอง (PHI) ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และปลอดภัย ผ่านระยะทางไกลระหว่างไคลเอ็นต์กับบัคเก็ต Amazon S3 ของคุณ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ HIPAA »

การจัดการพื้นที่จัดเก็บ

การแท็กออบเจ็กต์ S3

ถาม: แท็กออบเจ็กต์ S3 คืออะไร

การแท็กออบเจ็กต์ S3 คือการจับคู่คีย์-ค่าที่ใช้กับออบเจ็กต์ S3 ซึ่งสามารถสร้าง อัปเดต หรือลบเมื่อใดก็ได้ในระหว่างอายุการใช้งานออบเจ็กต์นั้น ซึ่งจะทำให้คุณสามารถสร้างนโยบาย Identity and Access Management (IAM) กำหนดนโยบายรอบการใช้งาน S3 และปรับแต่งเมตริกพื้นที่จัดเก็บได้ แท็กระดับออบเจ็กต์เหล่านี้จึงสามารถจัดการการเปลี่ยนระหว่างคลาสพื้นที่จัดเก็บและทำให้ออบเจ็กต์ในแบ็กกราวด์หมดอายุได้

ถาม: ฉันจะใช้แท็กออบเจ็กต์กับออบเจ็กต์ของฉันอย่างไร

คุณสามารถเพิ่มแท็กไปยังออบเจ็กต์ใหม่ได้เมื่อคุณอัปโหลดออบเจ็กต์เหล่านั้น หรือคุณสามารถเพิ่มออบเจ็กต์ใหม่ไปยังออบเจ็กต์เดิมได้ โดยสามารถเพิ่มแท็กได้สูงถึง 10 แท็กไปยังออบเจกต์ S3 แต่ละรายการ และคุณสามารถใช้ AWS Management Console, REST API, AWS CLI หรือ AWS SDK เพื่อเพิ่มแท็กออบเจ็กต์ได้

ถาม:  เพราะเหตุใดฉันจึงควรใช้แท็กออบเจ็กต์

แท็กอ็อบเจ็กต์เป็นเครื่องมือที่คุณสามารถใช้เพื่อให้สามารถจัดการพื้นที่จัดเก็บ S3 ได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถสร้าง อัปเดต และลบแท็กเมื่อใดก็ได้ในระหว่างอายุการใช้งานออบเจ็กต์ของคุณ พื้นที่จัดเก็บของคุณสามารถปรับได้ตามความจำเป็นสำหรับธุรกิจของคุณ แท็กจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอ็อบเจ็กต์ที่มีการแท็กโดยมีการจับคู่คีย์-ค่า ซึ่งช่วยให้คุณสามารถทำให้ข้อมูลลับมีความปลอดภัยมากขึ้นเฉพาะสำหรับกลุ่มหรือผู้ใช้ที่เลือก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้แท็กอ็อบเจ็กต์ในการติดป้ายอ็อบเจ็กต์ที่เป็นของโครงการหรือหน่วยธุรกิจเฉพาะ ซึ่งสามารถนำมาใช้ร่วมกับนโยบายรอบการใช้งาน S3 เพื่อจัดการการเปลี่ยนเป็นคลาสพื้นที่จัดเก็บอื่นๆ (S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย, S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย และ S3 Glacier) หรือกับการทำซ้ำข้ามภูมิภาคของ S3 เพื่อทำซ้ำข้อมูลระหว่างภูมิภาค AWS ได้

ถาม: ฉันจะอัปเดตแท็กออบเจ็กต์กับออบเจ็กต์ของฉันได้อย่างไร

แท็กออบเจ็กต์สามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อใดก็ได้ในระหว่างอายุการใช้งานของออบเจ็กต์ S3 ของคุณ โดยคุณสามารถใช้ AWS Management Console, REST API, AWS CLI หรือ AWS SDK เพื่อเปลี่ยนแท็กออบเจ็กต์ของคุณได้ โปรดทราบว่าการเปลี่ยนแปลงแท็กทั้งหมดนอก AWS Management Console เป็นการเปลี่ยนแปลงชุดแท็กทั้งหมด หากคุณมีแท็ก 5 แท็กติดอยู่กับออบเจ็กต์ใดออบเจ็กต์หนึ่ง และต้องการเพิ่มแท็กที่ 6 คุณต้องรวมแท็กเดิม 5 แท็กเข้าไปในคำขอนั้นด้วย

ถาม: หากฉันใช้การทำซ้ำข้ามภูมิภาค แท็กออบเจ็กต์ของฉันจะมีการทำซ้ำหรือไม่

สามารถทำซ้ำแท็กออบเจ็กต์ข้ามพื้นที่ได้โดยใช้การทำซ้ำข้ามภูมิภาค AWS สำหรับลูกค้าที่เปิดใช้งานการทำซ้ำข้ามภูมิภาคแล้ว ต้องมีสิทธิ์ใหม่เพื่อให้สามารถทำซ้ำแท็กได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าการทำซ้ำข้ามภูมิภาค โปรดไปที่วิธีการตั้งค่าการทำซ้ำข้ามภูมิภาคในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: แท็กออบเจ็กต์มีค่าใช้จ่ายเท่าใด

แท็กออบเจ็กต์มีราคาขึ้นอยู่กับปริมาณของแท็กและค่าใช้จ่ายในการขอเพิ่มแท็ก คำขอที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มและอัปเดตแท็กอ็อบเจกต์มีราคาเท่ากับราคาคำขอเดิม โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมในหน้าราคาของ Amazon S3

การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ

ถาม: การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บคืออะไร

การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์รูปแบบการเข้าถึงพื้นที่จัดเก็บและการเปลี่ยนข้อมูลเป็นคลาสพื้นที่จัดเก็บที่ถูกต้อง คุณสมบัติใหม่ของ S3 นี้จะระบุรูปแบบการเข้าถึงแบบไม่บ่อยครั้งโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้คุณเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลเป็น S3 Standard-IA คุณสามารถกำหนดนโยบายการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บเพื่อเฝ้าติดตามบัคเก็ตทั้งหมด คำนำหน้า หรือแท็กออบเจ็กต์ได้ เมื่อมีการสังเกตการณ์รูปแบบการเข้าถึงแบบไม่บ่อยครั้ง คุณจะสามารถสร้างนโยบายอายุรอบการใช้งาน S3 ตามผลลัพธ์ที่ได้อย่างง่ายดาย การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บยังช่วยให้คุณเห็นภาพการใช้พื้นที่จัดเก็บของคุณบน AWS Management Console ซึ่งคุณสามารถส่งออกไปยังบัคเก็ต S3 เพื่อวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมืออัจฉริยะเชิงธุรกิจที่คุณเลือก อย่างเช่น Amazon QuickSight ได้

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งานการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บได้อย่างไร

คุณสามารถใช้ AWS Management Console หรือ S3 PUT Bucket Analytics API เพื่อกำหนดค่านโยบายการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ เพื่อระบุพื้นที่จัดเก็บที่มีการเข้าถึงไม่บ่อยครั้งซึ่งสามารถเปลี่ยนไปใช้คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย หรือเก็บอย่างถาวรไว้ในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ได้ คุณสามารถนำทางไปยังแท็บ “การจัดการ” ใน Console S3 เพื่อจัดการตัววัดการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Inventory และ S3 CloudWatch ได้

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บอย่างไร

โปรดดูหน้าราคาของ Amazon S3 สำหรับข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับราคาการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บ

ถาม: การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บมีการอัปเดตบ่อยเพียงใด

การวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บมีการอัปเดตทุกวันบน S3 Management Console นอกจากนี้ คุณสามารถกำหนดค่าการวิเคราะห์คลาสพื้นที่จัดเก็บเพื่อส่งออกรายงานของคุณไปยังบัคเก็ต S3 ที่คุณต้องการได้

S3 Inventory

ถาม: S3 Inventory คืออะไร

รายงาน S3 Inventory เป็นทางเลือกที่ให้การกำหนดตารางเวลาสำหรับ List API ที่มีการซิงโครไนซ์ของ Amazon S3 คุณสามารถกำหนดค่า S3 Inventory เพื่อจัดเตรียมเอาต์พุตไฟล์ CSV, ORC หรือ Parquet ของอ็อบเจ็กต์ของคุณและข้อมูลเมตาที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์สำหรับบัคเก็ต S3 หรือคำนำหน้าได้ คุณสามารถเร่งลำดับงานของธุรกิจและงานที่มีข้อมูลขนาดใหญ่ให้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นได้ด้วย S3 Inventory คุณยังสามารถใช้ S3 Inventory เพื่อตรวจสอบยืนยันการเข้ารหัสและสถานะการทำซ้ำออบเจกต์ของคุณเพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับทางธุรกิจ และความต้องการด้านกฎระเบียบต่างๆ ได้ 

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน S3 Inventory อย่างไร

คุณสามารถใช้ AWS Management Console หรือ PUT Bucket Inventory API เพื่อกำหนดค่ารายงานสินค้าคงคลังประจำวันหรือประจำสัปดาห์สำหรับอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดภายในบัคเก็ต S3 ของคุณหรือชุดย่อยของอ็อบเจ็กต์ภายใต้คำนำหน้าร่วมกันได้ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดค่า คุณจึงสามารถระบุบัคเก็ต S3 ปลายทางสำหรับ รายงาน S3 Inventory ของคุณ รูปแบบไฟล์เอาต์พุต (CSV, ORC หรือ Parquet) และข้อมูลเมตาของอ็อบเจ็กต์เฉพาะที่จำเป็นสำหรับการใช้งานทางธุรกิจของคุณ อย่างเช่น ชื่ออ็อบเจ็กต์, ขนาด, วันที่แก้ไขล่าสุด, คลาสพื้นที่จัดเก็บ, ID เวอร์ชัน, delete marker, ค่าสถานะเวอร์ชันที่ไม่เป็นปัจจุบัน, ค่าสถานะอัปโหลดแบบหลายส่วน, สถานะการทำซ้ำ หรือสถานะการเข้ารหัส

ถาม:  ไฟล์รายงาน S3 Inventory สามารถเข้ารหัสได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดค่าเพื่อเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมดที่เขียนโดย S3 Inventory ที่จะมีการเข้ารหัสโดย SSE-S3 หรือ SSE-KMS ได้ โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมในคู่มือสำหรับผู้ใช้

ถาม: ฉันจะใช้งาน S3 Inventory อย่างไร

คุณสามารถใช้ S3 Inventory เป็นอินพุตโดยตรงในลำดับงานแอปพลิเคชันของคุณหรืองาน Big Data ได้ คุณยังสามารถสืบค้น S3 Inventory โดยใช้ภาษา Standard SQL ด้วย Amazon Athena, Amazon Redshift Spectrum และเครื่องมืออื่นๆ เช่น Presto, Hive และ Spark ได้อีกด้วย

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบค้น S3 Inventory ด้วย Athena »

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน S3 Inventory อย่างไร

โปรดดูในหน้าราคาของ Amazon S3 สำหรับราคา S3 Inventory เมื่อคุณกำหนดค่าการเข้ารหัสโดยใช้ SSE-KMS คุณจะมีค่าใช้จ่าย KMS สำหรับการเข้ารหัส โปรดดูรายละเอียดในหน้าราคาของ KMS

