ทั่วไป

ถาม: Amazon Aurora คืออะไร

Amazon Aurora คือบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่ทันสมัยซึ่งมีประสิทธิภาพดีและมีความพร้อมใช้งานสูงในทุกขนาด พร้อมทั้งใช้งานร่วมกับ PostgreSQL และ MySQL ได้ รวมถึงมีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาที่หลากหลายในการสร้างแอปพลิเคชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML)

Aurora มีระบบพื้นที่จัดเก็บแบบกระจาย ทนต่อข้อผิดพลาด และแก้ข้อผิดพลาดด้วยตัวเอง โดยแยกออกจากทรัพยากรคอมพิวเตอร์และปรับขนาดอัตโนมัติได้สูงสุด 128 TB ต่ออินสแตนซ์ฐานข้อมูล โดยมอบประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานสูงที่มีแบบจำลองการอ่านที่มีเวลาแฝงต่ำสูงสุด 15 แบบ การกู้ข้อมูล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง การสำรองข้อมูลอย่างต่อเนื่องไปยัง Amazon Simple Storage Service (Amazon S3) และมีการจำลองทั่วทั้ง Availability Zone (AZ) สามแห่ง

นอกจากนั้น Amazon Aurora ยังเป็นบริการที่มีการจัดการเต็มรูปแบบซึ่งช่วยดำเนินการดูแลระบบที่ใช้เวลานานโดยอัตโนมัติ เช่น การจัดเตรียมฮาร์ดแวร์ การตั้งค่าฐานข้อมูล การแพตช์ และการสำรองข้อมูล พร้อมทั้งช่วยรักษาความปลอดภัย ความพร้อมใช้งาน และความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่ 1 ใน 10 ของต้นทุน

ถาม: "ใช้งานร่วมกันได้กับ MySQL" หมายความว่าอย่างไร

Amazon Aurora สามารถใช้งานได้กับฐานข้อมูลแบบโอเพนซอร์สของ MySQL ที่มีอยู่ทั้งหมด และเพิ่มการรองรับรุ่นที่ออกใหม่อย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งทำให้คุณสามารถโยกย้ายฐานข้อมูล MySQL ไปยังและออกจาก Aurora ได้อย่างง่ายดายโดยใช้เครื่องมือ Import/Export หรือสแน็ปช็อตมาตรฐานได้ และคุณยังสามารถใช้โค้ด แอปพลิเคชัน ไดรเวอร์ และเครื่องมือที่คุณใช้กับฐานข้อมูล MySQL ส่วนใหญ่ที่มีอยู่เดิมกับ Aurora ได้โดยแทบไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบ Aurora กับ MySQL ก็ควรที่จะต้องเข้าใจว่าโปรแกรมฐานข้อมูล Amazon Aurora ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เชื่อมต่อได้กับ MySQL 5.6 และ 5.7 ที่ใช้โปรแกรมพื้นที่จัดเก็บ InnoDB ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการย้ายแอปพลิเคชันระหว่างทั้งสองกลไกนี้ คุณสมบัติ MySQL บางอย่าง เช่น โปรแกรมพื้นที่จัดเก็บ MyISAM จะไม่สามารถใช้ได้กับ Amazon Aurora

ถาม: "ใช้งานร่วมกันได้กับ PostgreSQL " หมายความว่าอย่างไร

Amazon Aurora สามารถใช้งานได้กับฐานข้อมูลแบบโอเพนซอร์สของ PostgreSQL ที่มีอยู่ทั้งหมด และเพิ่มการรองรับรุ่นที่ออกใหม่อย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งทำให้คุณสามารถโยกย้ายฐานข้อมูล PostgreSQL ไปยังและออกจาก Aurora ได้อย่างง่ายดายโดยใช้เครื่องมือ Import/Export หรือสแน็ปช็อตมาตรฐานได้ และคุณยังสามารถใช้โค้ด แอปพลิเคชัน ไดรเวอร์ และเครื่องมือที่คุณใช้กับฐานข้อมูล PostgreSQL ส่วนใหญ่ที่มีอยู่เดิมกับ Aurora ได้โดยแทบไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง 

ถาม: ฉันควรคิดอย่างไรเกี่ยวกับ Amazon Aurora และ Amazon Relational Database Service (Amazon RDS)

ตอบ: Amazon RDS เป็นบริการฐานข้อมูลที่มีการจัดการเต็มรูปแบบ มีความพร้อมใช้งานสูง และปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการตั้งค่า การใช้งาน และการเรียกใช้กลไกฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ทั้ง 7 รายการ ดังนี้ PostgreSQL, MySQL, MariaDB, Oracle, SQL Server, Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ และ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ 

Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้และ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ใช้คุณประโยชน์ต่างๆ ของ Amazon RDS ซึ่งรวมถึงการดำเนินงานดูแลฐานข้อมูลที่ใช้เวลานานโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งมอบประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับขนาด และความพร้อมใช้งานที่ดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับ MySQL และ PostgreSQL แบบโอเพนซอร์สของชุมชน

ถาม: ฉันจะทดลองใช้ Amazon Aurora ได้อย่างไร

หากต้องการทดลองใช้ Amazon Aurora ให้ลงชื่อเข้าใช้ AWS Management Console เลือก RDS ในหมวดหมู่ Database (ฐานข้อมูล) แล้วเลือก Amazon Aurora ให้เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลของคุณ

ถาม: Amazon Aurora มีค่าใช้จ่ายเท่าไร

โปรดดูหน้าราคา Aurora ของเราเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับราคาปัจจุบัน

ถาม: Amazon Aurora จำลองปริมาณฐานข้อมูลของฉันแต่ละชุดออกเป็นหกวิธีใน Availability Zone 3 แห่ง นั่นหมายความว่าราคาพื้นที่จัดเก็บของฉันจะสูงขึ้นถึงสามหรือหกเท่าของราคาที่แสดงในหน้าราคาหรือไม่

ไม่ใช่ การจำลองของ Amazon Aurora คิดมาเป็นราคารวมอยู่แล้ว คุณจะถูกเรียกเก็บเงินตามพื้นที่จัดเก็บที่ฐานข้อมูลของคุณใช้ในชั้นฐานข้อมูล ไม่ใช่พื้นที่จัดเก็บที่ใช้ในชั้นพื้นที่จัดเก็บเสมือนของ Amazon Aurora

ถาม: สามารถใช้ Amazon Aurora ในรีเจี้ยน AWS ใดได้บ้าง

โปรดดูหน้าราคา Aurora ของเราเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับราคาและรีเจี้ยนในปัจจุบัน

ถาม: ฉันจะย้ายข้อมูลไปมาระหว่าง MySQL และ Amazon Aurora ได้อย่างไร

คุณมีหลายตัวเลือกให้เลือกทำ คุณสามารถใช้ยูทิลิตี mysqldump แบบมาตรฐานเพื่อส่งออกข้อมูลจาก MySQL และใช้ยูทิลิตี mysqlimport เพื่อนำเข้าข้อมูลไปยัง Amazon Aurora และในทางกลับกันได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้คุณสมบัติการย้าย Database Snapshot ของ Amazon RDS เพื่อย้าย Database Snapshot ของ Amazon RDS for MySQL ไปยัง Amazon Aurora โดยใช้ AWS Management Console การย้ายของลูกค้าส่วนใหญ่จะเสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งชั่วโมง แต่ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและขนาดของชุดข้อมูล ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการย้าย MySQL Database ไปยัง Amazon Aurora

ถาม: ฉันจะย้ายข้อมูลไปมาระหว่าง PostgreSQL และ Amazon Aurora ได้อย่างไร

คุณมีหลายตัวเลือกให้เลือกทำ คุณสามารถใช้ยูทิลิตี pg_dump แบบมาตรฐานเพื่อส่งออกข้อมูลจาก PostgreSQL และใช้ pg_restore เพื่อนำเข้าข้อมูลไปยัง Amazon Aurora และในทางกลับกันได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้คุณสมบัติการย้าย Database Snapshot ของ Amazon RDS เพื่อย้าย Database Snapshot ของ Amazon RDS for PostgreSQL ไปยัง Amazon Aurora โดยใช้ AWS Management Console การย้ายของลูกค้าส่วนใหญ่จะเสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งชั่วโมง แต่ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและขนาดของชุดข้อมูล คุณสามารถใช้ Babelfish สำหรับ Aurora PostgreSQL เพื่อย้ายแอปพลิเคชัน SQL Server ไปยัง Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่หน้าคุณสมบัติของ Babelfish

ถาม: Amazon Aurora ได้เข้าร่วมอยู่ใน AWS Free Tier หรือไม่

ยังใช้ไม่ได้ในขณะนี้ AWS Free Tier สำหรับ Amazon RDS สามารถให้ประโยชน์กับอินสแตนซ์ Micro DB ได้ แต่ Amazon Aurora ในขณะนี้ไม่ได้รองรับอินสแตนซ์ Micro DB โปรดดูหน้าราคา Aurora ของเราเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับราคาปัจจุบัน

ถาม: I/O ใน Amazon Aurora คืออะไร และมีวิธีการคำนวณอย่างไร

I/O คือการปฏิบัติการอินพุต/เอาท์พุตที่โปรแกรมฐานข้อมูล Aurora ดำเนินการกับชั้นพื้นที่จัดเก็บเสมือนที่ใช้โซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) การดำเนินการอ่านหน้าของฐานข้อมูลทุกครั้งจะนับเป็นหนึ่ง I/O โปรแกรมฐานข้อมูล Aurora จะออกคำสั่งการอ่านกับชั้นพื้นที่จัดเก็บเพื่อดึงข้อมูลหน้าฐานข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในแคชของหน่วยความจำ หากหน่วยความจำหรือแคชสามารถใช้ในการรับส่งข้อมูลการสืบค้นทั้งหมดได้ คุณจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าบริการในเรียกข้อมูลจากหน้าข้อมูลใดๆ ในหน่วยความจำ หากหน่วยความจำหรือแคชไม่สามารถใช้ในการรับส่งข้อมูลการสืบค้นทั้งหมด คุณจะถูกเรียกเก็บค่าบริการสำหรับหน้าข้อมูลใดๆ ที่จำเป็นต้องเรียกข้อมูลจากพื้นที่จัดเก็บ หน้าฐานข้อมูลแต่ละหน้าคือ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ขนาด 16 KB และ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ขนาด 8 KB 

Aurora ออกแบบมาเพื่อขจัดการปฏิบัติการ I/O ที่ไม่จำเป็นเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้ทรัพยากรพร้อมใช้งานสำหรับปริมาณการใช้อ่าน/เขียน I/O การเขียนจะใช้เฉพาะเมื่อต้องการให้ระเบียนบันทึกการทำซ้ำใน Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้คงอยู่ต่อไป หรือเขียนระเบียนบันทึกล่วงหน้าใน Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้กับชั้นพื้นที่จัดเก็บเพื่อทำให้การเขียนมีความคงทน I/O การเขียนจะนับเป็นหน่วย 4 KB ตัวอย่างเช่น ระเบียนบันทึกที่มีขนาด 1024 ไบต์จะนับเป็นการดำเนินการเขียนหนึ่ง I/O อย่างไรก็ตาม หากระเบียนบันทึกมีขนาดใหญ่กว่า 4 KB จำเป็นต้องมีการดำเนินการเขียนมากกว่าหนึ่ง I/O เพื่อให้ระเบียนบันทึกคงอยู่ต่อไป การดำเนินการเขียนที่เกิดขึ้นร่วมกันซึ่งมีระเบียนบันทึกน้อยกว่า 4 KB อาจถูกนำมารวมกันโดยโปรแกรมฐานข้อมูล Aurora เพื่อปรับการใช้ I/O ให้เหมาะสมที่สุด หากระเบียนบันทึกคงอยู่ในกลุ่มการป้องกันพื้นที่จัดเก็บกลุ่มเดียวกัน ไม่เหมือนกับโปรแกรมฐานข้อมูลแบบเก่า Aurora จะไม่ไล่หน้าข้อมูลที่สกปรกไปยังพื้นที่จัดเก็บเป็นอันขาด คุณสามารถดูได้ว่าอินสแตนซ์ Aurora ของคุณใช้คำขอ I/O ไปเท่าไรแล้ว โดยไปที่ AWS Management Console คุณสามารถดูได้ว่าอินสแตนซ์ Aurora ของคุณใช้คำขอ I/O ไปเท่าไรแล้ว โดยไปที่ Console หากต้องการดูการใช้งาน I/O ของคุณ ให้ไปที่ส่วน Amazon RDS ของ Console ดูที่รายการอินสแตนซ์ เลือกอินสแตนซ์ Aurora จากนั้นมองหาตัววัด “การดำเนินการอ่านที่มีการเรียกเก็บเงิน” และ “การดำเนินการเขียนที่มีการเรียกเก็บเงิน” ในส่วนการตรวจสอบ

ถาม: ฉันจำเป็นต้องเปลี่ยนไดรเวอร์ของลูกค้าเพื่อใช้ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้หรือไม่

ไม่ต้อง Amazon Aurora สามารถใช้งานได้กับไดรเวอร์ฐานข้อมูล PostgreSQL แบบมาตรฐาน

ประสิทธิภาพ

ถาม: “มีประสิทธิภาพสูงกว่า MySQL ห้าเท่า" หมายความว่าอย่างไร

Amazon Aurora มีประสิทธิภาพสูงกว่า MySQL อย่างมีนัยสำคัญโดยการผสานโปรแกรมฐานข้อมูลรวมกับชั้นพื้นที่จัดเก็บเสมือนที่ใช้ SSD อย่างแน่นหนาที่สร้างมาสำหรับปริมาณงานของฐานข้อมูล ลดการเขียนไปยังระบบพื้นที่จัดเก็บ ลดความขัดแย้งของล็อก และขจัดความล่าช้าที่เกิดจากเธรดกระบวนการฐานข้อมูล การทดสอบของเราร่วมกับ SysBench บนอินสแตนซ์ r3.8xlarge แสดงให้เห็นว่า Amazon Aurora ส่งมอบกว่า 500,000 SELECT/วินาที และ 100,000 UPDATE/วินาที ซึ่งสูงกว่า MySQL ที่เรียกใช้เกณฑ์มาตรฐานบนฮาร์ดแวร์เดียวกันถึงห้าเท่า ดูคำแนะนำอย่างละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานนี้รวมทั้งวิธีจำลองด้วยตนเองในคู่มือการสร้างเกณฑ์มาตรฐานด้านประสิทธิภาพของ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้

ถาม: “มีประสิทธิภาพสูงกว่า PostgreSQL สามเท่า" หมายความว่าอย่างไร

Amazon Aurora มีประสิทธิภาพสูงกว่า PostgreSQL อย่างมีนัยสำคัญโดยการผสานโปรแกรมฐานข้อมูลรวมกับชั้นพื้นที่จัดเก็บเสมือนที่ใช้ SSD อย่างแน่นหนาที่สร้างมาสำหรับปริมาณงานของฐานข้อมูล ช่วยลดความขัดแย้งของล็อกและความล่าช้าที่เกิดจากเธรดกระบวนการฐานข้อมูล การทดสอบของเราร่วมกับ SysBench บนอินสแตนซ์ r4.16xlarge แสดงให้เห็นว่า Amazon Aurora ส่งมอบจำนวน SELECT/วินาที และ UPDATE/วินาที สูงกว่า PostgreSQL ที่เรียกใช้เกณฑ์มาตรฐานบนฮาร์ดแวร์เดียวกัน ดูคำแนะนำอย่างละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานนี้รวมทั้งวิธีจำลองด้วยตนเองในการสร้างเกณฑ์มาตรฐานด้านประสิทธิภาพของ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้

ถาม: ฉันจะปรับปริมาณงานของฐานข้อมูลให้เหมาะสมกับ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้อย่างไร

Amazon Aurora ออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้กับ MySQL เพื่อให้แอปพลิเคชันและเครื่องมือ MySQL สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องทำการปรับเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งที่ Amazon Aurora ปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยใช้ MySQL คือปริมาณงานที่ทำพร้อมกันในระดับสูง เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณการประมวลผลของปริมาณงานของคุณบน Amazon Aurora เราขอแนะนำให้คุณสร้างแอปพลิเคชันเพื่อกระตุ้นการสืบค้นและธุรกรรมจำนวนมากพร้อมๆ กัน

ถาม: ฉันจะปรับปริมาณงานของฐานข้อมูลให้เหมาะสมกับ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้อย่างไร

Amazon Aurora ออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้กับ PostgreSQL เพื่อให้แอปพลิเคชันและเครื่องมือ PostgreSQL สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องทำการปรับเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งที่ Amazon Aurora ปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยใช้ PostgreSQL คือปริมาณงานที่ทำพร้อมกันในระดับสูง เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณการประมวลผลของปริมาณงานของคุณบน Amazon Aurora เราขอแนะนำให้คุณสร้างแอปพลิเคชันเพื่อกระตุ้นการสืบค้นและธุรกรรมจำนวนมากพร้อมๆ กัน

ฮาร์ดแวร์และการปรับขนาด

ถาม: ฐานข้อมูล Amazon Aurora มีขีดจำกัดของพื้นที่จัดเก็บต่ำสุดและสูงสุดเท่าใด

พื้นที่จัดเก็บต่ำสุดมีขนาด 10 GB จากการใช้ฐานข้อมูลของคุณ พื้นที่จัดเก็บ Amazon Aurora จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติครั้งละ 10 GB จนถึง 128 TB โดยไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของฐานข้อมูล โดยไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมพื้นที่จัดเก็บไว้ล่วงหน้า

ถาม: ฉันจะปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลที่เชื่อมโยงกับอินสแตนซ์ Amazon Aurora DB ได้อย่างไร

คุณสามารถใช้ Aurora Serverless ซึ่งเป็นการกำหนดค่าการปรับขนาดอัตโนมัติตามความต้องการสำหรับ Amazon Aurora เพื่อปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลฐานข้อมูลได้ตามความต้องการของแอปพลิเคชัน ซึ่งช่วยให้คุณเรียกใช้ฐานข้อมูลบนระบบคลาวด์ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการความจุของฐานข้อมูล คุณสามารถระบุช่วงความจุของฐานข้อมูลที่ต้องการ แล้วฐานข้อมูลของคุณจะปรับขนาดตามความต้องการของแอปพลิเคชันของคุณ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในคู่มือผู้ใช้ Aurora Serverless

นอกจากนี้ คุณยังสามารถปรับขนาดทรัพยากรการประมวลผลที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของคุณด้วยตนเองได้โดยการเลือกประเภทอินสแตนซ์ DB ที่ต้องการใน AWS Management Console ระบบจะนำการเปลี่ยนแปลงที่คุณขอไปใช้ในระหว่างช่วงเวลาการบำรุงรักษาที่คุณระบุไว้ หรือคุณสามารถใช้ค่าสถานะ "นำไปใช้ทันที" เพื่อเปลี่ยนประเภทอินสแตนซ์ DB ในทันทีก็ได้ ทั้งสองตัวเลือกนี้จะมีผลกระทบต่อความพร้อมใช้งานเป็นเวลาสองสามนาทีขณะที่การปรับขนาดกำลังดำเนินการ โปรดทราบว่าการเปลี่ยนแปลงระบบที่รอดำเนินการอื่นใดจะถูกนำไปใช้ด้วยเช่นกัน