การทำงานแบบแบตช์ของ S3

ถาม: การทำงานแบบแบตช์ของ S3 คืออะไร

การทำงานแบบแบตช์ของ S3 คือคุณสมบัติที่ลูกค้าสามารถใช้เพื่อทำการดำเนินการ การจัดการ และการตรวจสอบของคำขอ S3 API หรือฟังก์ชัน AWS Lambda ที่เจาะจงให้เป็นแบบอัตโนมัติกับอ็อบเจ็กต์หลายรายการที่จัดเก็บใน Amazon S3 ในปริมาณมาก ลูกค้าสามารถใช้การทำงานแบบแบตช์ของ S3 เพื่อทำการแทนที่ชุดแท็กในอ็อบเจ็กต์ S3, การอัปเดตรายการควบคุมการเข้าถึง (ACL) สำหรับอ็อบเจ็กต์ S3, การคัดลอกอ็อบเจ็กต์ระหว่างบัคเก็ต, การสร้างการคืนค่าจาก Amazon Glacier ไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 อื่นๆ หรือการดำเนินการทำงานแบบกำหนดเองด้วยฟังก์ชัน AWS Lambda ให้เป็นแบบอัตโนมัติ

การทำงานแบบแบตช์ของ S3 จะช่วยให้คุณสามารถทำการเปลี่ยนแปลงต่ออ็อบเจ็กต์พันล้านรายการได้ในไม่กี่คลิกใน S3 Management Console หรือคำขอ API เดียว โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแอปพลิเคชันแบบกำหนดเองหรือเรียกใช้การประมวลผลแบบคลัสเตอร์สำหรับแอปพลิเคชันการจัดการพื้นที่จัดเก็บ การทำงานแบบแบตช์ของ S3 ไม่เพียงช่วยดูแลจัดการการทำงานของพื้นที่จัดเก็บที่มีต่ออ็อบเจ็กต์หลายรายการเท่านั้น แต่ยังจัดการลองใหม่ แสดงความคืบหน้า ส่งการแจ้งเตือน จัดทำรายงานงานเสร็จสมบูรณ์ และส่งเหตุการณ์ไปยัง AWS CloudTrail สำหรับการทำงานทั้งหมดที่ดำเนินการกับอ็อบเจ็กต์เป้าหมายของคุณอีกด้วย การทำงานแบบแบตช์ของ S3 สามารถใช้งานได้จาก S3 Management Console หรือผ่านทาง AWS CLI และ SDK ลงชื่อสมัครใช้งานตัวอย่างการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ที่นี่

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งานการทำงานแบบแบตช์ของ S3 อย่างไร

คุณเริ่มต้นใช้งานการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ได้โดยไปที่ S3 Management Console หรือใช้ AWS CLI หรือ SDK เพื่อสร้างงานการทำงานแบบแบตช์ของ S3 งานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ประกอบด้วยรายการอ็อบเจ็กต์เป้าหมายที่จะดำเนินการ และประเภทของการทำงานที่จะดำเนินการ เริ่มโดยการเลือกรายงาน S3 Inventory หรือระบุรายการอ็อบเจ็กต์เป้าหมายแบบกำหนดเองของคุณสำหรับการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ที่จะดำเนินการ รายงาน S3 Inventory เป็นไฟล์ที่มีรายการอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดที่จัดเก็บอยู่ในบัคเก็ตหรือมีคำนำหน้าเป็น S3 จากนั้น คุณเลือกดำเนินการจากชุดการทำงานที่สนับสนุนโดยการทำงานแบบแบตช์ของ S3 เช่น การแทนที่ชุดแท็ก, การเปลี่ยน ACL, การคัดลอกพื้นที่จัดเก็บจากบัคเก็ตหนึ่งไปยังอีกบัคเก็ต หรือการสร้างการคืนค่าจาก S3 Glacier ไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 อื่นๆ จากนั้นคุณสามารถปรับแต่งงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ด้วยพารามิเตอร์ เช่น ค่าแท็ก, ผู้รับมอบสิทธิ์ ACL หรือระยะเวลาการคืนค่า หากต้องการปรับแต่งการดำเนินการกับพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติม คุณสามารถเขียนฟังก์ชัน AWS Lambda ของคุณเอง และเรียกใช้โค้ดนั้นด้วยการทำงานแบบแบตช์ของ S3

ทันทีที่คุณสร้างงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 โปรแกรมจะประมวลรายการอ็อบเจ็กต์ของคุณ รอการยืนยัน (เลือกได้) แล้วเริ่มดำเนินการตามการทำงานที่คุณระบุไว้ คุณสามารถดูความคืบหน้าของงานตามโปรแกรมหรือผ่านทาง S3 Console รับการแจ้งเตือนเมื่องานเสร็จสมบูรณ์ และตรวจทานรายงานงานเสร็จสมบูรณ์ที่แสดงรายการการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จัดเก็บของคุณ หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ให้ไปที่หน้าคุณสมบัติของ Amazon S3

ถาม: ฉันจะจัดการงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ได้อย่างไร ฉันจะจัดลำดับความสำคัญของงานได้อย่างไร  

คุณสามารถจัดการงานของการทำงานแบบแบตช์ของ S3 ผ่านทาง S3 Management Console หรือใช้ AWS APIs, CLI หรือ SDK การเลือกภูมิภาคของ AWS ใน Console หรือการใช้คำขอ ListJobs จะช่วยให้คุณสามารถดูรายการงาน (สูงสุด 1000 รายการต่อคำขอ) ในแต่ละภูมิภาคของ AWS ที่กรองตามสถานะงาน คุณสามารถใช้รายการเหล่านี้เพื่อดูว่างานใดที่ยังทำงานอยู่ เสร็จสมบูรณ์แล้ว หรือรอการสั่งดำเนินการ หากมีงานใดที่สำคัญกว่าหรือมีกำหนดเวลาเคร่งครัดกว่างานอื่นๆ คุณสามารถอัปเดตลำดับความสำคัญของงานให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ หากต้องการยกเลิกงาน ให้ใช้คำขอ CancelJob หรือเลือกงานแล้วคลิก “ยกเลิก” ใน Console

หากต้องการดูความคืบหน้าของงานที่ยังทำงานอยู่ ให้ใช้คำขอ DescribeJob หรือคลิกที่งานผ่านทาง S3 Management Console เมื่อเลือกงานแล้ว คุณจะเห็นสถานะของงาน จำนวนการดำเนินการที่เสร็จเรียบร้อย จำนวนการดำเนินการที่มีข้อผิดพลาด จำนวนการดำเนินการที่เหลืออยู่ และเปอร์เซ็นต์ที่เสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้ คุณสามารถใช้การแจ้งเตือนเพื่อติดตามเมื่องานเริ่มและเมื่องานเสร็จสมบูรณ์