การสำรองและการกู้คืนข้อมูล

ถาม: ฉันจะเปิดใช้งานการสำรองข้อมูลสำหรับอินสแตนซ์ DB ได้อย่างไร

การสำรองข้อมูลอัตโนมัติจะถูกเปิดใช้งานตลอดเวลาบนอินสแตนซ์ Amazon Aurora DB การสำรองข้อมูลจะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของฐานข้อมูล

ถาม: ฉันจะใช้ Database Snapshot และเก็บไว้นานตามต้องการได้หรือไม่

ได้ อีกทั้งยังไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานขณะถ่ายสแน็ปช็อตอีกด้วย โปรดทราบว่าคุณต้องสร้าง DB อินสแตนซ์ใหม่เพื่อการจัดเก็บข้อมูลจาก Database Snapshot

ถาม: หากฐานข้อมูลของฉันล้มเหลว จะกู้คืนข้อมูลของฉันอย่างไร

Amazon Aurora จะเก็บรักษาสำเนาข้อมูลของคุณหกชุดไว้ใน Availability Zone (AZ) สามแห่งโดยอัตโนมัติ และจะพยายามกู้คืนฐานข้อมูลของคุณโดยอัตโนมัติตามลำดับ AZ อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้อมูลที่สูญหาย หากข้อมูลของคุณไม่พร้อมให้ใช้งานในพื้นที่จัดเก็บ Amazon Aurora คุณสามารถกู้คืนข้อมูลได้จาก Database Snapshot หรือทำการกู้คืน ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลาในอินสแตนซ์ใหม่ โปรดทราบว่า คุณสามารถทำการกู้คืน ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลาได้สูงสุดห้านาทีก่อนหน้า

ถาม: จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลสำรองอัตโนมัติและ Database Snapshot หากฉันลบอินสแตนซ์ DB ออก

คุณสามารถเลือกที่จะสร้าง Database Snapshot สุดท้ายขณะลบอินสแตนซ์ DB ของคุณได้ ถ้าเลือกสร้าง คุณจะสามารถใช้ Database Snapshot นี้เพื่อกู้คืนอินสแตนซ์ DB ที่ถูกไปลบแล้วได้ในภายหลัง Amazon Aurora เก็บข้อมูล Database Snapshot ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมานี้ไว้พร้อมกับ Database Snapshot อื่นๆ ที่สร้างขึ้นเองหลังจากที่ลบอินสแตนซ์ DB แล้ว เฉพาะ Database Snapshot เท่านั้นที่จะถูกเก็บไว้หลังจากที่ลบอินสแตนซ์ DB แล้ว (การสำรองข้อมูลอัตโนมัติที่สร้างขึ้นสำหรับการกู้คืน ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลาจะไม่ถูกเก็บไว้)

ถาม: ฉันจะแชร์สแน็ปช็อตกับบัญชี AWS อื่นได้หรือไม่

ได้ Aurora มีความสามารถในการสร้างสแน็ปช็อตของฐานข้อมูลซึ่งคุณสามารถนำไปใช้เพื่อกู้คืนฐานข้อมูลได้ คุณสามารถแชร์สแน็ปช็อตกับบัญชี AWS อื่น แล้วเจ้าของบัญชีผู้รับนั้นจะสามารถใช้สแน็ปช็อตของคุณเพื่อกู้คืน DB ที่มีข้อมูลของคุณได้ และคุณยังสามารถเลือกที่จะทำให้สแน็ปช็อตของคุณปรากฏต่อสาธารณะได้ซึ่งหมายความว่าทุกคนจะสามารถกู้คืน DB ที่มีข้อมูล (สาธารณะ) ของคุณได้ คุณสามารถใช้คุณสมบัตินี้เพื่อแชร์ข้อมูลระหว่างสภาพแวดล้อมก่อนหน้านี้ของคุณ (การผลิต การพัฒนา/ทดสอบ การจัดเตรียม ฯลฯ) ที่มีบัญชี AWS ที่ต่างกัน รวมทั้งเพื่อเก็บข้อมูลสำรองทั้งหมดให้ปลอดภัยไว้ในบัญชีอื่นหากเกิดกรณีที่บัญชี AWS หลักของคุณถูกคุกคาม

ถาม: ฉันจะถูกเรียกเก็บเงินค่าสแน็ปช็อตที่แชร์หรือไม่

การแชร์สแน็ปช็อตระหว่างบัญชีไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม คุณอาจถูกเรียกเก็บเงินค่าสแน็ปช็อต รวมทั้งค่าฐานข้อมูลใดๆ ที่คุณกู้คืนจากสแน็ปช็อตที่แชร์ได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับราคา Aurora

ถาม: ฉันจะแชร์สแน็ปช็อตโดยอัตโนมัติได้หรือไม่

เราไม่รองรับการแชร์ Database Snapshot อัตโนมัติ หากต้องการแชร์สแน็ปช็อตโดยอัตโนมัติ คุณต้องสร้างสำเนาสแน็ปช็อต จากนั้นแชร์สำเนานั้น

ถาม: ฉันสามารถแชร์สแน็ปช็อตได้กับกี่บัญชี

คุณสามารถแชร์สแน็ปช็อตด้วยตนเองกับ ID บัญชี AWS ได้ถึง 20 บัญชี หากคุณต้องการแชร์สแน็ปช็อตกับบัญชีต่างๆ มากกว่า 20 บัญชี คุณสามารถแชร์สแน็ปช็อตแบบสาธารณะ หรือติดต่อฝ่ายสนับสนุนเพื่อขอให้เพิ่มโควต้าได้

ถาม: ฉันจะแชร์สแน็ปช็อต Aurora ของฉันได้ในภูมิภาคใดบ้าง

คุณแชร์สแนปช็อต Aurora ได้ในทุกเขต AWS ที่มีบริการ Aurora

คำถาม: ฉันจะแชร์สแนปช็อต Aurora ระหว่างเขตได้หรือไม่

ไม่ได้ เฉพาะบัญชีที่อยู่ในเขตเดียวกันกับบัญชีที่แชร์สแนปช็อตนั้นเท่านั้นที่เข้าถึงสแนปช็อตที่คุณแชร์ได้

ถาม: ฉันจะแชร์สแน็ปช็อต Aurora ที่ถูกเข้ารหัสได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถแชร์สแน็ปช็อต Aurora ที่ถูกเข้ารหัสได้

ความพร้อมใช้งานและการจำลองสูง

ถาม: Amazon Aurora ช่วยปรับปรุงความทนทานต่อความล้มเหลวของดิสก์ที่อาจเกิดขึ้นกับฐานข้อมูลของฉันได้อย่างไร

Amazon Aurora จะแบ่งปริมาณฐานข้อมูลของคุณออกเป็นส่วนละ 10 GB ไปยังหลายๆ ดิสก์ ปริมาณฐานข้อมูลขนาด 10 GB แต่ละชุดจะถูกจำลองออกเป็นหกแบบใน AZ สามแห่ง Amazon Aurora ได้รับการออกแบบมาให้สามารถจัดการกับความสูญเสียของสำเนาข้อมูลสองชุดได้อย่างโปร่งใสโดยไม่ส่งผลต่อความพร้อมในการเขียนฐานข้อมูล และสามารถจัดการกับความสูญเสียของสำเนาข้อมูลได้ถึงสามชุดโดยไม่ส่งผลต่อความพร้อมในการอ่าน พื้นที่เก็บข้อมูล Amazon Aurora ยังสามารถซ่อมแซมตนเองได้ด้วย บล็อกข้อมูลและดิสก์จะได้รับการสแกนอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อผิดพลาดและทำการซ่อมแซมโดยอัตโนมัติ

ถาม: Aurora ช่วยปรับปรุงเวลาในการกู้คืนหลังฐานข้อมูลล้มเหลวได้อย่างไร

ต่างจากฐานข้อมูลอื่นๆ หลังจากฐานข้อมูลล้มเหลว Amazon Aurora ไม่จำเป็นต้องเล่นบันทึกการทำซ้ำจากจุดตรวจสอบฐานข้อมูลล่าสุด (ห้านาทีโดยปกติ) และยืนยันว่าได้มีการนำการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดไปใช้แล้วก่อนที่จะทำให้ฐานข้อมูลพร้อมสำหรับการดำเนินงาน วิธีนี้จะช่วยลดเวลาเริ่มฐานข้อมูลใหม่ให้เหลือน้อยกว่า 60 วินาทีในกรณีส่วนใหญ่ได้ Amazon Aurora จะย้ายแคชบัฟเฟอร์ออกจากกระบวนการของฐานข้อมูลและทำให้พร้อมใช้งานทันทีเมื่อถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ วิธีนี้คุณจะไม่ต้องจำกัดการเข้าถึงจนกว่าจะมีการนำเข้าแคชใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัด

ถาม: Aurora รองรับแบบจำลองประเภทใด

Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้และ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้รองรับ Amazon Aurora Replicas ซึ่งมีปริมาณพื้นฐานเหมือนกับอินสแตนซ์หลักในรีเจี้ยน AWS เดียวกัน Amazon Aurora Replicas ทั้งหมดจะสามารถดูการอัปเดตที่บัญชีหลักสร้างไว้ได้ คุณยังสามารถสร้าง MySQL Read Replicas แบบข้ามรีเจี้ยนตามโปรแกรมการจำลองแบบบินล็อกของ MySQL ได้ด้วย Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ ใน MySQL Read Replicas ระบบจะเล่นข้อมูลจากอินสแตนซ์หลักของคุณบนแบบจำลองในรูปแบบธุรกรรม ในหลายๆ กรณี รวมถึงการปรับขนาดการอ่านและความพร้อมใช้งานในระดับสูงด้วย เราขอแนะนำให้ใช้ Amazon Aurora Replicas

เราสามารถผสมผสานแบบจำลองสองประเภทนี้ตามความต้องการของแอปพลิเคชันของคุณได้

คุณสมบัติ Amazon Aurora Replicas
MySQL Replicas
จำนวนแบบจำลอง สูงสุด 15 สูงสุด 5
ประเภทการจำลอง อะซิงโครนัส (มิลลิวินาที) อะซิงโครนัส (วินาที)
ผลกระทบด้านประสิทธิภาพต่อหลัก ต่ำ สูง
สถานที่ตั้งของ Replica ในภูมิภาค
ข้ามภูมิภาค
ดำเนินการเป็นเป้าหมายการเปลี่ยนระบบ ใช่ (ไม่มีการสูญเสียข้อมูล) ใช่ (อาจมีข้อมูลสูญเสียหลายนาที)
การเปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติ ใช้ได้ ใช้ไม่ได้
รองรับความล่าช้าในการจำลองตามที่ผู้ใช้กำหนด ใช้ไม่ได้ ใช้ได้
รองรับข้อมูลหรือ Schema อื่นเมื่อเทียบกับหลัก ใช้ไม่ได้ ใช้ได้

คุณมีตัวเลือกการจำลองแบบเพิ่มเติมอีกสองประการนอกเหนือจากตัวเลือกที่ระบุไว้ข้างต้น คุณสามารถใช้ Amazon Aurora Global Database เพื่อการจำลองทางกายภาพระหว่างคลัสเตอร์ Aurora ในรีเจี้ยนต่างๆ ที่เร็วขึ้น และสำหรับการจำลองแบบระหว่างฐานข้อมูลแบบที่เป็น Aurora กับแบบที่ไม่เป็น Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ (รวมถึงภายนอก AWS) คุณตั้งค่าการจำลองแบบบินล็อกที่จัดการเองได้

ถาม: ฉันใช้แบบจำลองข้ามรีเจี้ยนด้วย Amazon Aurora ได้หรือไม่

ได้ คุณติดตั้งแบบจำลอง Aurora แบบข้ามรีเจี้ยนได้โดยใช้การจำลองทางกายภาพหรือการจำลองแบบมีตรรกะ การจำลองแบบกายภาพที่เรียกว่า Amazon Aurora Global Database จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะซึ่งจะปล่อยให้พื้นที่ฐานข้อมูลทั้งหมดของคุณพร้อมใช้งานกับแอปพลิเคชันของคุณ และจำลองไปยังรีเจี้ยนรองได้ถึงห้ารีเจี้ยนด้วยเวลาแฝงปกติที่อัตราต่ำกว่าหนึ่งวินาที ซึ่งใช้ได้กับทั้ง Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้และ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ สำหรับการอ่านทั่วโลกที่มีเวลาแฝงต่ำและการกู้คืนข้อมูลหลังภัยพิบัติ เราขอแนะนำให้ใช้ Amazon Aurora Global Database

Aurora สนับสนุนการจำลองแบบมีตรรกะแบบเนทีฟในแต่ละกลไกฐานข้อมูล (บินล็อกสำหรับ MySQL และสล็อตการจำลอง PostgreSQL สำหรับ PostgreSQL) ดังนั้นคุณจึงจำลองไปยังฐานข้อมูล Aurora และฐานข้อมูลที่ไม่ใช่ Aurora ได้แม้กระทั่งแบบข้ามรีเจี้ยน

Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ยังมีคุณสมบัติจำลองการอ่านข้ามรีเจี้ยนแบบมีตรรกะที่ใช้ง่ายซึ่งรองรับรีเจี้ยนรองของ AWS ถึงห้าแห่งด้วยกัน โดยจะดำเนินการตามการจำลองบินล็อก MySQL แบบเธรดรายการเดียว ดังนั้นความล่าช้าของการจำลองจะได้รับผลจากการเปลี่ยน/การใช้อัตราและความล่าช้าในการสื่อสารของเครือข่ายระหว่างรีเจี้ยนที่เลือก

คำถาม: ฉันสร้าง Aurora Read Replicas บนคลัสเตอร์แบบจำลองข้ามเขตได้หรือไม่

ได้ คุณเพิ่ม Aurora Replicas ในคลัสเตอร์ข้ามรีเจี้ยนแต่ละคลัสเตอร์ได้ถึง 15 รายการ และรายการเหล่านั้นจะใช้พื้นที่จัดเก็บเดียวกันกับแบบจำลองข้ามรีเจี้ยน แบบจำลองข้ามรีเจี้ยนทำหน้าที่เป็นรายการหลักบนคลัสเตอร์ และโดยทั่วไปแล้ว Aurora Replicas จะมีความล่าช้ากว่ารายการหลักในหน่วย 10 มิลลิวินาที

ถาม: ฉันจะย้ายระบบแอปพลิเคชันจากแบบหลักไปเป็นแบบจำลองข้ามรีเจี้ยนเมื่อเกิดข้อผิดพลาดได้หรือไม่

ได้ คุณเลื่อนระดับให้แบบจำลองข้ามรีเจี้ยนเป็นรายการหลักได้จาก Amazon RDS Console สำหรับการจำลองแบบมีตรรกะ (บินล็อก) โดยปกติแล้ว กระบวนการเลื่อนระดับจะใช้เวลา 2-3 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของคุณ การจำลองข้ามรีเจี้ยนจะหยุดทำงานเมื่อคุณเริ่มกระบวนการเลื่อนระดับ

Amazon Aurora Global Database ช่วยให้คุณสามารถเลื่อนระดับรีเจี้ยนรองของคุณให้รับปริมาณงานอ่าน/เขียนข้อมูลได้ภายในหนึ่งนาที

ถาม: ฉันสามารถจัดลำดับความสำคัญของแบบจำลองหนึ่งๆ ให้เป็นเป้าหมายการเปลี่ยนระบบเหนือแบบจำลองอื่นๆ ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกำหนดลำดับความสำคัญในการเลื่อนระดับกับแต่ละอินสแตนซ์บนคลัสเตอร์ของคุณได้ เมื่ออินสแตนซ์หลักล้มเหลว Amazon RDS จะเลื่อนระดับแบบจำลองที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดให้เป็นอินสแตนซ์หลัก หากมี Aurora Replica สองรายการขึ้นไปในความสำคัญระดับเดียวกัน Amazon RDS จะเลื่อนระดับ Replica ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หากมี Aurora Replica สองรายการขึ้นไปในระดับความสำคัญและขนาดเดียวกัน Amazon RDS จะเลื่อนระดับ Replica ที่ใช้อยู่ในระดับเดียวกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตรรกะการเปลี่ยนระบบ ให้อ่านคู่มือผู้ใช้ Amazon Aurora

ถาม: ฉันจะแก้ไขชั้นลำดับความสำคัญของอินสแตนซ์หลังสร้างแล้วได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถแก้ไขชั้นลำดับความสำคัญของอินสแตนซ์ได้ทุกเมื่อ การแก้ไขชั้นลำดับความสำคัญของอินสแตนซ์อย่างเดียวจะไม่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนระบบ

Q: ฉันจะป้องกันไม่ให้แบบจำลองเลื่อนระดับเป็นอินสแตนซ์หลักได้หรือไม่

คุณสามารถกำหนดชั้นลำดับความสำคัญที่ต่ำลงให้แบบจำลองที่คุณไม่ต้องการเลื่อนระดับเป็นอินสแตนซ์ได้ อย่างไรก็ตาม หากแบบจำลองในคลัสเตอร์ที่มีลำดับความสำคัญสูงไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่สามารถใช้งานได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม Amazon RDS จะเลื่อนระดับแบบจำลองที่มีลำดับความสำคัญต่ำกว่า

ถาม: ฉันจะปรับปรุงความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูล Amazon Aurora เดียวได้อย่างไร

คุณสามารถเพิ่ม Amazon Aurora Replicas ได้ Aurora Replicas ในรีเจี้ยน AWS เดียวกันจะใช้พื้นที่จัดเก็บพื้นฐานเดียวกันกับอินสแตนซ์หลัก Aurora Replica ใดๆ สามารถเลื่อนระดับไปเป็นอินสแตนซ์หลักได้โดยที่ไม่สูญเสียข้อมูล จึงสามารถนำไปใช้เพื่อปรับปรุงความทนทานต่อการล้มเหลวได้ในกรณีที่อินสแตนซ์ DB หลักเกิดความล้มเหลว หากต้องการเพิ่มความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูล เพียงสร้างแบบจำลอง 1 ถึง 15 แบบใน AZ ทั้งสามแห่ง แล้ว Amazon RDS จะใส่รายการเหล่านั้นไว้ในการเลือกการเปลี่ยนระบบหลักในกรณีที่เกิดความล้มเหลวของฐานข้อมูล

คุณสามารถใช้ Amazon Aurora Global Database ได้หากต้องการให้ฐานข้อมูลของคุณขยายครอบคลุมรีเจี้ยน AWS หลายแห่ง โดยคุณสมบัตินี้จะจำลองข้อมูลของคุณโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของฐานข้อมูล และจะให้การกู้คืนข้อมูลหลังภัยพิบัติจากเหตุขัดข้องระดับรีเจี้ยนอีกด้วย

ถาม: จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเปลี่ยนระบบและจะเกิดขึ้นนานเท่าใด

Amazon Aurora จะดูแลการเปลี่ยนระบบให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แอปพลิเคชันของคุณสามารถเริ่มการดำเนินการของฐานข้อมูลต่อได้อีกครั้งให้เร็วที่สุดโดยไม่มีการแทรกแซงด้วยตนเองจากผู้ดูแล

  • หากคุณมี Amazon Aurora Replica ใน Availability Zone เดียวกันหรือต่างกันขณะกำลังเปลี่ยนระบบ Aurora จะพลิกระเบียนชื่อมาตรฐาน (CNAME) สำหรับอินสแตนซ์ DB ของคุณไปยังจุดที่แบบจำลองมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นอินสแตนซ์ใหม่แทน โดยทั่วไปแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ การเปลี่ยนระบบจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที 
  • หากคุณใช้งาน Aurora Serverless และอินสแตนซ์ DB หรือ AZ ไม่พร้อมใช้งาน Aurora จะสร้างอินสแตนซ์ DB ขึ้นใหม่ใน AZ ที่ต่างกัน 
  • หากคุณไม่มี Amazon Aurora Replica (อินสแตนซ์เดียว) และไม่ได้ใช้ Aurora Serverless อยู่ Aurora จะพยายามสร้างอินสแตนซ์ DB ใหม่ใน Availability Zone เดียวกันให้เป็นอินสแตนซ์เดิม การแทนที่อินสแตนซ์เดิมนี้จะดำเนินการโดยพยายามอย่างเต็มที่ซึ่งอาจไม่สำเร็จ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีปัญหาที่ส่งผลอย่างกว้างขวางต่อ Availability Zone

แอปพลิเคชันของคุณควรเชื่อมต่อฐานข้อมูลใหม่ในกรณีที่การเชื่อมต่อขาดหาย การกู้คืนข้อมูลหลังภัยพิบัติข้ามภูมิภาคเป็นกระบวนการที่ต้องทำด้วยตนเอง เมื่อคุณเลื่อนระดับภูมิภาครองให้รับปริมาณงานการอ่าน/เขียนข้อมูล

ถาม: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันมีฐานข้อมูลหลักและ Amazon Aurora Replica กำลังรับปริมาณการอ่านอย่างต่อเนื่องแต่เกิดการเปลี่ยนระบบขึ้น

Amazon Aurora จะตรวจจับปัญหาที่เกิดกับอินสแตนซ์หลักโดยอัตโนมัติและดำเนินการเปลี่ยนระบบ หากคุณใช้ Cluster Endpoint อยู่ การเชื่อมต่อการอ่าน/เขียนจะเปลี่ยนเส้นทางโดยอัตโนมัติไปยัง Amazon Aurora Replica ซึ่งจะได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นตำแหน่งหลัก นอกจากนี้ การรับส่งข้อมูลการอ่านที่ Aurora Replicas ของคุณกำลังแสดงจะถูกขัดจังหวะเล็กน้อย หากคุณใช้ Cluster Reader Endpoint เพื่อส่งปริมาณการอ่านไปยัง Aurora Replica การเชื่อมต่อการอ่านอย่างเดียวจะถูกส่งไปยัง Aurora Replica ที่ได้รับการเลื่อนระดับใหม่จนกว่าโหนดหลักจะได้รับการกู้คืนมาเป็นแบบจำลอง

ถาม: แบบจำลองของฉันจะมีความล่าช้ากว่าอินสแตนซ์หลักมากเท่าใด

เนื่องจาก Amazon Aurora Replicas ใช้ปริมาณข้อมูลเท่ากันกับอินสแตนซ์หลักในรีเจี้ยน AWS เดียวกัน จึงแทบไม่มีความล่าช้าในการจำลอง โดยทั่วไป เราจะสังเกตเห็นความล่าช้าในหน่วยสิบมิลลิวินาที สำหรับ MySQL Read Replica ความล่าช้าในการจำลองจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับอัตราการเปลี่ยน/การใช้ รวมทั้งความล่าช้าในการติดต่อสื่อสารของเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าที่ไม่เกินหนึ่งนาทีถือเป็นเรื่องปกติภายใต้เงื่อนไขทั่วไป

แบบจำลองข้ามรีเจี้ยนที่ใช้การจำลองแบบมีตรรกะนั้นจะได้รับผลกระทบจากอัตราการเปลี่ยนแปลง/การใช้ รวมทั้งความล่าช้าในการติดต่อสื่อสารของเครือข่ายระหว่างรีเจี้ยนนั้นๆ ที่เลือก แบบจำลองข้ามรีเจี้ยนที่ใช้ Amazon Aurora Global Database โดยทั่วไปจะมีความล่าช้าไม่เกินหนึ่งวินาที

ถาม: ฉันสามารถตั้งค่าการจำลองแบบระหว่างฐานข้อมูล Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้กับฐานข้อมูล MySQL ภายนอกได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถตั้งค่าการจำลองแบบบินล็อกระหว่างอินสแตนซ์ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้กับฐานข้อมูล MySQL ภายนอกได้ ฐานข้อมูลอื่นสามารถใช้งานบน Amazon RDS หรือใช้งานเป็นฐานข้อมูลแบบจัดการตนเองบน AWS หรือภายนอก AWS ทั้งหมดได้

หากคุณใช้งาน Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ เวอร์ชัน 5.7 โปรดพิจารณาตั้งค่าการจำลองแบบบินล็อกตาม GTID ซึ่งจะมอบความสอดคล้องอย่างสมบูรณ์เพื่อให้การจำลองแบบของคุณไม่พลาดธุรกรรมใดๆ หรือสร้างความขัดแย้ง ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนระบบหรือการหยุดทำงานก็ตาม

ถาม: Amazon Aurora Global Database คืออะไร

Amazon Aurora Global Database เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ฐานข้อมูล Amazon Aurora ขยายครอบคลุมไปได้หลายรีเจี้ยน AWS โดยคุณสมบัตินี้จะจำลองข้อมูลของคุณโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของฐานข้อมูล เปิดใช้งานการอ่านอย่างรวดเร็วในเขตพื้นที่ในแต่ละรีเจี้ยนด้วยเวลาแฝงทั่วไปที่ไม่เกินหนึ่งวินาที และให้การกู้คืนข้อมูลหลังภัยพิบัติจากเหตุขัดข้องระดับรีเจี้ยนอีกด้วย ในกรณีที่ประสิทธิภาพในระดับรีเจี้ยนลดลงหรือเกิดเหตุขัดข้องซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ต่ำ รีเจี้ยนรองจะสามารถเลื่อนระดับให้มีความสามารถในการอ่าน/เขียนข้อมูลแบบเต็มรูปแบบได้ในเวลาต่ำกว่าหนึ่งนาที

คุณสมบัตินี้ใช้ได้กับทั้ง Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้และ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้

ถาม: ฉันจะสร้าง Amazon Aurora Global Database ได้อย่างไร

คุณสามารถสร้าง Aurora Global Database ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งใน Amazon RDS Console หรือใช้ AWS Software Development Kit (SDK) หรือ AWS Command-Line Interface (CLI) โดยคุณจำเป็นต้องจัดเตรียมอินสแตนซ์อย่างน้อยหนึ่งอินสแตนซ์ต่อรีเจี้ยนใน Amazon Aurora Global Database ของคุณ

ถาม: Amazon Aurora Global Database มีรีเจี้ยนรองได้กี่แห่ง

คุณสามารถสร้างรีเจี้ยนรองสำหรับ Amazon Aurora Global Database ได้สูงสุดห้าแห่ง

ถาม: ถ้าฉันใช้ Amazon Aurora Global Database ฉันยังจะสามารถใช้การจำลองแบบมีตรรกะ (บินล็อก) บนฐานข้อมูลหลักได้หรือไม่

ได้ หากเป้าหมายของคุณคือการวิเคราะห์กิจกรรมฐานข้อมูล ลองพิจารณาใช้การตรวจสอบขั้นสูง บันทึกทั่วไป บันทึกการสืบค้นแบบช้าของ Aurora แทนเพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดผลกระทบกับประสิทธิภาพการทำงานของฐานข้อมูลของคุณ

ถาม: Aurora จะเปลี่ยนระบบไปยังรีเจี้ยนรองของ Amazon Aurora Global Database โดยอัตโนมัติหรือไม่

ไม่ หากรีเจี้ยนหลักของคุณไม่พร้อมให้บริการ คุณจะสามารถย้ายรีเจี้ยนรองออกจาก Amazon Aurora Global Database และเลื่อนระดับให้รับการอ่านและการเขียนข้อมูลแบบเต็มรูปแบบได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ คุณยังต้องกำหนดแอปพลิเคชันของคุณไปยังรีเจี้ยนที่ได้รับการเลื่อนระดับใหม่นั้นด้วย

ถาม: Amazon Aurora Multi-Master คืออะไร

Amazon Aurora Multi-Master เป็นคุณสมบัติใหม่ของ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการปรับขนาดประสิทธิภาพในการเขียนทั่วทั้ง Availability Zone ต่างๆ มากมาย ซึ่งทำให้แอปพลิเคชันสามารถควบคุมปริมาณงานการอ่าน/เขียนไปยังอินสแตนซ์หลายรายการในคลัสเตอร์ฐานข้อมูล และทำงานโดยมีความพร้อมใช้งานสูงขึ้น