S3 Object Lock

ถาม: Amazon S3 Object Lock คืออะไร

Amazon S3 Object Lock เป็นคุณสมบัติ Amazon S3 แบบใหม่ที่จะบล็อกการเวอร์ชันลบอ็อบเจ็กต์ในช่วงระยะเวลาการเก็บรักษาที่ลูกค้ากำหนดเอง คุณจึงสามารถบังคับใช้นโยบายการเก็บรักษาได้โดยเป็นการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยข้อมูลอีกชั้นหนึ่งหรือเพื่อควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ คุณสามารถโยกย้ายปริมาณงานจากระบบเขียนครั้งเดียวอ่านหลายครั้ง (WORM) ที่มีอยู่ไปยัง Amazon S3 และกำหนดค่า S3 Object Lock ในระดับอ็อบเจ็กต์และบัคเก็ตเพื่อป้องกันการลบเวอร์ชันอ็อบเจ็กต์ก่อนถึง “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” หรือ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” การป้องกัน S3 Object Lock จะคงอยู่ไม่ว่าอ็อบเจ็กต์จะอยู่ในคลาสพื้นที่จัดเก็บใด และคงอยู่ตลอดการย้ายของรอบการใช้งาน S3 ระหว่างคลาสพื้นที่จัดเก็บต่างๆ

ถาม: อะไรคือเหตุผลที่ควรใช้ Amazon S3 Object Lock

คุณควรใช้ S3 Object Lock ในกรณีที่คุณมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ระบุว่าข้อมูลต้องได้รับการป้องกันแบบ WORM หรือในกรณีที่คุณต้องการเพิ่มเลเยอร์การป้องกันเพิ่มเติมให้กับข้อมูลใน Amazon S3 S3 Object Lock สามารถช่วยให้คุณทำงานสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ระบุให้จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่คงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และยังสามารถป้องกันการลบข้อมูลใน Amazon S3 โดยไม่เจตนาหรือประสงค์ร้ายอีกด้วย

ถาม: Amazon S3 Object Lock ทำงานอย่างไร

Amazon S3 Object Lock จะบล็อกการลบอ็อบเจ็กต์เป็นเวลาตามระยะเวลาการเก็บรักษาที่ระบุไว้ เมื่อทำงานกับ S3 Versioning ซึ่งปกป้องอ็อบเจ็กต์จากการถูกเขียนทับ คุณจะมั่นใจได้ว่าอ็อบเจ็กต์จะคงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ไปตราบเท่าที่ยังใช้การป้องกันแบบ WORM อยู่ คุณสามารถใช้การป้องกันแบบ WORM ได้ด้วยการกำหนด “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” หรือ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” ให้กับอ็อบเจ็กต์โดยใช้ AWS SDK, CLI, REST API หรือ S3 Management Console คุณสามารถใช้การตั้งค่าการเก็บรักษาได้ภายในคำขอ PUT หรือใช้การตั้งค่ากับอ็อบเจ็กต์ที่มีอยู่หลังจากสร้างขึ้นมา

“วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” จะกำหนดระยะเวลาที่อ็อบเจ็กต์จะคงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อกำหนด “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” ให้กับอ็อบเจ็กต์แล้ว อ็อบเจ็กต์นั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือลบได้จนกว่าจะผ่านพ้น “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” ไป หากผู้ใช้พยายามลบอ็อบเจ็กต์ก่อนจะผ่านพ้น “วันที่สิ้นสุดการเก็บรักษา” ระบบจะปฏิเสธการทำงาน

S3 Object Lock กำหนดค่าได้หนึ่งในสองโหมด เมื่อใช้งานในโหมดการควบคุมดูแล บัญชี AWS ที่มีสิทธิ์ IAM ที่เจาะจงจะสามารถนำการป้องกันแบบ WORM ออกจากอ็อบเจ็กต์ได้ หากคุณต้องใช้การรักษาสภาพเดิมที่รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ คุณสามารถใช้โหมดการปฏิบัติตามข้อกำหนด ในโหมดการปฏิบัติตามข้อกำหนด จะไม่มีผู้ใช้รายใดสามารถนำการป้องกันแบบ WORM ออกได้ รวมถึงบัญชีราก

นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำให้อ็อบเจ็กต์คงสภาพเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วยการใช้ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” กับอ็อบเจ็กต์นั้น “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” จะบังคับใช้การป้องกัน S3 Object Lock อย่างไม่มีกำหนดกับอ็อบเจ็กต์ ซึ่งจะคงสภาพนี้ไว้จนกว่าจะนำการตั้งค่านี้ออกโดยชัดแจ้ง เพื่อที่จะบังคับใช้และนำ “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” ออก บัญชี AWS ของคุณต้องมีสิทธิ์ในการเขียนสำหรับการดำเนินการ PutObjectLegalHold “การพักรอข้อมูลตามกฎหมาย” สามารถใช้ได้กับอ็อบเจ็กต์ในบัคเก็ตที่เปิดใช้งาน S3 Object Lock ไม่ว่าอ็อบเจ็กต์นั้นจะได้รับการป้องกันแบบ WORM โดยใช้ระยะเวลาการเก็บรักษาหรือไม่ก็ตาม

ถาม: บริการพื้นที่จัดเก็บอิเล็กทรอนิกส์ของ AWS มีการประเมินในด้านใดบ้างตามข้อบังคับบริการทางการเงิน