ถาม: ฉันจะเริ่มใช้ Amazon Aurora Multi-Master ได้อย่างไร

Amazon Aurora Multi-Master พร้อมใช้งานแล้วโดยทั่วไป คุณสามารถอ่านเอกสารประกอบของ Amazon Aurora เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ คุณสามารถสร้างคลัสเตอร์ Aurora Multi-Master ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งใน Amazon RDS Console หรือดาวน์โหลด AWS SDK หรือ CLI ล่าสุด

การรักษาความปลอดภัย

ฉันสามารถใช้ Amazon Aurora ใน Amazon Virtual Private Cloud (Amazon VPC) ได้หรือไม่

ได้ อินสแตนซ์ Amazon Aurora DB ทั้งหมดต้องสร้างใน VPC Amazon VPC ช่วยให้คุณสามารถกำหนดโครงสร้างเครือข่ายเสมือนที่มีความคล้ายกับเครือข่ายแบบเดิมที่คุณอาจใช้งานได้ในศูนย์ข้อมูลของคุณเอง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมได้ว่าใครบ้างที่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล Amazon Aurora ได้

ถาม: Amazon Aurora จะเข้ารหัสข้อมูลของฉันขณะส่งและขณะพักอยู่หรือไม่

ใช่ Amazon Aurora จะใช้ SSL (AES-256) เพื่อรักษาความปลอดภัยของการเชื่อมต่อระหว่างอินสแตนซ์ฐานข้อมูลและแอปพลิเคชัน Amazon Aurora ช่วยให้คุณสามารถเข้ารหัสฐานข้อมูลของคุณได้โดยใช้รหัสที่คุณตั้งผ่าน AWS Key Management Service (AWS KMS) ในอินสแตนซ์ฐานข้อมูลที่ใช้งานกับการเข้ารหัส Amazon Aurora ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานจะถูกเข้ารหัส เช่นเดียวกับข้อมูลสำรองอัตโนมัติ สแน็ปช็อต และแบบจำลองในคลัสเตอร์เดียวกัน การเข้ารหัสและถอดรหัสได้รับการจัดการอย่างไร้รอยต่อ หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ AWS KMS กับ Amazon Aurora โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Amazon RDS

ถาม: ฉันจะเข้ารหัสฐานข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัสได้หรือไม่

ปัจจุบันนี้ยังไม่รองรับการเข้ารหัสอินสแตนซ์ Aurora ที่ไม่ได้เข้ารหัสไว้ หากต้องการใช้การเข้ารหัสของ Amazon Aurora สำหรับฐานข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัสไว้ ให้สร้างอินสแตนซ์ DB ใหม่พร้อมเปิดใช้งานการเข้ารหัสและย้ายข้อมูลของคุณไปที่นั่น

ถาม: ฉันจะเข้าถึงฐานข้อมูล Amazon Aurora ได้อย่างไร

ต้องเข้าถึงฐานข้อมูล Amazon Aurora ผ่านพอร์ตฐานข้อมูลที่ป้อนไว้ขณะสร้างฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยให้ข้อมูลของคุณ โปรดดูคำแนะนำทีละขั้นตอนเกี่ยวกับการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล Amazon Aurora ได้ในคู่มือการเชื่อมต่อ Amazon Aurora

ถาม: ฉันสามารถใช้ Amazon Aurora กับแอปพลิเคชันที่ต้องสอดคล้องกับ HIPAA ได้หรือไม่

ได้ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL และ PostgreSQL ได้นั้นสอดคล้องกับกฏหมายว่าด้วยการควบคุมและการส่งผ่านข้อมูลทางด้านการประกันสุขภาพ (HIPAA) คุณจึงสามารถใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้ในการสร้างแอปพลิเคชันที่สอดคล้องกับ HIPAA และเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพ (PHI) ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้สัญญาผู้ร่วมธุรกิจ (BAA) ร่วมกับ AWS หากคุณมี BAA ที่ทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มใช้บริการเหล่านี้ในบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองโดย BAA สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างแอปพลิเคชันที่เป็นไปตามกฎระเบียบใน AWS โปรดดูที่ ผู้ให้บริการและผู้รับประกันด้านการดูแลสุขภาพในระบบคลาวด์

ถาม: ฉันจะเข้าไปดูรายการช่องโหว่และช่องโหว่ที่เปิดเผยสู่สาธารณะแล้ว (CVE) สำหรับช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของ Amazon Aurora รุ่นต่างๆ ได้อย่างไร

คุณสามารถดูรายการ CVE ได้ที่ การอัปเดตการรักษาความปลอดภัยของ Amazon Aurora

ไร้เซิร์ฟเวอร์

ถาม: Amazon Aurora Serverless คืออะไร

Aurora Serverless คือการกำหนดค่าการปรับขนาดอัตโนมัติตามความต้องการสำหรับ Amazon Aurora ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้ฐานข้อมูลบนระบบคลาวด์ได้โดยไม่ต้องจัดการความจุของฐานข้อมูล การจัดการความจุของฐานข้อมูลด้วยตนเองอาจทำให้สูญเสียเวลาอันมีค่าและนำไปสู่การใช้ทรัพยากรฐานข้อมูลอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อใช้ Aurora Serverless คุณเพียงแค่สร้างฐานข้อมูล ระบุช่วงความจุของฐานข้อมูลที่ต้องการ และเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของคุณเท่านั้น Aurora จะปรับความจุโดยอัตโนมัติภายในช่วงความจุที่คุณระบุไว้ โดยอิงตามความต้องการของแอปพลิเคชันของคุณ คุณจะชำระค่าบริการเป็นรายวินาทีสำหรับความจุของฐานข้อมูลที่คุณใช้เมื่อมีการใช้งานฐานข้อมูลดังกล่าว เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aurora Serverless และเริ่มต้นใช้งานในไม่กี่คลิกได้ใน Amazon RDS Management Console

ถาม: Aurora Serverless v2 และ v1 ต่างกันอย่างไร

Aurora Serverless v2 รองรับเวิร์กโหลดฐานข้อมูลทุกรูปแบบ ตั้งแต่สภาพแวดล้อมเพื่อการพัฒนาและการทดสอบ เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันที่มีเวิร์กโหลดไม่สม่ำเสมอ ไม่ต่อเนื่อง หรือคาดการณ์ไม่ได้ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีความต้องการและมีความสำคัญต่อธุรกิจมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับขนาดและมีความพร้อมใช้งานสูง Aurora Serverless v2 จะปรับขนาดในตัวโดยการเพิ่ม CPU และหน่วยความจำเพิ่มเติมโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบฐานข้อมูลดังกล่าวไปใช้อินสแตนซ์ฐานข้อมูลที่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถปรับขนาดได้แม้กระทั่งเวลาที่มีธุรกรรมที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน การล็อกตาราง ฯลฯ นอกจากนี้ Aurora Serverless v2 ยังปรับขนาดความจุของฐานข้อมูลโดยเพิ่มขึ้นครั้งละเพียง 0.5 Aurora Capacity Unit (ACU) ความจุของฐานข้อมูลของคุณจึงใกล้เคียงกับความต้องการของแอปพลิเคชันของคุณเป็นอย่างมาก

Aurora Serverless v1 เป็นตัวเลือกที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่าสำหรับเวิร์กโหลดที่ใช้งานไม่บ่อย ไม่ต่อเนื่อง และคาดการณ์ไม่ได้ Aurora Serverless v1 จะเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ ปรับขนาดความสามารถในการประมวลผลให้ตรงกับการใช้งานของแอปพลิเคชันของคุณ และปิดระบบเมื่อไม่ใช้งาน ไปที่คู่มือผู้ใช้ Aurora เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

ถาม: คุณสมบัติของ Aurora ทั้งหมดที่ Aurora Serverless v2 สนับสนุนได้แก่อะไรบ้าง

Aurora Serverless v2 สนับสนุนคุณสมบัติทั้งหมดของ Aurora ที่มีการเตรียมใช้งาน ซึ่งรวมถึงแบบจำลองการอ่าน, การกำหนดค่าแบบ Multi-AZ, Global Database, พร็อกซี RDS และ ข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพ

ถาม: ฉันสามารถเริ่มใช้ Aurora Serverless v2 ด้วยคลัสเตอร์ Aurora DB ที่มีอยู่ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถเริ่มใช้ Aurora Serverless v2 เพื่อจัดการความสามารถในการประมวลผลของฐานข้อมูลในคลัสเตอร์ Aurora DB ที่คุณมีอยู่ คลัสเตอร์ที่มีทั้งอินสแตนซ์ที่มีการเตรียมใช้งานและ Aurora Serverless v2 จะเรียกว่า คลัสเตอร์การกำหนดค่าแบบผสม คุณสามารถเลือกผสมผสานระหว่างอินสแตนซ์ที่มีการเตรียมใช้งานกับ Aurora Serverless v2 รูปแบบใดๆ ก็ได้ในคลัสเตอร์ หากต้องการทดสอบ Aurora Serverless v2 ให้เพิ่มตัวอ่านข้อมูลลงในคลัสเตอร์ Aurora DB แล้วเลือก Serverless v2 เป็นประเภทอินสแตนซ์ เมื่อตัวอ่านข้อมูลถูกสร้างขึ้นและพร้อมใช้งานแล้ว คุณสามารถเริ่มใช้ตัวอ่านข้อมูลดังกล่าวสำหรับเวิร์กโหลดแบบอ่านอย่างเดียวได้ เมื่อคุณยืนยันว่าตัวอ่านข้อมูลดังกล่าวใช้งานได้ตามที่คาดไว้ คุณสามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนระบบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดเพื่อเริ่มใช้ Aurora Serverless v2 สำหรับทั้งการอ่านและการเขียนได้ ตัวเลือกนี้จะทำให้สามารถเริ่มต้นใช้งาน Aurora Serverless v2 ได้โดยมีเวลาหยุดทำงานน้อยที่สุด

ถาม: ฉันสามารถย้ายจาก Aurora Serverless v1 ไปยัง Aurora Serverless v2 ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถย้ายจาก Aurora Serverless v1 ไปยัง Aurora Serverless v2 ได้ โปรดดูคู่มือผู้ใช้ Aurora เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

ถาม: Amazon Aurora เวอร์ชันใดที่ได้รับการสนับสนุนสำหรับ Aurora Serverless

Aurora Serverless v2 พร้อมใช้งานสำหรับ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL ได้ โดยเริ่มตั้งแต่เวอร์ชัน 8.0 และรุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้ โดยเริ่มตั้งแต่เวอร์ชัน 13.5 ส่วน Aurora Serverless v1 พร้อมใช้งานสำหรับ Aurora MySQL 5.6 และ 5.7 และ Aurora PostgreSQL 10.14

ถาม: ฉันจะย้ายคลัสเตอร์ Aurora DB ที่มีอยู่ไปยัง Aurora Serverless ได้หรือไม่

ได้ คุณสามารถกู้คืนสแน็ปช็อตที่ถ่ายจากคลัสเตอร์ที่เตรียมไว้สำหรับ Aurora ไปยังคลัสเตอร์ Aurora Serverless DB (และในทางกลับกัน) ได้

ถาม: ฉันจะเชื่อมต่อกับคลัสเตอร์ Aurora Serverless DB ได้อย่างไร

คุณสามารถเข้าถึงคลัสเตอร์ Aurora Serverless DB จากภายในแอปพลิเคชันไคลเอนต์ที่ใช้งานใน VPC เดียวกันได้ คุณไม่สามารถระบุที่อยู่ IP สาธารณะให้กับคลัสเตอร์ Aurora Serverless DB ได้

ถาม: ฉันจะตั้งความจุของคลัสเตอร์ Aurora Serverless อย่างเจาะจงได้อย่างไร

แม้ว่า Aurora Serverless จะปรับขนาดโดยอัตโนมัติตามปริมาณงานของฐานข้อมูลที่ใช้งานอยู่ ในบางกรณี ความจุก็อาจไม่สามารถปรับขนาดได้เร็วพอกับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณงาน เช่น ธุรกรรมใหม่จำนวนมาก ในกรณีดังกล่าว คุณสามารถตั้งความจุให้เป็นค่าที่เจาะจงได้ด้วย AWS Management Console, AWS CLI หรือ Amazon RDS API

ถาม: เพราะเหตุใดคลัสเตอร์ Aurora Serverless DB ของฉันจึงไม่ปรับขนาดโดยอัตโนมัติ

เมื่อเริ่มดำเนินการปรับขนาดแล้ว Aurora Serverless จะพยายามค้นหาจุดปรับขนาดซึ่งเป็นจุดในเวลาที่ฐานข้อมูลสามารถปรับขนาดได้อย่างปลอดภัย Aurora Serverless อาจไม่สามารถค้นหาจุดปรับขนาดได้หากคุณกำลังทำการสืบค้นหรือธุรกรรมที่มีระยะเวลานาน หรือหากมีการใช้ตารางหรือล็อกตารางชั่วคราว

ถาม: ฉันจะได้รับการเรียกเก็บเงินค่า Aurora Serverless อย่างไร

ใน Aurora Serverless ความจุของฐานข้อมูลจะวัดเป็น Aurora Capacity Unit (ACU) คุณจะชำระค่าบริการตามอัตราคงที่ต่อวินาทีของการใช้งาน ACU ราคาพื้นที่จัดเก็บและ I/O จะเหมือนกับราคาสำหรับการกำหนดค่าแบบมีการเตรียมใช้งานและแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ ไปที่หน้าราคาของ Aurora เพื่อดูข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับราคาและความพร้อมใช้งานของ AWS Region

การสืบค้นแบบคู่ขนาน

ถาม: การสืบค้นแบบคู่ขนานของ Amazon Aurora คืออะไร

การสืบค้นแบบคู่ขนาน Amazon Aurora หมายถึงความสามารถในการลดระดับหรือแจกจ่ายการสืบค้นเดียวที่สามารถคำนวณได้ใน CPU นับพันในชั้นพื้นที่จัดเก็บของ Aurora หากไม่มีการสืบค้นแบบคู่ขนาน การสืบค้นที่สั่งในฐานข้อมูล Amazon Aurora จะมีการดำเนินการอย่างสมบูรณ์ภายในหนึ่งอินสแตนซ์ของคลัสเตอร์ฐานข้อมูล ซึ่งจะคล้ายกับการทำงานของฐานข้อมูลส่วนใหญ่

ถาม: กรณีใช้งานเป้าหมายคืออะไร

การสืบค้นแบบคู่ขนานเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับปริมาณงานการวิเคราะห์ที่ต้องใช้ข้อมูลสดๆ และประสิทธิภาพในการสืบค้นแม้จะเป็นตารางขนาดใหญ่ก็ตาม ปริมาณงานประเภทนี้มักจะดำเนินการได้ตามปกติ

ถาม: การสืบค้นแบบคู่ขนานมีประโยชน์อย่างไร

การสืบค้นแบบคู่ขนานมีประสิทธิภาพที่เร็วกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการสืบค้นแบบวินิจฉัยได้มากขึ้นถึงสองเท่า อีกทั้งยังใช้งานง่ายและมีข้อมูลที่สดใหม่ เพราะคุณสามารถส่งการสืบค้นข้อมูลธุรกรรมปัจจุบันได้โดยตรงในคลัสเตอร์ Aurora นอกจากนั้น การสืบค้นแบบคู่ขนานยังมีปริมาณงานด้านธุรกรรมและการวินิจฉัยบนฐานข้อมูลเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ Aurora สามารถรักษาปริมาณธุรกรรมในระดับสูงขณะทำการสืบค้นแบบวินิจฉัยได้พร้อมๆ กัน

ถาม: การสืบค้นประเภทใดที่ช่วยปรับปรุงการสืบค้นแบบคู่ขนานให้ดีขึ้น

การสืบค้นส่วนใหญ่ในชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้อยู่ในพูลบัฟเฟอร์จะได้รับประโยชน์ การสืบค้นแบบคู่ขนานเวอร์ชันแรกสามารถลดระดับและปรับขนาดการประมวลผลฟังก์ชัน SQL, Equijoin และการแสดงส่วนไม่ซ้ำได้กว่า 200 รายการ

ถาม: มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านใดบ้างที่คาดหวังได้

การปรับปรุงประสิทธิภาพการสืบค้นขึ้นอยู่กับแผนการสืบค้นที่สามารถลดระดับไปยังชั้นพื้นที่จัดเก็บ Aurora ได้ ลูกค้าได้รายงานถึงการปรับปรุงเวลาแฝงของการสืบค้นที่ดีขึ้นมาก

ถาม: มีโอกาสที่ประสิทธิภาพจะช้าลงหรือไม่

ได้ แต่กรณีนั้นเกิดขึ้นได้ยาก

ถาม: ฉันต้องทำการเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อรับประโยชน์จากการสืบค้นแบบคู่ขนาน

คุณไม่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับไวยากรณ์ของการสืบค้น ตัวปรับความเหมาะสมของการสืบค้นจะตัดสินใจโดยอัตโนมัติว่าควรใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานสำหรับการสืบค้นใดๆ ของคุณหรือไม่ หากต้องการตรวจสอบว่าการสืบค้นได้ใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานอยู่หรือไม่ คุณสามารถดูแผนการดำเนินการสืบค้นได้โดยการเรียกใช้คำสั่ง EXPLAIN หากคุณต้องการบายพาสการช่วยค้นหาและบังคับใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานเพื่อการทดสอบ ให้ใช้ตัวแปรเซสชัน aurora_pq_force

ถาม: ฉันจะเปิดหรือปิดคุณสมบัติได้อย่างไร

คุณสามารถเปิดใช้งานและปิดใช้งานการสืบค้นแบบคู่ขนานได้ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับเซสชันโดยใช้พารามิเตอร์ aurora_pq

ถาม: มีค่าบริการเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับการใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานหรือไม่

ไม่ ระบบจะไม่เรียกเก็บเงินใดๆ นอกเหนือจากค่าบริการที่คุณชำระอยู่แล้วสำหรับอินสแตนซ์, I/O และพื้นที่จัดเก็บ

ถาม: เนื่องจากการสืบค้นแบบคู่ขนานจะลด I/O ลง การเปิดใช้งานจะลดค่าบริการ Aurora IO หรือไม่

ไม่ ค่าใช้จ่าย I/O สำหรับการสืบค้นแบบคู่ขนานของคุณจะวัดที่ชั้นพื้นที่จัดเก็บ และจะมีจำนวนไม่ต่างกันหรืออาจเพิ่มขึ้นหากเปิดการสืบค้นแบบคู่ขนาน ประโยชน์ที่คุณจะได้รับคือประสิทธิภาพการสืบค้นที่ดีขึ้น มีเหตุผลสองประการที่อาจทำให้ I/O มีค่าบริการที่สูงขึ้นหากเปิดใช้งานการสืบค้นแบบคู่ขนาน เหตุผลแรก แม้ว่าข้อมูลบางอย่างในตารางจะอยู่ในพูลบัฟเฟอร์ก็ตาม แต่การสืบค้นแบบคู่ขนานก็ได้มีการกำหนดให้สแกนข้อมูลทั้งหมดที่ชั้นพื้นที่จัดเก็บที่เกิด I/O เหตุผลที่สอง ผลข้างเคียงของการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในพูลบัฟเฟอร์ก็คือการเรียกใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานไม่ได้เป็นการอุ่นเครื่องพูลบัฟเฟอร์ ดังนั้นการใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานเดิมๆ หลายครั้งติดกันจะทำให้มีค่าบริการ I/O ที่สูงสุด