สำหรับลูกค้าในอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน S3 Object Lock มีการรองรับเพิ่มเติมสำหรับนายหน้า-ตัวแทนจำหน่ายที่ต้องเก็บบันทึกข้อมูลไว้ในรูปแบบที่ลบไม่ได้และเขียนซ้ำไม่ได้เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดตามกฎ SEC ข้อ 17a-4(f), กฎ FINRA ข้อ 4511 หรือข้อบังคับ CFTC ข้อ 1.31 คุณยังสามารถกำหนดกรอบเวลาในการเก็บบันทึกข้อมูลได้อย่างง่ายดายเพื่อเก็บข้อมูลตามข้อบังคับแบบถาวรในรูปแบบดั้งเดิมตามระยะเวลาที่กำหนด และยังสามารถกำหนดสถานะพักรอข้อมูลตามกฎหมายในการเก็บบันทึกข้อมูลไว้อย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะปลดสถานะพักรอ

ถาม: เอกสารประกอบ AWS ใดที่มีข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับเกณฑ์ SEC 17a-4(f)(2)(i) และ CFTC 1.31(c) สำหรับแจ้งให้ผู้ควบคุมกฎข้อบังคับของฉันทราบ

คุณควรแจ้งให้ผู้ควบคุมกฎข้อบังคับของคุณหรือ “หน่วยงานตรวจสอบที่ได้รับมอบหมาย” (DEA) ทราบว่าคุณได้เลือกใช้ Amazon S3 เป็นพื้นที่จัดเก็บอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับให้สำเนาการตรวจประเมิน Cohasset ด้วย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ AWS จึงไม่ใช่หน่วยงานภายนอกที่ได้รับมอบหมาย (D3P) ต้องแน่ใจว่าได้เลือก D3P และให้ข้อมูลนี้ในการแจ้งให้ DEA ของคุณทราบด้วย

S3 CloudWatch Metrics

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน S3 CloudWatch Metrics ได้อย่างไร

คุณสามารถใช้งาน AWS Management Console เพื่อเปิดใช้งานการสร้างตัววัดคำขอ CloudWatch แบบ 1 นาที สำหรับบัคเก็ต S3 ของคุณ หรือกำหนดค่าตัวกรองสำหรับตัววัดโดยใช้คำนำหน้าหรือแท็กออบเจ็กต์ได้ หรือคุณสามารถเรียก S3 PUT Bucket Metrics API เพื่อเปิดใช้งานและกำหนดค่าการเผยแพร่ตัววัดพื้นที่จัดเก็บ S3 ได้ ตัววัดคำขอ CloudWatch จะพร้อมใช้งานใน CloudWatch ภายใน 15 นาทีหลังจากเปิดใช้งาน ตัววัดคำขอ CloudWatch จะเปิดใช้งานตามค่าเริ่มต้นสำหรับทุกบัคเก็ต และรายงานวันละ 1 ครั้ง

ถาม: ฉันสามารถจัดตัววัดคำขอ S3 CloudWatch ให้ตรงกับแอปพลิเคชันหรือองค์กรธุรกิจของฉันได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดค่าตัววัดคำขอ S3 CloudWatch เพื่อสร้างตัววัดสำหรับบัคเก็ต S3 ของคุณ หรือกำหนดค่าตัวกรองสำหรับตัววัดโดยใช้คำนำหน้าหรือแท็กออบเจ็กต์ได้

ถาม: ฉันสามารถตั้งการแจ้งเตือนใดได้บ้างในตัววัดพื้นที่จัดเก็บของฉัน

คุณสามารถใช้ CloudWatch เพื่อตั้งค่าเกณฑ์สำหรับจำนวนตัววัดพื้นที่จัดเก็บ ตัวจับเวลา หรืออัตรา และทริกเกอร์การดำเนินการเมื่อมีการฝ่าฝืนค่าเกณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถตั้งค่าเกณฑ์ตามเปอร์เซ็นต์ของการตอบสนองต่อข้อผิดพลาดในชุด 4xx และเมื่อจุดข้อมูลอย่างน้อย 3 จุดสูงกว่าทริกเกอร์ ให้มีการแจ้งเตือน CloudWatch เพื่อเตือน DevOps

ถาม: จะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการใช้งานตัววัด S3 CloudWatch อย่างไร

ตัววัดพื้นที่จัดเก็บ CloudWatch มีให้บริการฟรี ตัววัดพื้นที่จัดเก็บ CloudWatch มีการกำหนดราคาตามตัววัดที่กำหนดเองสำหรับ Amazon CloudWatch โปรดดูหน้าราคาของ Amazon CloudWatch สำหรับข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับราคาตัววัด S3 CloudWatch

การจัดการรอบการใช้งาน S3

ถาม: การจัดการรอบการใช้งาน S3 คืออะไร

การจัดการรอบการใช้งาน S3 ช่วยให้คุณสามารถกำหนดรอบการใช้งานของอ็อบเจ็กต์ของคุณด้วยนโยบายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บลงได้ คุณสามารถตั้งค่านโยบายการเปลี่ยนรอบการใช้งานในการย้ายอ็อบเจ็กต์ที่เก็บอยู่ในคลาสพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน S3 โดยอัตโนมัติไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย, S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย และ/หรือ S3 Glacier ที่ขึ้นอยู่กับอายุของข้อมูล คุณยังสามารถกำหนดนโยบายการหมดอายุรอบการใช้งานเพื่อลบอ็อบเจ็กต์ออกโดยอัตโนมัติตามอายุของอ็อบเจ็กต์ได้ด้วย คุณสามารถกำหนดนโยบายสำหรับการหมดอายุรายการอัปโหลดแบบหลายส่วน ซึ่งจะทำให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุไปตามอายุของรายการอัปโหลด

ถาม: ฉันจะตั้งค่านโยบายการจัดการรอบการใช้งาน S3 ได้อย่างไร

คุณสามารถตั้งค่าและจัดการนโยบายรอบการใช้งานได้ใน AWS Management Console, S3 REST API, AWS SDK หรือ AWS Command Line Interface (CLI) คุณสามารถระบุนโยบายที่คำนำหน้าหรือที่ระดับบัคเก็ตได้