ถาม: Amazon Aurora เวอร์ชันใดที่รองรับการสืบค้นแบบคู่ขนาน

การสืบค้นแบบคู่ขนานสามารถใช้ได้กับ Amazon Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL 5.6 ได้ เวอร์ชัน 1.18.0 เป็นต้นไป เรามีแผนที่จะขยายการสืบค้นแบบคู่ขนานไปยัง Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL 5.7 ได้และ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ PostgreSQL ได้

ถาม: การสืบค้นแบบคู่ขนานสามารถใช้ไดักับอินสแตนซ์ทุกประเภทหรือไม่

ไม่ได้ ในขณะนี้ คุณสามารถใช้การสืบค้นแบบคู่ขนานได้กับอินสแตนซ์ที่อยู่ในกลุ่มประเภทอินสแตนซ์ R*

ถาม: การสืบค้นแบบคู่ขนานสามารถใช้งานได้กับคุณสมบัติ Aurora ทั้งหมดหรือไม่

ไม่สามารถทำได้ในตอนแรก ในขณะนี้ คุณสามารถเปิดใช้งานสำหรับคลัสเตอร์ฐานข้อมูลที่ไม่ได้ใช้คุณสมบัติ Serverless หรือ Backtrack เท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่รองรับฟังก์ชันของ Aurora รุ่นที่ใช้งานร่วมกับ MySQL 5.7 ได้โดยเฉพาะ

ถาม: หากการสืบค้นแบบคู่ขนานเพิ่มความเร็วการในสืบค้นและทำให้สูญเสียประสิทธิภาพได้ยาก ฉันควรเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาหรือไม่

ไม่ควร แม้ว่าเราคาดหวังว่าการสืบค้นแบบคู่ขนานจะช่วยปรับปรุงเวลาแฝงของการสืบค้นในกรณีส่วนใหญ่ได้ แต่คุณอาจมีค่าบริการ I/O ที่สูงขึ้น เราขอแนะนำให้คุณทดสอบปริมาณงานของคุณอย่างรอบคอบทั้งขณะเปิดใช้งานและปิดใช้งานคุณสมบัตินี้ เมื่อคุณเชื่อแล้วว่าการสืบค้นแบบคู่ขนานเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง คุณก็สามารถใช้ตัวปรับความเหมาะสมสำหรับการสืบค้นเพื่อตัดสินใจโดยอัตโนมัติว่าการสืบค้นใดที่จะใช้การสืบค้นแบบคู่ขนาน หากตัวปรับความเหมาะสมไม่ได้ทำการตัดสินใจที่เหมาะสม (ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก) คุณสามารถลบล้างการตั้งค่าได้

ถาม: การสืบค้นแบบคู่ขนานของ Aurora สามารถใช้แทนที่คลังเก็บข้อมูลของฉันได้หรือไม่

การสืบค้นแบบคู่ขนานของ Aurora ไม่ใช่คลังข้อมูลและจะไม่มีฟังก์ชันที่พบทั่วไปในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แต่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็วของประสิทธิภาพการสืบค้นบนฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องของคุณ และเหมาะสำหรับกรณีการใช้งาน เช่น การวินิจฉัยเพื่อการดำเนินงาน เมื่อคุณจำเป็นต้องทำการสืบค้นแบบวินิจฉัยกับข้อมูลสดในฐานข้อมูลของคุณ

Amazon DevOps Guru for RDS

ถาม: Amazon DevOps Guru for RDS คืออะไร

Amazon DevOps Guru for RDS คือความสามารถใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย ML สำหรับ Amazon RDS ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับและวินิจฉัยประสิทธิภาพฐานข้อมูลและปัญหาด้านการทำงานโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาได้ในเวลาไม่กี่นาทีแทนที่จะเป็นวัน Amazon DevOps Guru for RDS เป็นคุณสมบัติหนึ่งของ Amazon DevOps Guru ซึ่งออกแบบมาเพื่อตรวจจับปัญหาด้านการทำงานและประสิทธิภาพสำหรับกลไกของ Amazon RDS ทั้งหมดและทรัพยากรประเภทอื่นๆ อีกมากมาย DevOps Guru สำหรับ RDS ช่วยขยายขอบเขตความสามารถของ DevOps Guru เพื่อตรวจหา วินิจฉัย และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลแบบต่างๆ ใน Amazon RDS (เช่น การใช้ทรัพยากรมากเกินไป และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของการสืบค้น SQL บางอย่าง) เมื่อเกิดปัญหาขึ้น Amazon DevOps Guru for RDS ได้รับการออกแบบให้แจ้งเตือนนักพัฒนาและวิศวกร DevOps โดยทันที และแจ้งข้อมูลการวินิจฉัย รายละเอียดขอบเขตปัญหา และคำแนะนำการแก้ไขปัญหาอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพและปัญหาด้านการทำงานที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

ถาม: ทำไมจึงควรใช้ DevOps Guru สำหรับ RDS

Amazon DevOps Guru for RDS ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดการดำเนินการด้วยตนเองและประหยัดเวลา (จากชั่วโมงและวันเป็นนาที) เพื่อตรวจจับและแก้ไขปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพที่ตรวจพบได้ยากในปริมาณงานฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ของคุณ คุณสามารถเปิดใช้งาน DevOps Guru สำหรับ RDS ได้กับทุกฐานข้อมูล Amazon Aurora และระบบจะตรวจหาปัญหาด้านประสิทธิภาพสำหรับปริมาณงานของคุณโดยอัตโนมัติ จากนั้นจะส่งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับแต่ละปัญหา อธิบายสิ่งที่ค้นพบ และแนะนำการดำเนินการเพื่อแก้ไข DevOps Guru สำหรับ RDS ช่วยให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสามารถเข้าถึงการจัดการฐานข้อมูลได้มากขึ้น และยังช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญด้านฐานข้อมูลให้สามารถจัดการฐานข้อมูลได้มากขึ้นด้วย

ถาม: Amazon DevOps Guru for RDS ทำงานอย่างไร

Amazon DevOps Guru for RDS ใช้ ML เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางไกลที่รวบรวมโดยข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพ (PI) ของ Amazon RDS DevOps Guru สำหรับ RDS ไม่ได้ใช้ข้อมูลใดๆ ของคุณที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ PI จะตรวจวัดภาระฐานข้อมูล ซึ่งเป็นตัววัดที่กำหนดลักษณะการใช้งานของแอปพลิเคชันในฐานข้อมูลและตัววัดที่เลือกซึ่งสร้างโดยฐานข้อมูล เช่น ตัวแปรสถานะเซิร์ฟเวอร์ใน MySQL และตาราง pg_stat ใน PostgreSQL

ถาม: ฉันจะเริ่มใช้ Amazon DevOps Guru for RDS ได้อย่างไร

หากต้องการเริ่มใช้ DevOps Guru for RDS ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดใช้งานข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพผ่าน RDS Console แล้ว จากนั้นเพียงแค่เปิดใช้งาน DevOps Guru สำหรับฐานข้อมูล Amazon Aurora ของคุณ DevOps Guru ช่วยให้คุณสามารถเลือกขอบเขตความครอบคลุมการวิเคราะห์ให้เป็นบัญชี AWS ทั้งหมดของคุณ กำหนดสแตก AWS CloudFormation เฉพาะที่คุณต้องการให้ DevOps Guru วิเคราะห์ หรือใช้แท็ก AWS เพื่อสร้างการจัดกลุ่มทรัพยากรที่คุณต้องการให้ DevOps Guru วิเคราะห์

ถาม:ปัญหาประเภทใดบ้างที่ Amazon DevOps Guru for RDS ตรวจพบได้

Amazon DevOps Guru for RDS ช่วยระบุปัญหาด้านประสิทธิภาพแบบต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพการบริการของแอปพลิเคชัน เช่น การล็อกซ้อนหลายชั้น, การเชื่อมต่อพร้อมกันหลายรายการ, การถดถอยของ SQL, ความขัดแย้งระหว่าง CPU กับ I/O และปัญหาด้านหน่วยความจำ

ถาม: DevOps Guru for RDS แตกต่างจากข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพของ Amazon RDS อย่างไร

ข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพของ Amazon RDS คือคุณสมบัติการปรับแต่งและติดตามประสิทธิภาพของฐานข้อมูลที่รวบรวมและแสดงภาพตัวชี้วัดประสิทธิภาพของฐานข้อมูล Amazon RDS ซึ่งช่วยให้คุณประเมินภาระฐานข้อมูลของคุณได้อย่างรวดเร็วและกำหนดเวลาและตำแหน่งที่จะดำเนินการได้ ส่วน Amazon DevOps Guru for RDS ได้รับการออกแบบมาเพื่อติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดเหล่านั้น ตรวจจับเมื่อฐานข้อมูลของคุณประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพ วิเคราะห์ตัวชี้วัด แล้วบอกคุณว่ามีอะไรผิดปกติและสามารถทำอะไรได้บ้าง

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับราคา Amazon Aurora

ไปที่หน้าราคา
พร้อมสร้างหรือยัง
เริ่มต้นใช้งาน Amazon Aurora
มีคำถามเพิ่มเติมหรือไม่
ติดต่อเรา