ถาม: จะมีค่าใช้จ่ายเท่าใดในการใช้การจัดการรอบการใช้งาน S3

ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตั้งค่าและใช้นโยบายรอบการใช้งาน โดยจะมีการคิดค่าใช้จ่ายการขอเปลี่ยนต่อออบเจ็กต์เมื่อออบเจ็กต์มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนได้ตามกฎรอบการใช้งาน โปรดดูข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดราคาในหน้าการกำหนดราคาของ S3

ถาม: ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างกับนโยบายการจัดการรอบการใช้งาน

เมื่อข้อมูลมีอายุมากขึ้น ก็อาจจะมีความสำคัญน้อยลง มีค่าน้อยลง และ/หรือต้องเป็นไปตามข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ Amazon S3 รวมคลังข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับขั้นตอนการย้ายข้อมูลได้โดยอัตโนมัติระหว่างคลาสพื้นที่จัดเก็บ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถตั้งค่าอ็อบเจ็กต์ที่เข้าถึงไม่บ่อยที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในคลาสพื้นที่จัดเก็บที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า (เช่น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย) หลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากผ่านไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง อ็อบเจ็กต์เหล่านั้นสามารถเคลื่อนย้ายไปยัง Amazon S3 Glacier เพื่อจัดเก็บถาวรและให้เป็นไปตามข้อกำหนด หากนโยบายอนุญาต คุณสามารถระบุนโยบายรอบการใช้งานในการลบอ็อบเจ็กต์ได้เช่นกัน กฎเหล่านี้สามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพื้นที่จัดเก็บที่มองไม่เห็นและช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการ นโยบายเหล่านี้ยังรวมแนวทางปฏิบัติในการให้บริการที่ดี เพื่อลบอ็อบเจ็กต์และแอตทริบิวต์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพื่อจัดการค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพให้เหมาะสมที่สุด

ถาม: ฉันจะใช้นโยบายรอบการใช้งานของ Amazon S3 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บ Amazon S3 ได้อย่างไร

เมื่อใช้นโยบายรอบการใช้งาน Amazon S3 คุณสามารถกำหนดค่าอ็อบเจ็กต์ของคุณให้ย้ายจากคลาสพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน S3 ไปเป็น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย และ/หรือเก็บถาวรไว้ที่ S3 Glacier นอกจากนี้ คุณยังสามารถระบุนโยบายรอบการใช้งาน S3 เพื่อลบอ็อบเจ็กต์หลังจากช่วงเวลาที่เจาะจง คุณสามารถใช้การจัดการแบบอัตโนมัติด้วยนโยบายนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงประหยัดเวลาด้วย ในแต่ละกฎ คุณสามารถกำหนดคำนำหน้า ระยะเวลา กำหนดให้เปลี่ยนเป็น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย, S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 Glacier และ/หรือกำหนดการหมดอายุได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจสร้างกฎที่จัดเก็บอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดแบบถาวรไว้ใน S3 Glacier โดยมีคำนำหน้าร่วมกันเป็น “logs/” 30 วันหลังจากสร้างอ็อบเจ็กต์ และให้อ็อบเจ็กต์เหล่านี้หมดอายุใน 365 วันหลังจากสร้างอ็อบเจ็กต์ คุณยังสามารถสร้างกฎแยกต่างหากที่ให้เฉพาะอ็อบเจ็กต์ทั้งหมดที่มีคำนำหน้าเป็น “backups/” หมดอายุใน 90 วันหลังจากสร้างอ็อบเจ็กต์ได้ด้วย นโยบายรอบการใช้งาน S3 มีผลใช้กับทั้งออบเจ็กต์ S3 ทั้งเก่าและใหม่ โดยช่วยให้คุณปรับพื้นที่จัดเก็บให้เหมาะสมที่สุด และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุดสำหรับข้อมูลปัจจุบันทั้งหมดและข้อมูลใหม่ใดๆ ที่อยู่ใน S3 โดยไม่ต้องเสียเวลาในตรวจสอบและย้ายข้อมูลด้วยตนเอง ภายในกฎรอบการใช้งาน ช่องคำนำหน้าจะระบุออบเจ็กต์ที่เป็นไปตามกฎ หากต้องการใช้กฎกับออบเจ็กต์แต่ละรายการ ให้ระบุชื่อหลัก หากต้องการใช้กฎกับชุดออบเจ็กต์ ให้ระบุคำนำหน้าร่วมของออบเจ็กต์ (เช่น “logs/”) คุณสามารถกำหนดให้การดำเนินการเปลี่ยนให้จัดเก็บออบเจ็กต์ของคุณแบบถาวร และกำหนดให้การดำเนินการหมดอายุให้ลบออบเจ็กต์ทิ้งได้ สำหรับระยะเวลา ให้ใส่วันที่สร้าง (เช่น 31 มกราคม 2015) หรือจำนวนวันนับจากวันที่สร้าง (เช่น 30 วัน) ซึ่งหลังจากวันดังกล่าว คุณต้องการให้จัดเก็บออบเจ็กต์แบบถาวรหรือลบออบเจ็กต์ทิ้ง คุณอาจสร้างกฎหลายกฎสำหรับคำนำหน้าต่างๆ ได้

ถาม: ฉันสามารถกำหนดค่าให้ลบออบเจ็กต์หลังจากระยะเวลาหนึ่งได้อย่างไร

คุณสามารถกำหนดนโยบายการหมดอายุรอบการใช้งาน S3 เพื่อลบออบเจ็กต์ออกจากบัคเก็ตของคุณได้หลังจากจำนวนวันที่ระบุ คุณสามารถกำหนดกฎการหมดอายุสำหรับชุดออบเจ็กต์ในบัคเก็ตของคุณผ่านนโยบายการกำหนดรอบการใช้งานซึ่งคุณใช้กับบัคเก็ตดังกล่าวได้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการหมดอายุของรอบการใช้งาน S3 »

ถาม: เพราะเหตุใดฉันจึงควรใช้นโยบายรอบการใช้งาน S3 เพื่อให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุ

นโยบายรอบการใช้งาน S3 ที่ทำให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุ ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้โดยการจำกัดเวลาที่จะจัดเก็บรายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น หากแอปพลิเคชันของคุณอัปโหลดออบเจ็กต์แบบหลายส่วนจำนวนมาก แต่ไม่เคยใช้งานเลย คุณจะยังคงต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บนั้น นโยบายนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่จัดเก็บ S3 ลงได้โดยการลบรายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์โดยอัตโนมัติ รวมถึงพื้นที่จัดเก็บที่เกี่ยวข้องหลังจากจำนวนวันที่กำหนดล่วงหน้า

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ รอบการใช้งาน S3 เพื่อให้รายการอัปโหลดแบบหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์หมดอายุ »

การทำซ้ำข้ามภูมิภาค

ถาม: การทำซ้ำข้ามภูมิภาค (CRR) ของ Amazon S3 คืออะไร

CRR คือคุณสมบัติหนึ่งของ Amazon S3 ที่ทำซ้ำข้อมูลระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของ AWS โดยอัตโนมัติ CRR จะช่วยให้คุณสามารถตั้งค่าการทำซ้ำในระดับบัคเก็ต ระดับคำนำหน้าที่แชร์กัน หรือระดับอ็อบเจ็กต์ที่ใช้แท็กอ็อบเจ็กต์ S3 คุณสามารถใช้ CRR เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่มีเวลาแฝงต่ำในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันได้ CRR สามารถช่วยคุณได้หากคุณมีข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ เพื่อจัดเก็บสำเนาข้อมูลในสถานที่ซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายร้อยไมล์

ถาม: ฉันจะเปิดใช้งาน CRR อย่างไร

CRR ถูกกำหนดค่าไว้ที่ระดับบัคเก็ต S3 คุณเปิดใช้งานการกำหนดค่า CRR บนบัคเก็ตต้นทางโดยการระบุบัคเก็ตปลายทางสำหรับการทำซ้ำในภูมิภาคอื่น คุณสามารถใช้ AWS Management Console, REST API, AWS CLI หรือ AWS SDK เพื่อเปิดใช้งาน CRR ได้ ต้องเปิดการกำหนดเวอร์ชันสำหรับทั้งบัคเก็ตต้นทางและปลายทางเพื่อเปิดใช้งาน CRR หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โปรดไปที่วิธีการตั้งค่าการทำซ้ำข้ามภมิภาคในคู่มือสำหรับนักพัฒนา Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถใช้ CRR ที่มีกฎรอบการใช้งาน S3 ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดกฎรอบการใช้งาน S3 บนบัคเก็ตต้นทางและปลายทางได้ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถกำหนดค่ากฎรอบการใช้งานในการย้ายข้อมูลจากคลาสพื้นที่จัดเก็บมาตรฐาน S3 ไปเป็น S3 มาตรฐาน - เข้าถึงไม่บ่อย หรือ S3 หนึ่งโซน – เข้าถึงไม่บ่อย หรือเก็บข้อมูลไว้ที่ S3 Glacier ในบัคเก็ตปลายทาง

ตอนนี้คุณสามารถสร้างกฎการทำซ้ำข้ามภูมิภาคของ S3 เพื่อทำสำเนาโดยตรงของข้อมูลไปยังคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 Glacier ในภูมิภาคอื่นเพื่อการสำรองข้อมูลหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ โดยไม่ต้องจัดการนโยบายรอบการใช้งานข้อมูล

ถาม: ฉันสามารถใช้ CRR ที่มีออบเจ็กต์ที่เข้ารหัสด้วย AWS Key Management Service (KMS) ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถทำซ้ำออบเจ็กต์ที่มีการเข้ารหัสด้วย KMS ได้โดยการใส่คีย์ KMS ปลายทางในการกำหนดค่าการทำซ้ำของคุณ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำซ้ำออบเจ็กต์ที่มีการเข้ารหัสด้วย KMS »

ถาม: การถ่ายโอนและเข้ารหัสออบเจ็กต์ผ่านกระบวนการทำซ้ำมีความปลอดภัยหรือไม่

ใช่ ออบเจ็กต์จะถูกเข้ารหัสตลอดกระบวนการ CRR ออบเจ็กต์ที่มีการเข้ารหัสจะถูกส่งผ่าน SSL อย่างปลอดภัยจากพื้นที่ต้นทางไปยังพื้นที่ปลายทาง

ถาม: ฉันสามารถใช้ CRR ระหว่างบัญชี AWS เพื่อป้องกันการลบที่เป็นอันตรายหรือโดยไม่ได้ตั้งใจได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถตั้งค่า CRR ระหว่างบัญชี AWS เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่มีการทำซ้ำไว้ในบัญชีอื่นในพื้นที่ปลายทางได้ คุณสามารถใช้ CRR Ownership Overwrite ในการกำหนดค่าการทำซ้ำของคุณ เพื่อแยกแยะสแต็กแสดงความเป็นเจ้าของระหว่างต้นทางกับปลายทาง และอนุญาตการแสดงความเป็นเจ้าของบัญชีปลายทางไปยังพื้นที่จัดเก็บที่มีการทำซ้ำ 

ถาม: การทำซ้ำแบบข้ามภูมิภาคของ S3 มีราคาเท่าใด

คุณจะจ่ายค่าบริการ Amazon S3 สำหรับพื้นที่จัดเก็บ (ในคลาสพื้นที่จัดเก็บ S3 ที่คุณเลือก) คำขอคัดลอก และการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างภูมิภาคสำหรับสำเนาทำซ้ำข้อมูล คำขอคัดลอกและการโอนข้อมูลระหว่างพื้นที่จะคิดค่าบริการตามภูมิภาคต้นทาง พื้นที่จัดเก็บสำหรับข้อมูลที่มีการทำซ้ำจะมีการคิดค่าใช้จ่ายตามพื้นที่ปลายทาง โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมในหน้าการกำหนดราคาของ S3

หากมีการอัปโหลดออบเจ็กต์ต้นทางโดยใช้คุณสมบัติการอัปโหลดแบบหลายส่วน จะมีการทำซ้ำโดยใช้จำนวนส่วนและขนาดส่วนที่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ออบเจ็กต์ขนาด 100 GB ที่มีการอัปโหลดโดยใช้คุณสมบัติการอัปโหลดแบบหลายส่วน (800 ส่วน ส่วนละ 128 MB) จะมีค่าใช้จ่ายในการขอสำหรับคำขอ 802 รายการ (คำขออัปโหลด 800 ส่วน + คำขอเริ่มการอัปโหลดแบบหลายส่วน 1 รายการ + คำขอเสร็จสิ้นการอัปโหลดแบบหลายส่วน 1 รายการ) เมื่อมีการทำซ้ำ คุณจะมีค่าใช้จ่ายในการขอ 0.00401 USD (คำขอ 802 รายการ x 0.005 USD ต่อคำขอ 1,000 รายการ) และค่าใช้จ่าย 2.00 USD (0.020 USD ต่อการโอน GB x 100 GB) สำหรับการโอนข้อมูลระหว่างพื้นที่ หลังจากการทำซ้ำ จะมีการคิดค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดเก็บขนาด 100 GB ตามพื้นที่ปลายทาง

Amazon S3 และ IPv6

ถาม: IPv6 คืออะไร

เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตต้องมีที่อยู่เฉพาะ Internet Protocol Version 4 (IPv4) คือรูปแบบการกำหนดที่อยู่แบบ 32 บิต อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอินเทอร์เน็ตทำให้ที่อยู่ IPv4 ที่มีอยู่ทั้งหมดจะใช้งานเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง Internet Protocol Version 6 (IPv6) คือกลไกการกำหนดที่อยู่แบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาขีดจำกัดของที่อยู่ทั้งระบบบน IPv4

คำถาม:   ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อใช้ IPv6

การใช้ Amazon S3 ที่รองรับ IPv6 ทำให้สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันกับ Amazon S3 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์หรือระบบแปลง IPv6 เป็น IPv4 คุณสามารถทำตามข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับได้ สามารถรวมระบบกับแอปพลิเคชันที่มีอยู่ในสถานที่ซึ่งใช้ IPv6 ได้อย่างง่ายดาย และไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เครือข่ายราคาแพงเพื่อจัดการเรื่องการแปลงที่อยู่ ตอนนี้คุณยังสามารถใช้คุณสมบัติกรองที่อยู่ต้นทางซึ่งมีอยู่ในนโยบาย IAM และนโยบายบัคเก็ตที่มีที่อยู่ IPv6 ซึ่งทำให้คุณมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้นในการทำให้แอปพลิเคชันมีความปลอดภัยในการโต้ตอบกับ Amazon S3

ถาม: ฉันจะเริ่มต้นใช้งาน IPv6 บน Amazon S3 ได้อย่างไร

คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานได้โดยการชี้แอปพลิเคชันของคุณไปที่ตำแหน่งข้อมูล “สแต็กคู่” ใหม่ของ Amazon S3 ซึ่งรองรับการเข้าถึงผ่านทั้ง IPv4 และ IPv6 ในกรณีส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดค่าเพิ่มเติมสำหรับการเข้าถึงผ่าน IPv6 อีก เพราะไคลเอ็นต์เครือข่ายส่วนใหญ่ต้องการที่อยู่ IPv6 เป็นค่าเริ่มต้น

ถาม: ประสิทธิภาพการทำงานของ Amazon S3 จะเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่อใช้ IPv6

ไม่ คุณจะเห็นประสิทธิภาพระดับเดียวกันไม่ว่าจะใช้ IPv4 หรือ IPv6 กับ Amazon S3

ถาม: ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างหากไคลเอ็นต์ของฉันได้รับผลกระทบจากนโยบาย เครือข่าย หรือข้อจำกัดอื่นๆ ในการใช้ IPv6 สำหรับ Amazon S3

แอปพลิเคชันที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ IPv6 สามารถเปลี่ยนกลับไปยังตำแหน่งข้อมูลเฉพาะ IPv4 มาตรฐานได้ตลอดเวลา

ถาม: ฉันสามารถใช้ IPv6 กับคุณสมบัติทั้งหมดของ Amazon S3 ได้ใช่หรือไม่

ไม่ ขณะนี้ ไม่มีการรองรับ IPv6 เมื่อใช้งานการโฮสต์เว็บไซต์และการเข้าถึงผ่านทาง BitTorrent คุณสมบัติอื่นๆ ทั้งหมดควรใช้งานได้เมื่อเข้าถึง Amazon S3 โดยใช้ IPv6

ถาม: มีการรองรับ IPv6 ในทุกภูมิภาค AWS หรือไม่

คุณสามารถใช้ IPv6 กับ Amazon S3 ในทุกพื้นที่การค้าของ AWS ได้ ยกเว้นประเทศจีน (ปักกิ่ง) และประเทศจีน (หนิงเซี่ย) คุณยังสามารถใช้ IPv6 ในภูมิภาค AWS GovCloud (US) ได้อีกด้วย

พร้อมเริ่มต้นใช้งานหรือยัง

Product-Page_Standard-Icons_01_Product-Features_SqInk
ดูคุณสมบัติต่างๆ ของผลิตภัณฑ์

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติสำหรับการจัดการข้อมูล ความปลอดภัย การจัดการสิทธิ์เข้าถึง การวิเคราะห์ และอื่นๆ

เรียนรู้เพิ่มเติม 
Product-Page_Standard-Icons_02_Sign-Up_SqInk
ลงชื่อสมัครใช้บัญชีฟรี

รับการเข้าถึง AWS Free Tier โดยทันทีและเริ่มทดลองใช้งาน Amazon S3 

ลงชื่อสมัครใช้งาน 
Product-Page_Standard-Icons_03_Start-Building_SqInk
เริ่มต้นสร้างใน Console

เริ่มต้นการสร้างด้วย Amazon S3 ใน AWS Console

เริ่มต้นใช้งาน